“หมายความว่ายังไงเหรอเซีย ที่ว่าจะสอนสิ่งที่ข้าจำเป็ต้องเรียนรู้ทั้งหมดน่ะ” ลูชทำหน้างง
“ก็หมายความว่าแบบนั้นแหละ! พวกพื้นฐานการประกอบอาชีพหรือพื้นฐานการดำรงชีวิต ข้าจะเป็คนสอนให้เอง!” ข้าบอกอย่างมั่นใจ ก็ถ้าเป็แค่ความรู้พื้นฐานล่ะก็ ยังไงข้าก็สอนได้อยู่แล้วล่ะ เพราะถึงยังไงแวร์วูฟเราก็ต่างจากมนุษย์ อายุแค่ 1 ขวบปีก็สามารถพูดสื่อสารได้คล่องแล้ว จึงไม่แปลกถ้าพวกเราจะเรียนรู้ได้เร็วกว่า
“อ...เอ๊ะ!? จะดีเหรอเซีย?” ลูชทำหน้ากังวลใจ
“ทำไมเหรอ?” ข้าไม่เข้าใจว่าลูชยังสงสัยและกังวลใจเื่อะไรอยู่อีก อ๋อ หรือว่า... “ลูชกลัวว่าข้าจะสอนไม่ได้ใช่ไหม ที่ข้าบอกไปว่าเป็ลูกขุนนางน่ะ ไม่ใช่ว่าข้าจะโกหกไปลอยๆ หรอกนะ คนเราน่ะจะโกหกอะไร ก็ต้องดูด้วยว่าเราจะมีความสามารถพอที่จะทำให้เขาหลงเชื่อคำโกหกเราได้หรือเปล่า สิ่งที่ขุนนางควรจะรู้และแสดงออกน่ะ ข้าเรียนมาแล้ว ข้าสอนได้แน่นอน!”
“ข้าไม่ได้...” ลูชชะงัก เหมือนว่าเขา้าจะพูดอะไรสักอย่างแต่เปลี่ยนใจหลังจากพูดออกมาแล้ว “ถ้า...ถ้าเซียจะสอนล่ะก็เอาตามนั้นแล้วกัน”
“อื้อ! ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้นะ! เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะมาหาอีก่สายๆ แล้วเจอกันที่ที่เราพบกันครั้งแรกนะ!” ข้าพูดด้วยเสียงเริงร่าและวิ่งออกไป และข้าก็ได้ยินเสียงของลูชลอยตามมาจากทางด้านหลังของข้า
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะเซีย!”
มีอะไรมาให้แก้เบื่อแบบนี่ ชักจะน่าสนุกแล้วสิ ข้ารีบกลับไปขอยืมหนังสือท่านพ่อมาเตรียมการสอนดีกว่า~
บ้านของอลีเซีย
“ท่านพ่อ! ท่านแม่! ข้ากลับมาแล้ว!” ทันทีที่ข้ากลับถึงบ้านข้าก็รีบวิ่งไปหาท่านพ่อที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ทันที “ท่านพ่อ ข้ามีเื่จะขอร้อง!”
“ยัยเด็กคนนี้นี่! แทนที่จะกลับบ้านมาเล่าให้ฟังว่าเจออะไรเป็ยังไงบ้าง อยู่ดีๆ วิ่งแจ้นมาขอความช่วยเหลือเฉยเลย” ท่านพ่อบ่นใส่แต่เชื่อเถอะสุดท้ายเขาก็ช่วยข้าอยู่ดี “เฮ้ออออ มีอะไรให้พ่อช่วยล่ะ”
“ข้าว่าจะสอนพื้นฐานง่ายๆ ให้กับเพื่อนน่ะค่ะ ท่านพ่อช่วยข้าหน่อยได้ไหมคะ?” ข้าทำเสียงอ้อนใส่
“หืม?” ท่านพ่อทำหน้าสงสัย “ลูกมีเพื่อนั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
“วันนี้ค่ะ” ข้าตอบ แล้วท่านพ่อก็ยังคงทำหน้าสงสัยอยู่
“แล้วเพื่อนของลูกเป็ใคร คงไม่ใช่มนุษย์ใช่ไหม?”
“เป็มนุษย์ค่ะ แต่ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ธรรมดา” ข้ามั่นใจในความรู้สึกของข้าที่ได้พบกับเขา เขาไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์ธรรมดาแน่ ต้องมีอะไรที่พิเศษกว่านั้น เพียงแต่ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ก็เท่านั้น
“หมายความว่ายังไง? เซีย เ้าคงรู้ใช่ไหมว่ามนุษย์น่ะ มันเชื่อถือไม่ค่อยได้หรอกนะ” ท่านพ่อพูดด้วยสีหน้าเป็ห่วง
“ข้าก็บอกไม่ได้หรอกค่ะท่านพ่อ แต่ข้ารู้สึกคุ้นเคยกับเขาเอามากๆ คุ้นเคยราวกับว่าเราเคยพบกันมาก่อน แล้วก็ความรู้สึกเชื่อในตัวของเขาอีก มันชัดเจนมาก... มากเสียจนข้าใ” เขาต้องมีอะไรสักอย่าง อะไรที่ทำให้ข้าเชื่อในตัวเขาขนาดนี้ เราต้องเคยพบกันมาก่อนแน่ แต่แค่มันอาจจะนาน... นานมากจนข้าจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด
“เอาเถอะ ถ้าเซียเชื่อแบบนั้น พ่อก็จะไม่ห้ามลูก แต่ลูกจะลืมไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ ว่าต้องพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างให้รอบคอบก่อนจะเชื่อหรือทำอะไร เพราะมนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่มากเล่ห์ ไม่สิไม่ใช่แค่มนุษย์ ทุกเผ่าพันธุ์ต่างก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีทั้งนั้น พิจารณาไว้ก่อนมันจะดีกับตัวเรานะ” ท่านพ่อมักเตือนข้าเสมอ ถึงว่าให้รอบคอบ ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆโดยไม่มีเหตุผล “แม้แต่คนที่เราเชื่อว่าเป็สหายของเรา บางครั้งก็มาลอบแทงข้างหลังของเราได้ เข้าใจใช่ไหมเซีย?”
“ข้าเข้าใจค่ะท่านพ่อ ข้าจะเชื่อฟังท่านพ่อนะคะ”
“เอาล่ะว่ามา จะให้พ่อช่วยอะไร”
“ค่ะ!”
วันต่อมา
“เซีย นี่จ้ะ อาหารกลางวัน”
“ขอบคุณค่ะท่านแม่!” ข้าเกือบลืมเสียแล้ว “เอ๊ะ? ทำไมมันมีเยอะกว่าเมื่อวานล่ะคะ?”
“ก็เผื่อเพื่อนของลูกด้วยไงจ๊ะ” ท่านแม่ยิ้มอย่างใจดี
“ค่ะ! แล้วข้าจะกลับมาให้ทันอาหารเย็นนะคะ!” ขณะที่ข้ากำลังจะออกจากบ้านไปอีกครั้ง ท่านแม่ก็ส่งเสียงทักขึ้น
“เซีย”
“คะ?”
“ระวังตัวด้วยนะลูก”
“ค่ะ! ข้าจะระวังตัวค่ะ!”
หลังจากที่เซียออกไปไม่นาน
“อ้าว ลูกออกไปแล้วเหรอ?” สามีที่เพิ่งตื่นเดินเข้ามาถาม ค่อยๆ ย่องจะไปกอดภรรยาจากด้านหลัง
“ค่ะ ว้าย! คุณนี่ล่ะก็!” ภรรยาตีที่แขนของสามี ใบหน้าของเธอแดงเล็กน้อยจากความเขินอาย
“ฮ่าๆๆๆ นานๆทีน่า ว่าแต่เซียจะเป็อะไรไหมนะ? เพื่อนของเด็กคนนั้นจะเชื่อถือได้มากขนาดไหนก็ไม่รู้”
“คงได้แต่เชื่อมั่นในตัวเธอนั่นแหละค่ะ อย่าลืมสิคะว่าเธอเป็คนพิเศษนะ”
“นั่นสินะ เธอเป็คนพิเศษนี่นะ”
ป่าท้ายหมู่บ้าน
ข้าเดินมาที่จุดนัดพบโดยไม่รีบเร่งพร้อมกับทบทวนสิ่งที่ต้องสอนลูชและตรวจสอบดูว่าหนังสือทั้งหมดที่เตรียมมามันครบไหม เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องกลับไปเอาหนังสืออีกหลังจากที่ข้าออกจากบ้านไปไกล
เมื่อตรวจหนังสือและทบทวนที่ต้องสอนทั้งหมดแล้ว ข้าก็ค่อยๆ เพิ่มความเร็วในการเดินเพื่อไปหาลูช
ไม่ต้องห่วงนะลูชสิ่งที่ลูชควรเรียนน่ะ มันไม่เยอะหรอก แต่จะยากไหมมันก็อยู่ที่ตัวลูชเองนั่นแหละนะ อ๊ะ! นั่งไงข้าเจอเขาแล้ว ยืนรอใต้ต้นไม้อยู่อย่างกระวนกระวายเลยเชียว แกล้งหน่อยดีกว่า
“ลูช!”
“0.0!!!” ข้าเดินไปหาลูชอย่างเงียบเชียบที่สุดและเรียกชื่อของลูชเสียงดังๆ จากทางด้านหลัง ลูชสะดุ้งใจนตาโดเลยเชียวล่ะ
“ไง”
“โธ่! ใหมดเลยนะเซีย!” ลูชโวยวาย ที่ข้าไปแกล้งให้เขาใ
“ก็ลูชดูกระวนกระวายจนน่าแกล้งนี่นา หิวไหม? มากินข้าวกันเถอะ วันนี้ท่านแม่ของข้าทำอาหารมาเผื่อเ้าด้วยนะ!”
“C'est un baiser après un coup de pied! (นี่มันจูบหลังเตะนี่!)” ลูชงอแง "ว่าแต่...มีอะไรบ้างนะเซีย" ฮ่าๆๆๆ ข้าขำเล็กๆ ในใจ เขาโวยวายใส่ข้า แต่เขาก็มาขออาหารจากข้าอยู่ดี ตลกดีนะ เอ๊ะ! เมื่อกี้เขาพูดอะไรนะ
“ลูช เมื่อกี้...เ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“หือ? ข้าพูดว่ามีอะไรบ้างน่ะทำไมเหรอ?”
“ไม่ ไม่ใช่ ข้าหมายถึงก่อนหน้าประโยคนี้น่ะ ลูชพูดว่าอะไรนะ”
“ข้าพูดว่าจูบหลังเตะ*น่ะทำไมเหรอ?”
เห น่าสนใจจังนะ สำนวนนี้ มันไม่ใช่สำนวนในภาษาที่ข้าใช้กับลูชหรือภาษาของประเทศข้างเคียงที่หมู่บ้านของข้าอาศัยอยู่ แต่มันคืออีกภาษานึงของอีกประเทศที่อยู่ไกลจากที่หมู่บ้านของลูชแห่งนี้ ไม่มีทางที่ลูชจะต้องรู้มาโดยบังเอิญแน่
แล้วยังมีการกระทำบางอย่างลูชที่แสดงออกมาในบางทีด้วย มันเรียบร้อยกว่าเด็กกำพร้าจากย่านตกอับ ไม่สิมันเรียกว่าอะไรนะ อ๋อออสลัม การกระทำบางอย่างของลูช แม้จะเล็กน้อยแต่มันเรียบร้อยกว่าเด็กจากสลัมปกติ คงเป็แบบที่ข้าคิดจริงๆ เขาต้องเคยเป็คุณชายมาก่อนเป็แน่
“นี่ ลูชเรียนคำนั้นมาจากใครเหรอ? คำว่าจูบหลังเตะน่ะ”
“ข้าเรียนมาจากพ่อของข้าก่อนที่เขาจะเสียน่ะ ข้าบังเอิญได้ยินมา เลยพอจะจำได้บ้างบางคำ มันแปลกเหรอ?”
อย่างนี้นี่เอง เขาไม่ใช่สายเืคนในประเทศนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และเขายังจำสิ่งที่พ่อเขาเคยพูดออกมาได้อีก ชักน่าสนุกกว่าเดิมแล้วสิ ถ้าพ่อเขาเป็คนจากพื้นที่อื่นจริง การที่เขาจะมายังประเทศอื่นที่ห่างไกลจากประเทศเขาได้ แปลว่าต้องมีความรู้และฐานะไม่ธรรมดาไม่ใช่แค่คุณชายทั่วไปแน่ แบบนี้ดูแล้วลูชก็น่าจะเรียนบทเรียนพวกนี้ได้ไม่ยากไปกว่าที่ข้าคาดเอาไว้
“ไม่หรอก ข้าแค่แปลกใจนิดหน่อยน่ะ ที่ลูชรู้จักคำนี้ด้วย เอาเถอะ เราคุยยืดเยื้อกันมานานแล้วลูชคงจะหิวแล้วสินะ”
“ก็...ไม่ขนาดนั้น...” เขาหน้าแดงเล็กน้อยแล้วหลบตาของข้ามองไปทางด้านหลัง มือไม้เขาก็อยู่ไม่สุขเสียด้วย หึๆๆ
“ฮ่าๆๆๆๆ มากินกันเถอะนะลูช วันนี้ท่านแม่ของข้าเอาแอปเปิลมาเผื่อเป็ของหวานด้วย แล้วก็แน่นอน ขนมปังแซนวิชที่คราวนี้มีไส้อื่นเพิ่มขึ้นมาจากเดิมด้วย น่ากินใช่ไหมล่าาา”
“อื้อ! ขอบใจมากเลยนะเซียแล้วก็ฝากของคุณท่านแม่ของเ้าด้วยที่เอามาเผื่อข้า นี่น่าจะเป็มื้อแรกที่ข้าได้กินจนอิ่มท้องในรอบหลายปีเลยนะ!”
“กินให้เต็มที่เลยนะ เมื่อถึงคราวกินก็ควรจะกินให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะได้มีกำลังไปสู้ในคราวต่อไป ไม่ต้องเสียดายหรือเกรงใจอะไรกินเข้าไปให้เต็มที่เลยนะลูช”
“อื้อ! ข้าไม่เกรงใจละนะเซีย แล้วก็...”
“หือ?” คำพูดข้ามีอะไรแปลกประหลาดอีกเหรอ เขาถึงเหมือนจะพยายามท้วงข้าเื่อะไรสักอย่าง
“ข้าเข้าใจที่เซียบอกนะ แต่ต้องเป็ยามที่ข้าแน่ใจจริงๆ แล้วว่าอาหารที่ข้ามีและสามารถหาได้จะสามารถช่วยให้ข้าอยู่ไปได้โดยไม่ขัดสน ข้าถึงจะกินให้เต็มที่ที่สุด เหมือนอย่างตอนนี้ที่เซียให้ข้ากินให้เต็มที่เพื่อที่ข้าจะได้มีแรงต่อนั่นแหละ ไม่ ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อเซียนะ แต่ข้าแค่คิดว่าแบบนี้มันจะดีต่อตัวข้ามากกว่า”
ดี แบบนี้สิน่าสนใจ ลูชไม่ใช่เด็กใสซื่อจนขนาดที่จะเชื่อข้าที่เป็เพื่อนของเขาทุกอย่าง รู้จักคิดและแยกแยะเองได้ ไม่รู้ว่าเป็สิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาหรือเป็พร์ของเขากันแน่ ถึงได้ทำให้เขารู้จักแยกแยะหาทางสำหรับสิ่งที่ดีที่สุดของเขา
“ไม่เห็นเป็อะไรเลยนี่ ข้าแค่ช่วยสอนและแนะนำลูช นอกจากนั้นลูชจะเอาไปทำอะไรต่อมันก็เื่ของลูช ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะมาบังคับได้ กินกันต่อเถอะ ขืนคุยกันมากกว่านี้ กว่าเราจะได้กินแล้วเรียนกันคงอีกนาน”
“อ...อื้อ”
เตรียมใจไว้เถอะลูช บทเรียนของเ้ามันเพิ่มขึ้นมาแล้ว อย่าหวังว่าข้าจะสอนอะไรง่ายๆ ที่ทำให้เ้าสามารถเรียนได้โดยไม่ใช้ความพยายามเลย หึๆๆ
*จูบหลังเตะ (A kiss after a kick) สำนวนภาษาอังกฤษคล้ายคลึงกับสำนวนไทยที่ว่าตบหัวแล้วลูบหลัง ในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว เพราะสามารถพูดอธิบายเหตุการณ์ได้โดยตรง แทนที่จะใช้สำนวน
**ตบหัวแล้วลูบหลัง สำนวนไทย แปลว่า ทำไม่ดีในตอนแรกแล้วมาปลอบใจทีหลัง