แท้จริงแล้ว ลู่เยี่ยนแค่ไม่อยากยอมรับว่าลู่เฉินนั้นเหนือกว่าตัวเอง ยิ่งยามนี้ พอลู่เฉินเริ่มได้รับความชื่นชม เขาจึงรู้สึกริษยาและแค้นเคือง
ขยะที่ควรจะอยู่แทบเท้าตนบัดนี้กลับเชิดหน้าอยู่เหนือเขาแล้ว!
ด้วยโทสะเช่นนี้จึงทำให้เขาเผลอพลั้งปากท้าประลองไปโดยไม่ตั้งใจ
อันที่จริงลู่เยี่ยนก็พอจะรู้ว่าสำหรับตระกูลลู่นั้น หมอยาระดับสูงสำคัญเพียงใดและที่ท่านประมุขไม่้าให้ทั้งสองประมือกัน ก็ด้วยเกรงว่าลู่เฉินจะได้รับาเ็หากลู่เฉินมิใช่หมอยาระดับสูง ท่านประมุขลู่จินอวิ๋นและคนอื่นๆ คงจะไม่สนใจเขาขนาดนี้
อีกด้านหนึ่งลู่จินอวิ๋นเหลือบมองผู้าุโใหญ่ พลางนิ่วหน้าด้วยความไม่พอใจกับการยั่วยุของหลานชายเขา จึงพาลขุ่นเคืองลู่หย่งฟางขึ้นมา
จากนั้น เขาก็ถอนสายตาไปมองลู่เฉินอีกครั้งตนไม่เคยรู้มาก่อน ว่าอีกฝ่ายจะสามารถฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่ขั้นกายเบาแล้ว ก่อนหน้านี้เขารู้เพียงว่าลู่เฉินเป็ผู้ไร้พลังธาตุ ที่ไม่อาจก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนได้แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มกลับประกาศกร้าว ว่าตัวเองเป็ผู้ฝึกตนขั้นกายเบาแล้ว... ช่างสร้างความพิศวงให้ผู้คนนัก!
แม้เป็เื่ที่ยากจะเชื่อแต่ในเมื่ออีกฝ่ายหลอมโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีขึ้นมาได้ หลายคนจึงเชื่อคำพูดเขา
“เหตุใดจะไม่กล้าเล่า?” เสียงลู่เฉินดังขึ้น
ลู่จินอวิ๋นมัวแต่หวนคิดถึงเื่ของเด็กหนุ่มจนกระทั่งได้ยินเขารับคำท้า
“ลู่เฉินอย่าได้ผลีผลาม เ้าไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้นตอนนี้เ้าเป็หมอยาระดับสูงแล้ว ย่อมไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาชี้นิ้วสั่งอีก” ลู่เทียนซิงเกลี้ยกล่อม
ลู่เฉินได้พิสูจน์ความสามารถต่อหน้าทุกคนแล้วไม่จำเป็ต้องรับคำท้าของลู่เยี่ยนก็ได้...
ถึงเอ่ยเช่นนั้น แต่ลึกๆแล้ว ลู่เทียนซิงก็หวังจะเห็นหลานชายเอาชนะลู่เยี่ยนได้ด้วยตาตัวเองสักครั้ง หากเป็แบบนั้นเขาคงจะมีความสุขมากทีเดียว แต่ระดับพลังของลู่เฉินในตอนนี้ ยังอยู่แค่ขั้นกายเบาตอนกลางส่วนลู่เยี่ยนกลับอยู่ในขั้นกายเบาตอนปลาย
กายเบาตอนกลางกับกายเบาตอนปลายแม้แต่เด็กสามขวบก็ยังรู้ ว่าผลการต่อสู้จะออกมาเช่นไร…
ลู่เทียนซิงเกรงว่าลู่เฉินจะได้รับาเ็สาหัสจากการประลองถึงตอนนั้น ต่อให้ลงโทษลู่เยี่ยนสถานหนัก ก็คงไม่อาจชดเชยได้
“ผู้าุโสาม แม้ข้าจะอยู่ในขั้นกายเบาตอนกลาง แต่เชื่อเถอะ ลู่เยี่ยนทำอะไรข้ามิได้หรอกขอรับ”ลู่เฉินพูดกับลู่เทียนซิงยิ้มๆ
“ท่านประมุขโปรดอนุญาตให้ข้าประลองกับลู่เยี่ยนเถอะเหมือนครั้งที่พ่อของเขาประลองกับท่านพ่อของข้า หากข้าไม่รับคำท้าคงทำให้เกียรติของท่านพ่อต้องมัวหมองเป็แน่!” ลู่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ได้ยินเด็กหนุ่มเอ่ยเช่นนั้นลู่จินอวิ๋นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เขามองไปยังลู่เทียนซิง จึงพบว่าชายชราก็มิได้ห้ามเช่นกัน
“เ้าเด็กเหลือขอ!” ลู่หย่งฟางคำรามกร้าว
ก่อนหน้านี้ เขายังพอระงับโทสะในใจได้แต่ทันทีที่ลู่เฉินพูดถึงศึกอัปยศระหว่างบุตรชายของตนกับลู่อีโจวลู่หย่งฟางก็ไม่อาจระงับแรงแค้นได้
ผู้าุโใหญ่เหลือบมองลู่เยี่ยนก่อนพยักหน้า ส่งสัญญาณให้หลานชายสั่งสอนอีกฝ่ายให้หลาบจำ
“เช่นนั้นพวกเ้าทั้งสองจงตระหนักไว้ ว่าห้ามต่อสู้กันถึงขั้นเป็ตายเด็ดขาด!” ลู่จินอวิ๋นเอ่ยเสียงดังฟังชัด
ที่เขาเอ่ยเช่นนั้น แท้จริงก็เพื่อปกป้องลู่เฉิน
บนเวทีประลอง ลู่เฉินกับลู่เยี่ยนเดินออกมาประจันหน้ากัน
คนอื่นๆ ต่างถอยร่นออกจากเวทีไปอย่างรวดเร็วจะเว้นก็แต่ลู่จินอวิ๋นและเหล่าผู้าุโ ที่ยังคงยืนดูอยู่ห่างๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อคอยควบคุมมิให้เกิดเื่เลยเถิดเหมือนครั้งก่อน
“ลู่เฉินหากเ้าไม่ไหวก็ยอมแพ้เสีย ไม่ต้องฝืนต่อสู้ หากาเ็สาหัสขึ้นมาจะโทษข้ามิได้นะ!” ลู่เยี่ยนกล่าวเสียงขึงขัง
ในเมื่อเขาออกปากขนาดนี้แล้วหากลู่เฉินเกิดาเ็สาหัสระหว่างประลองขึ้นมา ก็เป็เพราะความดื้อรั้นของตัวเอง ผู้คนย่อมไม่อาจตำหนิเขาได้
“ลู่เยี่ยน เ้านั่นแหละที่จะเสียใจ!” ลู่เฉินเอ่ย ก่อนดึงกระบี่ตัดวารีของตนออกมา
“ย๊าก...!”
ลู่เยี่ยนกระโจนใส่อีกฝ่ายทันทีกระบี่ยาวในมือะเิพลังออกมา จนทุกคนรอบข้างถึงกับเบิกตากว้าง ด้วยความตกตะลึง
“นั่นมัน...เคล็ดวิชากระบี่พิฆาตหิรัณย์! ลู่เยี่ยนกำลังใช้วิชากระบี่พิฆาตหิรัณย์!”
ผู้ชมโดยรอบพากันอุทานด้วยความใ
สำหรับผู้ฝึกตนสกุลลู่แล้วเคล็ดวิชาที่ลู่เยี่ยนใช้ ถือว่าแข็งแกร่งนัก!
“เคล็ดวิชากระบี่พิฆาตหิรัณย์หรือ?”
แต่ก็ยังมีบางคน ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เ้าโง่นี่เ้าไม่รู้จักเคล็ดวิชากระบี่พิฆาตหิรัณย์หรือ? เคล็ดวิชานี้คือวรยุทธ์ขั้นกลางที่แข็งแกร่งมาก!”
“วรยุทธ์ขั้นกลาง! นี่ลู่เยี่ยนฝึกวรยุทธ์ขั้นกลางได้แล้วจริงๆหรือ? ช่างเป็คนที่มีพร์เหลือเกิน!”
“แล้วเ้ารู้หรือไม่? เคล็ดวิชากระบี่พิฆาตหิรัณย์ มีทั้งหมดเก้ากระบวนท่า ลู่เยี่ยนฝึกไปได้สามกระบวนท่าแล้วสุดยอดนัก!”
“อย่างที่บอก เคล็ดวิชากระบี่พิฆาตหิรัณย์เป็วรยุทธ์ขั้นกลาง ต่อให้ฝึกได้แค่กระบวนท่าเดียวพลังการโจมตีก็รุนแรงแล้ว!”
คนผู้นั้นกล่าว พลางจับจ้องลานประลองตรงหน้า
ลู่เยี่ยนใช้วรยุทธ์ขั้นกลางทั้งยังทะลวงเข้าสู่ขั้นกายเบาตอนปลายแล้ว เมื่อเทียบกับลู่เฉิน ที่อยู่แค่ขั้นกายเบาตอนกลาง...เขาย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายแน่!
หลายคนนึกสงสัยว่าลู่เฉินเคยฝึกวรยุทธ์หรือไม่ และจะต้านกระบวนท่าของลู่เยี่ยนได้สักกี่ครั้ง หากต้านมิได้เลยคงน่าอายนัก
ก่อนหน้านี้ทุกคนรู้ว่าลู่เฉินเป็เพียงผู้ไร้พลังธาตุคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขากลายเป็ผู้ฝึกตนไปแล้วเช่นนั้นย่อมฝึกพลังได้ไม่นานนัก แต่การฝึกวรยุทธ์นั้น แม้จะเป็ขั้นต้น ก็ไม่อาจเรียนรู้ได้ในเวลาอันสั้น
“ยอมจำนนเสียเถอะ!”
ลู่เยี่ยนใช้เคล็ดวิชากระบี่พิฆาตหิรัณย์ ตวัดกระบี่ยาวสีฟ้าเข้าใส่ลู่เฉินพร้อมจิตสังหารอันแรงกล้า
“ย๊าก...!”
ลู่เฉินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามฟาดฟันกระบี่ออกไป พลันเกิดแสงสว่างเจิดจ้าทั่วบริเวณ
แม้วิชายุทธ์ของเขาจะเป็เพียงขั้นต้นแต่ลู่เฉินก็เรียนรู้ได้อย่างแตกฉาน อีกทั้งนี่ก็เป็เคล็ดวิชาที่ผสานกระบวนท่าทั้งเจ็ดเข้าด้วยกัน
กระบี่ตัดวารีทอแสงพร่างพรายราวกับสายน้ำหลากจนทั่วทั้งลานประลองสว่างไสว
เจตจำนงแห่งกระบี่อันน่าครั่นคร้ามพุ่งปะทะปราณกระบี่ของลู่เยี่ยนทันที
“นี่มันเคล็ดวิชาอะไรกัน?”
“ช่างเป็วรยุทธ์ที่ทรงพลังนัก! ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
ความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชาทลายวาตเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน
อย่าว่าแต่ผู้ชมรอบด้านกระทั่งลู่จินอวิ๋นก็ยังขมวดคิ้วด้วยความฉงน
ลู่จินอวิ๋นเป็ใคร จะมีการต่อสู้หรือเคล็ดวิชาไหนที่เขาไม่รู้จัก?
กระนั้นเขากลับตอบไม่ได้ว่าเคล็ดวิชาที่ลู่เฉินกำลังใช้อยู่นี้ คือเคล็ดวิชาใด...
“ท่านประมุขไม่รู้สึกคุ้นๆ หรือ? ข้าว่าคล้ายวิชากระบี่ทลายวาตอยู่นะ”ผู้าุโห้าหันมาพูดกับเขา
ลู่จินอวิ๋นขมวดคิ้วก่อนพยักหน้า “เหมือนเคล็ดวิชากระบี่ทลายวาต แต่… มิใช่เคล็ดวิชากระบี่ทลายวาต หรือว่านี่จะเป็เคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตอีกแขนงหนึ่ง?”
“หากเป็แค่เคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตจริงๆ จะไม่ทรงพลังไปหน่อยหรือ? ขนาดวรยุทธ์ขั้นกลางก็เทียบไม่ติด!”ผู้าุโห้าเอ่ย พลางถอนหายใจ
เมื่อครั้งยังเยาว์ เขาเคยฝึกเคล็ดวิชานี้มาก่อนจึงคุ้นเคยกับมันดี ด้วยเหตุนี้ถึงได้สับสนว่าเหตุใดเคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตจึงได้ทรงพลังเช่นนี้!
“ผู้าุโสามลู่เฉินฝึกเคล็ดวิชาใดกัน?” ลู่จินอวิ๋นหันไปถามลู่เทียนซิง
เขาคือปู่ของลู่เฉินบางทีอาจจะรู้ก็เป็ได้
พอลู่เทียนซิงได้ยิน ก็เหลียวไปมองลู่จินอวิ๋นก่อนยิ้มเจื่อนๆ แล้วตอบว่า “อันที่จริง... ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน”
ที่กล่าวมาล้วนเป็ความจริงลู่เทียนซิงไม่ทราบว่าลู่เฉินฝึกพลังได้ั้แ่เมื่อใด และไม่รู้ ว่าเขาไปแอบเรียนวรยุทธ์ตอนไหนเหตุใดถึงแข็งแกร่งปานนี้ ซ้ำยังเป็เคล็ดวิชาที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อนอีกต่างหาก
“เกิดอะไรขึ้นกับเ้าเด็กน้อยลู่เฉินกันแน่?” ลู่เทียนซิงพึมพําในใจ
ตูม!
ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
ผู้คนภายนอก เห็นเพียงประกายสีเงินของกระบี่ที่ปะทะกันอย่างรวดเร็วไม่นานนัก ร่างของลู่เยี่ยนก็ลอยกระเด็น นอนหมดสภาพราวกับใบไม้ร่วง
“จะเป็ไปได้อย่างไร?” ลู่จินอวิ๋นเบิกตากว้าง มือสั่นเทาด้วยความพรั่นพรึงเล็กน้อย
ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเคล็ดวิชากระบี่ของลู่เฉินนั้นทรงพลังมาก แต่ไม่นึกว่าจะแข็งแกร่งจนเอาชนะลู่เยี่ยนได้ช่างเป็เื่เหลือเชื่อนัก!
มีพลังขั้นกายเบาตอนปลายทั้งยังใช้วรยุทธ์ขั้นกลาง แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับลู่เฉิน...นี่พวกเขามิได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่?!
หากลู่เฉินอยู่ในขั้นล้างไขกระดูกทุกคนคงไม่แปลกใจนัก ทว่าลู่เฉินในตอนนี้...
เพราะเขาประกาศ ว่าตนเป็เพียงผู้ฝึกตนขั้นกายเบาตอนกลางเท่านั้นจึงไม่มีใครคิดเป็อื่น
ทว่า เกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้อย่างไร?
แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นล้างไขกระดูกตอนต้นก็ยังต้องทุ่มเทพลังเกือบทั้งหมด จึงจะเอาชนะลู่เยี่ยนได้
แต่นี่... เพียงหนึ่งเพลงยุทธ์เท่านั้น!
เพียงหนึ่งกระบวนยุทธ์กลับทำให้ลู่เยี่ยนหมดสภาพเช่นนี้ได้
“ลู่เยี่ยนข้าบอกแล้ว ว่าการสังหารเ้ามันง่ายนิดเดียว แต่คราวนี้ข้าจะปล่อยเ้าไปก่อน ครั้งหน้าหากยังกล้ามายุ่งกับข้าอีก เื่จะไม่จบง่ายๆ เช่นนี้แน่!” ลู่เฉินเอ่ย พร้อมปรายตามองคู่ต่อสู้ที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น
เพราะเห็นแก่ลู่จินอวิ๋นเขาจึงไว้ชีวิตลู่เยี่ยน แล้วมอบบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ ให้อีกฝ่ายแทน