กลางดึกคืนหนึ่งชายวัยกลางคนกำลังเดินทางกลับจากงานเลี้ยงชนชั้นสูงด้วยอาการที่มึนเมา พอเดินทางไปได้ซักครึ่งทางล้อรถม้าเ้ากรรมที่เขานั่งอยู่ดันไปติดเข้ากับอะไรซักอย่างท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ
“ลุค!!รถม้ามันเป็บ้าอะไรของมันวะ” ชายวัยกลางคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“ดูท่าล้อหลังมันน่าจะติดอะไรเข้าซักอย่างครับนายท่าน” ลุคตอบ
“แล้วแกจะให้ข้าลงไปเข็นรถม้านี่ให้แกใช่มั้ยไอ้คุณลุค!!” ชายหนุ่มกำลังอารมณ์เดือดถึงขีดสุด
“หามิได้ขอรับ ผมจะไปดูเดี๋ยวนี้ครับ”
ลุคได้ลงจากรถม้าไปดูด้านหลังว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมจู่ๆรถม้าที่ถึงได้หยุดลงเมื่อตาแก่คนขับรถม้าได้ลงมาดูก็ถึงกลับต้องเกิดคำถามเมื่อล้อรถม้านั้นไม่มีความปกติใดๆเขาจึงได้กลับมานั่งเตรียมขับรถม้ากลับไปยังคฤหาสน์ของเ้านายต่อไปเมื่อเ้าตัวเดินมาเตรียมที่กำลังจะขึ้นเหยียบบันไดเพื่อขับรถม้าเขาได้เห็นเงาลางๆคล้ายหญิงสาวใส่ชุดสีขาวพร้อมกับหมวกปีกกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งของเขา
“เธอเป็ใคร เธอมาทำอะไรที่นี่”
ลุคถามด้วยความสงสัยและน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมกับคิดในใจว่ามันไม่ควรมีผู้หญิงออกมาเพ่นพล่านกลางดึกเช่นนี้
“ฉันไม่ได้เป็คนทำนะ ไม่ใช่ฉัน”
หญิงสาวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือปะปนกับความกลัวที่อยู่ภายในใจ
ลุค: อะไรนะ? เธอทำอะไร ?
หญิงสาว: ฉันไม่ได้ทำพวกมันใส่ร้ายฉัน
ลุค: ใครทำอะไรเธอ ? ลุครู้สึกงุนงงกับสิ่งที่หญิงสาวคนนั้นพยายามจะบอก
หญิงสาว: ฉันไม่ได้ฆ่าพ่อตัวเอง พวกแกนั่นแหละเป็คนทำ!
สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาเสียงฟ้าร้องคำรามสะท้อนก้องไปทั่วท้องทุ่ง ลุคยืนตัวแข็งทื่อท่ามกลางสายฝน เขาจ้องมองไปยังหญิงสาวในชุดขาวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถม้าใบหน้าของเธอซีดเผือดจนดูเกือบไร้สีดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าและโกรธแค้นในเวลาเดียวกัน
"ฉันไม่ได้ฆ่าพ่อ..."
เธอพูดอีกครั้งน้ำเสียงของเธอเบาราวกับสายลมแต่กลับชัดเจนในหูของลุคราวกับกระซิบข้างใบหู
“พวกแกนั่นแหละเป็คนทำ!”
ลุคก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวร่างกายเขาเริ่มสั่นไม่แน่ใจว่าเพราะความหนาวของสายฝนหรือความหวาดกลัวที่แทรกซึมเข้าถึงกระดูก
“ฉัน… ข้าไม่เข้าใจ เธอเป็ใครกันแน่...”
หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่งช้าๆ ท่าทางของเธอสง่างามแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น ทุกย่างก้าวของเธอไม่เกิดเสียงใดๆ เลยแม้แต่น้อย
"ฉันถูกตัดสินโดยศาลที่เต็มไปด้วยคนโกหก!"
เสียงของเธอดังก้องขึ้นท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง ราวกับมันมากกว่าคำพูดแต่มันคือเสียงของิญญาที่ถูกกักขังแล้วกำลังเกรี้ยวกราด
ทันใดนั้น ลุคก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียกเหมือนน้ำแข็งไหลเข้าตามกระดูกสันหลังเขาหันขวับไปมองเ้านายของเขา—ชายวัยกลางคนที่ยังนั่งมึนเมาอยู่ในรถม้า
“นายท่าน! เราต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”ลุคร้องขึ้นเสียงดัง
“อะไรของแกอีกวะลุค อย่ามาเล่นตลกจะได้มั้ย!!!”
ยังไม่ทันที่ชายผู้นั้นจะพูดจบจู่ๆก็มีเสียงดัง”ตึก”
คล้ายเกือบสียงปิดประตูรถม้าทันใดนั้นร่างของหญิงสาวก็ปรากฏนั่งข้างๆเขา
“แก... จำข้าไม่ได้เหรอ?”
เสียงหญิงสาวพูดอีกครั้งคราวนี้เธอหันหน้าไปทางเ้านายของลุคอย่างช้า ๆ
เ้านายของเขาเบิกตากว้างอย่างใสีหน้าเปลี่ยนจากเมามายกลายเป็ความสยดสยองในทันที “...มาร์กาเร็ต? แก..?!แก!!!
เขารีบพุ่งตัวออกจากรถม้าแล้ววิ่ง เมื่อวิ่งไปได้ 2-3ก้าวเขาสะดุดล้มลงเหมือนกับมีบางสิ่งผูกมัดตรึงข้อเท้าของเขาไว้กับรถม้าในขณะที่เ้านายล้มลงอยู่นั้น ลุคกลับไม่เห็นหญิงสาวปริสนาชุดขาวแล้วเขาพยายามตั้งสติของตัวเองแล้วขับรถม้าพาเ้านายกลับคฤหาสน์ให้ไวที่สุดเขารีบควบรถม้าพร้อมกับลงแส้พวกมันเพื่อที่จะเร่งให้ม้านั้นวิ่งให้ไวที่สุดเพื่อออกจากที่นี่เขารีบควบม้าให้เร็วขึ้นก่อนหญิงสาวคนนั้นจะตามมา
เสียงล้อไม้ของรถม้าดังกระทบพื้นหินเปียกฝนแกรกๆๆ คล้ายเสียงเล็บที่กรีดลงบนกระจก ลุคกัดฟันแน่น ควบรถม้าร้องแม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนจะะเิออกมาในอก แต่แส้ในมือของเขาก็ยังตีก้นม้าไม่หยุดเสียงฝีเท้าม้าวิ่งตะบึงไม่ต่างจากเสียงปีศาจกำลังขบฟันอยู่ในเงามืด
"ลุค!!แกจะฆ่าข้ารึไงวะ!!! หยุด—อ๊ากกกก!!!"
เสียงของเ้านายถูกกลืนลงไปในเสียงเนื้อที่ถูกครูดไปกับพื้นกรวดเศษหินแหลมบาดลึกเข้าไปในแผ่นหลังจนเป็รอยแหวะยาวเืไหลอาบจนชุ่มพื้นตามทางที่รถม้าลากผ่าน แต่ลุคกลับไม่ได้ยินเพราะเสียงของลมพัดแรงจนต้นไม้ริมทางโยกคลอนอย่างรุนแรงราวกับกำลังเต้นระบำด้วยความหวาดกลัว จากนั้น เสียงครืนๆที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ก้องกังวานไปทั่วเมืองราวกับเสียงคำรามของเทพเ้าที่กำลังไม่พอใจสายฟ้าสีขาวอมเหลืองผ่าลงมาอย่างรวดเร็ว เสียงเปรี้ยงตามมาติดๆราวกับเสียงค้อนั์ที่ทุบลงบนโลกเม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับน้ำตาแห่งความพิโรธ เมื่อขับรถม้ามาได้ซักระยะลุคเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ทอดตัวดำทะมึนอยู่เบื้องหน้าราวกับอสูรกายที่กลืนกินแสงจันทร์ ลมพัดหอบใหญ่ พัดเอากลิ่นดินโคลนและความตายมาปะทะจมูกของลุคเขากระชับบังเหียนแน่น ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องไปยังลานหน้าคฤหาสน์หรูที่ถูกแสงจากโคมไฟหน้าประตูสาดส่องเป็วงแคบๆเมื่อเขาจอดรถม้าลุคได้ลงจากรถเพื่อไปเปิดประตูให้เ้านายแต่กลับไม่พบเ้านายอยู่บนรถหางตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างที่ถูกมัดด้วยเชือกหนาแน่นที่ขาโยงระโยงรยางค์อยู่ด้านหลังรถม้า เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนและของเหลวสีแดงข้นที่ไหลย้อยเป็ทางยาว ผมเผ้ายุ่งเหยิงปกคลุมใบหน้าที่บวมช้ำจนแทบจำไม่ได้แต่ลุครู้...เขารู้จักทรวดทรงนั้นดี แหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย แม้จะเปื้อนเืแต่ก็ยังคงเป็ประกาย
"เ้านาย..."เสียงของลุคแหบแห้ง ราวกับคนไม่ได้ดื่มน้ำมานานนับเดือน มือที่สั่นระริกความรู้สึกชาหนึบแล่นปราดไปทั่วร่าง หัวใจของเขาดิ่งวูบราวกับตกลงไปในเหวลึกเมื่อเห็นร่างของเ้านายที่ถูกลากโดยรถม้ามาเป็ระยะทางนับ10กิโลเมตรที่เ้าตัวนั้นเป็คนคุมบังเหียนเองกับมือ