อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 บทที่ 30 นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่

    " ข้าน้อยย่อมนำเรื่องนี้นำเรียนท่านอ๋องเลี่ยน นับว่าได้รับการหยิบยื่นช่วยเหลือจากเต้าหยินท่านผู้อาวุโสอีกคราหนึ่งแล้ว " ต่งเปียนเจียงน้อมกายคารวะหลังจากบาดแผลเริ่มจะทุเลาลงไป " ขอบพระคุณท่านเต้าหยินที่ช่วยชีวิตของพวกเราทั้งหลาย นับเป็นบุญคุณอันเหลือล้น " หญิงวัยแรกรุ่นที่คล้ายจะหมดหวังจะได้กลับไปบิดามารดาที่รออยู่ที่บ้านส่งเสียงออกมาบ้าง  ชายร่างท้วมอีกผู้หนึ่งที่ตัวเพิ่งหายสั่นเทาที่แทบจะกราบกรานลงแทบเท้าของทั้งสองเฒ่า " ฟ้าประทานท่านเซียนมาปรากฏกาย พวกข้านึกว่าจะมิรอดแล้ว มิทราบจะตอบแทนผู้มีพระคุณได้เช่นไรแล้ว.. "  สุดท้ายก็มิรู้ว่าเป็นผู้ใดส่งเสียงออกมาบ้าง ที่หลบอยู่หลังต้นไม้ก็ทยอยติดตามมาขอบพระคุณผู้ที่ช่วยชีวิตพวกมันเอาไว้" ประเสริฐยิ่งนักนับว่าเป็นวาสนาที่ได้พบพานท่านผู้อาวุโสทั้งสอง.." " มิทราบจะตอบแทนท่านผู้มีพระคุณเต้าหยินและไต้ซือทั้งสองท่านได้อย่างไร บ้านของข้าอยู่ละแวกก่อนถึงมณฑลใหญ่ประจิมไม่ไกล หากท่านผู้อาวุโสจะให้เกียรติผู้น้อยและวงศ์สกุลได้ชื่นชมบารมี... " " อ่า ขอบพระคุณไต้ซือและเต้าหยินเป็นอย่างสูงขอรับ พวกเรายังมิรีบกราบท่านผู้มีพระคุณทั้งสองที่ช่วยขับไล่มารร้าย.. " สองเฒ่าชราฟังหานเต้าหยินและหลี่จิ่วไต้ซือไหนเลยมีเห็นดีเห็นงามในพิธีรีตองขนบธรรมเนียมอันเคร่งครึเยิ่นเย่อที่อาลัยอาวรณ์กับผู้คนปานนี้ สุดท้ายย่อมจบลงด้วยการโบกมือตัดบทของหลี่จิ่วไต้ซือ " พวกเจ้าจะพิรี้พิไรไยกัน จมูกโคและข้ายังมีเรื่องให้สังคายนาอีกมากมายนัก นั่นรถลากสีแดงเพลิงของมันยังจอดทิ้งไว้ อาจย้อนกลับมาเอา รึพวกเจ้าจะรอลากรถให้มันอีก " เมื่อไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวขึ้นอีกแม้เพียงครึ่งคำ สองเฒ่าชราจึงทะยานร่างหายไปในกลีบเมฆเห็นเพียงร่างเงาดำเห็นไกลๆ.... ........................................ สองเฒ่าที่ได้ออกกำลังไขข้อ เมื่อหลบพ้นชนชาวยุทธ์ที่วุ่นวาย เห็นเบื้องหน้าเป็นทางแยกที่เห็นทางหนึ่งทอดยาวไปทางมณฑลใหญ่ประจิมที่มองเห็นเขตแนวเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าอยู่เลือนราง อีกเส้นทางหนึ่งจะมุ่งไปทางทิศใต้อันเป็นที่ตั้งของมณฑลใหญ่ทักษิณ เสียงของหลี่จิ่วไต้ซือที่กล่าวหลังจับขวดน้ำเต้าที่ไม่เหลือแม้แต่กลิ่นสุรา ขึ้นมาเขย่าดม " จมูกโค ต่อไปเราจะสืบสาวเรื่องราวใดกันต่อไป " " ให้หลวงจีนท่านตัดสินใจเถิด  จะพาลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ข้าล้วนไปทั้งนั้น เพียงอย่าถึงขั้นพากันไปตายในหอหมื่นบุบผา เช่นเมื่อวันแรกที่ข้าพบเจ้า  หลวงจีนเฒ่าโลกลืมเช่นเจ้าย่อมไม่มีผู้ใดสนใจ  แต่ข้ายังพอมีหน้ามีตาอยู่บ้างอย่างไรก็ไว้หน้าข้าบ้าง "   " เพ้ย ต่อให้ข้าหน้าหนากว่านี้คำพูดนี้ยังไม่กล้ากล่าวจากปาก เรื่องเก่าแต่หนหลังเช่นนี้อย่าได้พูดออกมาอีก ”หลี่จิ่วไต้ซือพอถูกสะกิดถึงแผลเก่าในอดีตถึงกลับไปไม่เป็นได้แต่ วกเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นต่อ“ เอาเช่นนี้ ข้ากลับอยากไปตั้งหลักที่มหาอาศรมหยั่งฟ้าเสียก่อน อีกเพียงหนึ่งเดือนก็จะเป็นงานประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรม เราพวกผู้เฒ่าเต่าชราอยู่ชมอนุชนรุ่นหลังเปรียบประลองฝีมือกันเป็นอย่างไร เมื่อเสร็จงานประลองครั้งนี้ค่อยมุ่งสู่หมู่บ้านไผ่เขียวของเซียนปราชญ์กระบี่หยางปี้ทางมณฑลใหญ่ทักษิณ " " ฮ่า ฮ่า หรือหลวงจีนเฒ่ายังคับข้องใจ เหตุใดสามฝ่ามือมหาปรมัตถ์สว่างโพธิธรรมของศิษย์น้องท่านพ่ายแพ้ให้หกสิบสี่กระบี่แปรผันของกระบี่หอมจันทราในมือเราผู้ชราในรอบสุดท้ายเมื่อสิบปีก่อน " " ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า " หลี่จิ่วไต้ซือถึงกลับไม่ตอบคำถามนี้ ก่อนทั้งคู่จะเร่งมุ่งสู่มหาอาศรมหยั่งฟ้า มณฑลใหญ่ประจิมต่อไป... ...................................... หลังนักพรต หลวงจีนและทหารของวังเลี่ยนอ๋องที่ช่วยพวกตนขับไล่มารร้ายตนนั้นต่างจากไปแล้ว เหล่าชาวยุทธ์ที่เหลือนับได้ 21 ชีวิต แยกย้ายกลับมาตุภูมิที่ถูกคร่ากุมมา เหลือที่นอนเสียชีวิตบนพื้นมีจำนวนห้าศพ แต่กลับไม่มีผู้ใดรู้จัก จึงถูกลากนำมานอนเรียงรายในเพิงร้าง เป็นวิญญาณอนาถาเฝ้าเพิงร้างแห่งนี้ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน... กึกๆ กึก ทันใดนั้นเป็นนิ้วมือของศพหนึ่งกระดิกขึ้น ถึงกับมีร่างหนึ่งที่ยังไม่เสียชีวิต มิยอมเป็นดวงวิญญาณเฝ้าเพิงร้างแห่งนี้ ในสมองคนเรามีความลี้ลับที่ยังไม่ถูกค้นพบซ่อนอยู่มากมายเหลือคณานับ หนึ่งในนั้นคือจุดไค่เทียนที่เป็นจุดเปิดสวรรค์อันแสนอัศจรรย์ยิ่งจุดหนึ่งในร่างกาย ที่ต่อให้จอมแพทย์อัจฉริยะทั้งแผ่นดินของแดนฟ้าเมฆินทร์ค้นหาจุดนี้พบแล้วใช้เข็มทองแทงให้จุดสวรรค์นี้เปิดออก โดยให้คนผู้นั้นมิเสียชีวิตลงหรือสติไม่วิปลาสไป เกรงว่าท่านไปอัญเชิญหลี่จิ่วไต้ซือให้ยอมไปขุมนรกทั้ง 8 เทศนาโปรดดวงวิญญาณทั้งหลายให้สำเร็จมรรคผลพร้อมกันยังง่ายยิ่งกว่า ในบรรดาเหล่าชาวยุทธ์ที่ถูกอวี๋เปี้ยนไท่คร่ากุมและใช้เข็มทองเจาะเข้ากะโหลกศีรษะทั้งหมด นับว่าเป็นวาสนาในคราวเคราะห์ของคนผู้นี้ที่เข็มทองเมื่อเจาะเนื้อสมองลงมากลับกระทบถูกจุดไค่เทียนที่ว่านี้จนเปิดจุดสวรรค์กระตุ้นจิตวิญญาณรับรู้ของคนผู้นี้ให้เปิดสู่โลกเหนือจิตนาการ เมื่อร่างที่คล้ายเสียชีวิตของคนผู้นี้ขยับเขยื้อนค่อยๆลุกขึ้น เป็นสตรีนางหนึ่งที่ดูยังมีอายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้นนับว่าน้อยที่สุดในบรรดาผู้ที่ถูกคร่ากุมมา " ข้ายังไม่ตายรึนี้ " นอกจากข้างกายมีร่างเย็นชืด ไร้ลมหายใจที่นอนอยู่เป็นเพื่อนนางที่มิยอมลุกขึ้นตาม และเพิงร้างที่ลมยังพัดผ่านไปมาเช่นเดิมแล้ว ที่เพิ่มขึ้นมากลับเป็นร่างที่ยืนนิ่งอยู่เหนือศีรษะในชุดยาวสีขาวที่ชายเสื้อกำลังพลิ้วไหวจากสายลมที่พัดพลิ้ว นางแหงนดูเจ้าของร่างที่ชายเสื้อกำลังพลิ้วไหวลม ที่สะท้อนในดวงตานางเป็นสตรีร่างเล็กรูปร่างรัดรึงดุจดาริกาแรกแย้ม แต่ผมที่ถูกรวบรัดตึงของนางกลับขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ถึงกลับเป็นหญิงชราที่อายุมากแล้วผิวพรรณผ่องใสปานทารกผู้หนึ่ง หญิงชราที่ยืนอยู่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แลดูนางที่ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาเช่นกัน ในมือถือไม้เทาสีดำอยู่ด้ามหนึ่งที่ไม่ทราบทำจากหิน ไม้ หรือโลหะที่ปักจมลงพื้น เมื่อเห็นนางฟื้นก็ถูกกระแทกลงพื้นเบาๆ ปานมีอะไรที่สมใจยิ่งนัก ที่ห่างออกไปก็มีสตรีในวัยสิบเก้ายี่สิบอีกผู้หนึ่งหันมองมาที่นางแย้มยิ้มให้เช่นกัน " เฒ่าถานเทียนชี่เอยมิใช่มีเพียงท่านผู้เดียวที่มารอรับศิษย์ "" เรานางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ก็มารอศิษย์ของเรา ผู้ที่ฟ้าลิขิตให้จุดไค่เทียนอันเป็นจุดสวรรคได้เปิดขึ้นเช่นเดียวกัน "ประโยคแรกหญิงชราคล้ายรำพึงถึงผู้อื่น ประโยคหลังย่อมกล่าวกับนาง  ก่อนสองศิษย์อาจารย์จะจ้องมองกันด้วยแววตาอันลึกซึ้งกันเนิ่นนาน ท่ามกลางเพิงร้างที่ลมยังพัดผ่านไปมาเช่นเดิม ..........................................

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารเทพปฐมภพ ที่คุณอ่าน