บทที่ 21 เล่นหมากล้อมกับข้าสักตา
องค์ชายรองออกจากห้องทรงพระอักษร พลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วรีบเดินไปยังพระตำหนักหนิงเหอของพระสนมเหลียง แม้จะเป็่ฤดูใบไม้ร่วง ทว่าเขากลับเหงื่อออกทั่วตัวในยามที่เขาอยู่ในห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้ พระทัยของฮ่องเต้ยากจะหยั่งรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักหนิงเหอ แม่นมคนสนิทของพระสนม เหลียงกำลังยืนอยู่ที่หน้าพระตำหนัก เมื่อเห็นเขาก็รีบคำนับ “องค์ชายรอง พระสนมเหลียงกำลังรอท่านอยู่ด้านใน”
องค์ชายรองเดินเข้าไปด้านในด้วยกระวนกระวายใจ ประสงค์ให้ผู้ใดเพียงสักคนช่วยหาหนทางว่าควรทำเช่นไรต่อไปดี เมื่อครู่ในห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้ เขารับรู้ได้ถึงความระแวงของฮ่องเต้ที่มีต่อเขา
เมื่อเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของพระตำหนักหนิงเหอ ก็ได้พบกับพระสนมเหลียง “ท่านแม่”
พระสนมเหลียงอยู่กลางห้องโถงใหญ่ด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย นางโบกมือให้ขันทีและนางกำนัลออกไปทั้งหมด ก่อนจะเอ่ยกับองค์ชายรองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นในราชสำนักวันนี้แล้ว”
องค์ชายรองเดินไปนั่งลงข้าง ๆ พระสนมเหลียงอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะกระอักโลหิตด้วยความร้อนใจ ทว่าพระมารดาไม่มีทีท่าร้อนใจแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าควรกล่าวว่าท่านแม่ใจเย็น หรือควรพูดว่าตนเองใจร้อนกันแน่
หลังจากนั่งลงแล้ว เขาจึงกล่าวขึ้น “เมื่อครู่ข้าไปยังห้องทรงพระอักษรของฝ่าา พระองค์ตำหนิข้า”
ทว่าพระสนมเหลียงยังคงมีท่าทีราวกับว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ “ฝ่าาตรัสสิ่งใดกับเ้าบ้าง?”
องค์ชายรองเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในห้องทรงพระอักษรให้ฟังอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวขึ้น “ท่านแม่ ข้าไม่เข้าใจว่าฝ่าาทรงมีความคิดเห็นต่อจวนโหวหย่งหนิงเช่นไร”
หากจะกล่าวว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานจวนโหวหย่งหนิง ทว่าท่านโหวหย่งหนิงก็สิ้นไปนานแล้ว เหตุใดฮ่องเต้ยังไม่ออกพระราชโองการให้บุตรชายของท่านโหวหย่งหนิงสืบทอดตำแหน่ง หากจะกล่าวว่าจวนโหวหย่งหนิงไม่เป็ที่โปรดปราน เมื่อดูจากท่าทีวันนี้ก็รู้สึกตรงกันข้าม
พระสนมเหลียงหัวเราะอย่างเ็า “พระบิดาของเ้าน่ะ อยากจะกระทำการชั่วร้าย แต่ก็ยังอยากเป็จักรพรรดิผู้ทรงคุณธรรม โหวหย่งหนิงสละชีพเพื่อรับใช้แผ่นดิน แต่พระองค์กลับทรงกดขี่ไม่ให้บุตรชายของเขาสืบทอดตำแหน่ง ถังกั๋วกงและขุนนางของโหวหย่งหนิงบางส่วนไม่พอใจในเื่นี้มานานมากแล้ว ในยามนี้ที่ท่านน้าของเขาบุกเข้าไปเรือนของโหวหย่งหนิงด้วยความหยาบคาย ทำให้ผู้คนกล่าวขานกันไปต่าง ๆ นานาจนพระองค์ต้องขายพระพักตร์”
“่ไม่กี่ปีนี้ ท่านน้ามักกระทำการเกินขอบเขตไปไม่น้อย หากจะตรวจสอบว่าเซียวอวี้เฉินซุกซ่อนธิดาของขุนนางฏไว้หรือไม่ ก็ควรไปตรวจสอบอย่างลับ ๆ ไม่ใช่หรือ? แต่นี่เขากลับบุกเข้าไปอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้”
องค์ชายรองไม่พอใจตระกูลเหลียงหลายประการ ด้วยเพราะตระกูลเหลียงไม่มีฐานอำนาจ จึงนับได้ว่าไร้ซึ่งประโยชน์ ต่างจากองค์ชายใหญ่ที่มีท่านตาเป็ถึงมหาราชครู
พระสนมเหลียงเองก็ไม่พอใจตระกูลของตนเองเช่นกัน ทว่าในยามนี้นางทำได้เพียงกล่าวสิ่งดี ๆ มิเช่นนั้นบุตรชายจะยิ่งไม่พอใจตระกูลเหลียงมากขึ้นไปอีก “แม้ท่านน้าของเ้าจะกระทำการเกินขอบเขตไปบ้าง แต่เขาก็ทำเพื่อเ้าอย่างสุดหัวใจ ภายหลังข้าจะกำชับเขาให้ดี”
องค์ชายรองจะทำเช่นไรได้ การเกิดมาเป็สิ่งที่ไม่อาจกำหนดเองได้ แม้ในใจจะริษยาองค์ชายใหญ่ที่มีท่านที่ดี ทว่าก็ไม่อาจจะแย่งชิงมาได้
ไม่นานนัก พระสนมเหลียงจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือ อย่าให้ถังกั๋วกงยึดติดกับเื่นี้ เ้าไปดูแลท่านน้าของเ้าให้ไปขอขมาที่จวนโหวหย่งหนิง กำชับให้ท่านน้ามีมีกิริยาที่เหมาะสม”
“ข้าเข้าใจแล้ว” องค์ชายรองลุกขึ้นคำนับแล้วเดินออกไป พระสนมเหลียงได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาแล้วทอดถอนใจ นางเองก็ปวดหัวกับตระกูลที่ไม่ค่อยเอาไหนของตนเองเหมือนกัน
...
จวนโหวหย่งหนิง
หลังจากทานอาหารเช้า เซียวอวี้ิไปที่สำนักศึกษา เซียวอวี้จูไปที่ห้องหนังสือในจวน เซียวอวี้เฉินจบการศึกษาจากสำนักศึกษาแล้ว จึงไปอ่านหนังสือที่ห้องหนังสือของตนเอง
ถังซูอี๋ยืนอยู่มองแผ่นหลังของสามพี่น้องอยู่ที่ชานเรือน ในใจอดคิดไม่ได้ว่า การเป็พ่อแม่นั้นไม่ง่ายเลย ต้องกังวลเื่เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ การเดินทาง ต้องใส่ใจการเติบโตและพัฒนาการ รวมถึงการแต่งงานและมีลูกในอนาคต…
ในยามนี้ ถังซูอี๋กำลังคิดถึงการสอบจอหงวนของเซียวอวี้เฉิน และอนาคตของเซียวอวี้ิ เซียวอวี้เฉินเล่าเรียนได้ดี ในอนาคตเขาคงจะต้องสอบจอหงวน อย่างไรก็ตาม แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยยืดหยุ่นในการเรียน ซึ่งอาจเป็เพราะเขาไม่ค่อยประสบกับเื่ราวต่าง ๆ มากนัก นอกจากอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว
ในภายหลัง ถังซูอี๋จึงวางแผนที่จะให้เซียวอวี้เฉินได้ัักับเื่ราวต่าง ๆ ทั้งในและนอกจวนให้มากกว่าเดิม เมื่อได้ประสบกับเื่ราวมากขึ้น จิตใจก็จะเปิดกว้างตามกัน
ทว่าเซียวอวี้ิเรียนหนังสือไม่เก่ง เื่วิทยายุทธ์ก็เป็เพียงงู ๆ ปลา ๆ ไม่จำเป็ต้องกล่าวถึงตำราพิชัยาเลย จะปล่อยให้เขาเป็เพียงคุณชายเ้าสำราญไปตลอดชีวิตจริง ๆ น่ะหรือ?
หลังจากรับร่างนี้มาและได้กลายเป็มารดาของลูกทั้งสาม จำต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ควรรับผิดชอบ ถังซูอี๋ไม่อาจมองดูเด็กหนุ่มคนหนึ่งตกต่ำลงได้ นางจำต้องตรองให้ดีว่าควรปรับปรุงบุตรชายคนรองนี้เช่นไร
เซียวอวี้ิไม่มีความอดทนในการอ่านหนังสือ บางทีการฝึกฝนวิทยายุทธ์อาจเป็ทางออกสำหรับเขา
ถังซูอี๋กำลังคิดเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นสาวใช้นางหนึ่งก็วิ่งเข้ามาหา แล้วคำนับ “ฮูหยิน มีคนจากจวนถังกั๋วกงมาขอพบเ้าค่ะ”
ถังซูอี๋นิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง สองวันมานี้นางคิดจะไปเยี่ยมเยียนจวนถังกั๋วกง เพราะยามนี้จวนถังกั๋วกงถือเป็ที่พึ่งใหญ่ของนาง ทว่าได้ยินมาว่าถังกั๋วกงเป็คนเ้าเล่ห์ บุตรชายล้วนดำรงตำแหน่งสูง ๆ นางจึงกลัวว่าตัวเองจะเผลอเปิดเผยความจริงบางอย่างต่อหน้าพวกเขา
อย่างไรก็ตามหากไม่พบวันนี้ วันข้างหน้าก็ต้องพบกันอยู่ดี นางจึงสั่งให้คนไปเชิญแขกจากจวนถังกั๋วกง
ไม่นานนัก บุรุษวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามา เมื่อพบนาง บุรุษผู้นั้นก็คำนับ “ฮูหยิน ท่านกั๋วกงให้ท่านกลับไปที่จวนสักครู่”
ถังซูอี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง นี่คือ ‘จูซิงเซวีย’ พ่อบ้านคนที่สองของจวนถังกั๋วกง
“ข้าจะไปเสียตอนนี้” ถังซูอี๋ตอบ
จูซิงเซวียคำนับถังซูอี๋อีกครั้ง “เช่นนั้นข้าจะกลับไปรายงานท่านกั๋ว กงก่อน”
ถังซูอี๋โบกมือให้เขากลับไป จากนั้นก็กลับห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินทางออกจากจวน
จวนถังกั๋วกงอยู่ไม่ไกลจากจวนโหวหย่งหนิงมากนัก ใช้เวลาเดินทางด้วยรถม้าราว ๆ หนึ่งเค่อ เมื่อลงจากรถม้าก็เห็นบุรุษวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง สุภาพเรียบร้อย เดินออกมาจากประตูด้านข้างของจวนถังกั๋วกง โดยมี ‘จูซิงปัง’ พ่อบ้านใหญ่ของจวนเดินตามมาด้วย
บุรุษผู้นั้นหันหน้ามาสบตากับถังซูอี๋พอดี ทั้งคู่ต่างประหลาดใจ ก่อนจะพยักหน้าให้กันเล็กน้อยเป็การทักทาย ถังซูอี๋เดินเข้าไปในจวนถังกั๋วกง ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ขึ้นรถม้าจากไป
จูซิงปังมองรถม้าของบุรุษผู้นั้นจนลับตา ก่อนจะรีบเดินตามถังซูอี๋ไป พลางค้อมหลังเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้น “ฮูหยิน ท่านกั๋วกงรออยู่ในห้องหนังสือ”
ถังซูอี๋รับคำ แล้วถาม “เมื่อครู่คือผู้ใดกัน?”
“ฉีเหลียงเซิง เสนาบดีกรมคลัง” จูซิงปังนึกถึงความบาดหมางระหว่างท่านโหวหย่งหนิงกับฉีเหลียงเซิงในอดีต จึงกล่าวขึ้น “จริง ๆ แล้วท่านโหวกับท่านเสนาบดีฉีมิได้เป็ศัตรูคู่อาฆาตกัน เพียงมีเื่กระทบกระทั่งกันเล็กน้อยสมัยหนุ่ม ๆ เท่านั้นเอง”
ถังซูอี๋พยายามรื้อค้นความทรงจำ ทว่ากลับไม่พบว่ามีความทรงจำเกี่ยวกับฉีเหลียงเซิงมากนัก จึงไม่ได้ใส่ใจ
พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ จนมาถึงห้องหนังสือของถังกั๋วกง จูซิงปังเปิดประตูให้นางแล้วจากไป ถังซูอี๋เดินเข้าไปเห็นถังกั๋วกงกำลังนั่งเล่นหมากล้อมเพียงผู้เดียว
ชายชราวัยหกสิบถึงเจ็ดสิบปี ผมขาวโพลนไปกว่าครึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ทว่าชายชราผู้นี้กลับมีท่าทีสงบนิ่ง สุขุม และดูมีชีวิตชีวา ไม่ยากที่จะจินตนาการได้ว่าตอนหนุ่ม ๆ คงเป็บุรุษรูปงาม
“ท่านพ่อ” ถังซูอี๋เดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม ถังกั๋วกงเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น “เล่นหมากล้อมกับข้าสักตา”
“เ้าค่ะ” ถังซูอี๋เก็บหมากบนกระดานแล้วเริ่มเกมใหม่
“ในการเข้าเฝ้าเมื่อเช้านี้…”
ถังกั๋วกงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงเมื่อเช้านี้ ถังซูอี๋กำหมากล้อมอยู่ในมือเป็เวลานาน เื่ที่เซียวอวี้เฉินซุกซ่อนหลิวปี้ฉินเอาไว้ นางคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเื่นี้แทบทุกอย่าง ยกเว้นว่าเื่นี้จะไปถึงราชสำนัก
ความคิดของนางยังไม่ได้แปรเปลี่ยนไป นางยังไม่อาจปรับตัวให้กับสังคมในยุคนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ราชวงศ์ต้าเฉียนเป็สังคมศักดินาโบราณ ยิ่งไปกว่านั้นคือสังคมที่อำนาจของจักรพรรดิเป็ใหญ่