ณ.เอกภพคู่ขนานแห่งหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปไกลซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มทำการวิจัยและทำอุปกรณ์วาร์ปไปเอกภพคู่ขนานได้แล้ว
ภาพในความทรงจำของใครสักคน
ณ ช่วงเวลาหนึ่งในที่ใดสักแห่งในจักรวาลนั้น มีเสียงฝีเท้าคู่นึงกำลังค่อยๆ ย่ำมุ่งหน้าตรงที่แสงไฟสลัวที่ส่องเป็นจุดเด่นท่ามกลางความมืดมิด จากบ้านเดี่ยวที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน
เสียงฝีเท้าค่อยๆ รีบเร่งขึ้นเลี่อยๆ เมื่อใกล้จะถึงบ้านหลังนั้น เหมือนลุกลี้ลุกลนจะไปทำอะไรสักอย่าง เมื่อเข้าใกล้จนพอมองเห็นบ้านสองชั้นที่ประดับประดาไปด้วยสวนหย่อมที่อุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ทั้งดอกกล้วยไม้ บ้านตั้งเดียวที่ข้างหลังติดกับป่า ที่บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านจะชอบอยู่กับธรรมชาติและรักสงบมาก ถึงเลีอกจะปลูกบ้านห่างไกลจากหมู่บ้านใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงรบกวนต่างๆ เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หลังต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งไม้และใบกำลังปริวไหวจากสายลมบวกกับความเย็นของป่าธรรมชาติ มันทำให้ขนแขนของเจ้าของเสียงฝีเท้าคู่นั้นลุกฟู่ชูชันขึ้นมา
สองตาเบิกโพลงจ้องเขม็งจนลูกตาแทบทะลักออกมาจากเบ้าตาทั้งสองข้าง มองตรงไปที่หน้าต่างบานใหญ่แสงไฟสว่างจ้าจากข้างใน ส่องกระทบทะลุผ้าม่านสีขาวออกมาข้างนอก ทำให้เห็นเหงาลางๆ ของผู้ชายและผู้หญิง ทั้งสองร้องเพลงเฉลิมฉลองอย่างมีความสุข พลางหยอกล่อกับเด็กทารกที่ผู้หญิงกำลังอุ่มประขับประคองไว้ที่ตรงน่าอก เสียงฝีเท้าได้อย่างก้าวเดินต่อผ่านสวนหย่อม มุ่งตรงไปที่หน้าประตูทันทีโดยไม่รีรอ
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
เสียงเคาะประตูจากชายหนุ่มปริศนาเจ้าของฝีเท้าคู่นั้น
" ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
"ครับๆ กำลังไปเปิดให้ครับ"
เสียงตอบขานรับเสียงเคาะประตูสองครั้งที่ดังติดๆ กัน
"อ้าว ว่าไงลูก"
"..."
ชายวัยกลางคนกล่าวทักทายชายปริศนาไปพลาง ในขณะที่มือยังจับลูกบิดประตูที่เปิดประตูอ้า เขายืนตอนรับด้วยหน้าตายิ้มแย้มเหมือนกำลังดีใจอะไรสักอย่าง
" เข้ามาสิลูก"
" เข้ามาเฉลิมฉลองแด่ความสำเร็จของพวก...."
"...."
ปั้ง....
ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค ก็มีลูกตะกั่วพุ่งตรงแสกอากาศมาที่หัวของชายวัยกลางคนในทันที่ ร่างไล่วิญาณทรุดลงนอนกับพื่น หลังสิ้นเสียงปืนที่ดังสนั่นลั่นไปไกล ร่างกายของชายวัยกลางคนสงบนิ่งไม่ไหวติง พร้อมด้วยเลือดที่กำลังละเลงทั้วหน้าประตูไหลย้อยไปที่พรมเช็ดเท้าหน้าบ้านที่มีอักษรพิมพ์ว่า Welcome
"กรี๊ด......"
เสียงกรีดร้องตกใจเมื่อได้เห็นสามีของตัวเองล้มฟุบไปกับพื่นพร้อมด้วยเลือดที่ไหลอาบตามมาหลังสิ้นเสียงลั่นไกปืน มันทำให้เด็กที่หญิงสาวอุ่มอยู่ตกใจร้องตามไปด้วย
"ได้โปรดคุณต้องอะไรเอาไปได้หมดเลยนะ"
"ขอแค่ไว้ชีวิตลูกฉันก็พอ"
" .... "
หญิงสาววัยกลางคนร้องวิงวอนให้ไว้ชีวิตเด็กทารกด้วยน้ำเสียงที่แสนเจ็บปวดทั้งน้ำตาที่ได้เห็นสามีตายต่อหน้าต่อตาตัวเอง พลางในหัวของหญิงสาวคิดว่ายังไงตัวเองก็ไม่รอดอยู่แล้ว ชายปริศนาเดินเข้าไปอุ้มเด็กออกจากอกของหญิงสาวตรงไปที่เปลไกวเด็กในขณะที่เด็กทารกยังร้องไห้ไม่หยุด มือขวาค่อยๆ ประขับประคองตัวเด็กหลางค่อยๆ โน้มตัวลงวางเด็กลงที่เปล มือช้ายเล็งกระบอกปืนไปที่แม่เด็ก ในขณะที่ไม่ละสายตายมองเด็กทารก
ปั้ง...
เสียงปืนดังขึ้นทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยหลังจากที่ตัวเด็กลงสัมผัสกับผ้านุ่มที่ทุกบรรจงลองไว้ในเปลอยู่แล้ว
"ชู่ว..."
ชายปริศนาพยายามกล่อมเด็กให้หยุดร้อง หลังจากที่เด็กร้องไห้ดังกว่าเดิมเมื่อได้ยิมเสียงปืนนัดที่สอง
"นายนี่น่าา,.. เกิดมาในขอบครอบครัวที่แสนดีเพียบพร้อมไปหมดทุกอย่างโดนไม่ต้องดิ้นลนหามาเอง"
" .... "
"ฉันล่ะอิจฉาจริงๆ นายรู้มั้ยนายกำลังจะได้เป็นลูกคนที่โด่งดังเลยล่ะ"
"..... "
"ถ้าพ่อไม่โดนฉันฆ่าตายสะก่อน"
"ฮ่า.. ฮะ.. ฮ่า"
"....."
เขาพูดและหัวเราะอย่างคนไรสติโดยไม่สนใจใยดีเสียงร้องของเด็กวัยทารกแม้จะร้องดังสักแค่ไหน
ชายหนุ่มปริศนาใช้เวลาสักระยะในบ้านที่มีแต่เสียงร้องไห้ของเด็กทารก ก่อนจะออกมาโดยไร้วี่แววของเด็กทารก เขาได้ทำการนำกระติกน้ำมันที่เขาว่างไว้ที่ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านก่อนที่จะเดินไปทำโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ โดยใช้น้ำมันราดรอบๆ บริเวณบ้าน ก่อนจะใช้ไฟเช็คที่พกมาจุดไฟและโยนใส่กองน้ำมันโดยไม่รีรอ
พร้อมเดินจากไปด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ชวนสยอง
ณ อีกเหตุการณ์หนึ่งในเวลาปัจจุบันที่เอกภพหลัก
"แกทำอะไรลงไป"
เด็กหนุ่มวัย20ตะโกนร้องถามใครสักคนในบริเวณนั้นอย่างสุดเสียงด้วยอารมณ์โกรธกร้าน สายตาของเขาจ้องมองไปที่ร่างมนุษย์คนนึงที่นอนจมกองเลือดอยู่ไม่ห่างไกลพอที่จะเห็นแววตาไร้ชีวิตเบิกโพง เลือดที่ค่อยๆ ไหลอาบร่างกายชายผู้นั้นมันทำให้เสื้อสีขาวที่เขาใส้เปลี่ยนสีเป็นสีแดงในทันใด แต่ในระยะเวลาไม่ช้านักร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ก็ค่อยๆ มีพลังงานบางอย่างสีขาวสว่างจ้าจนแทบลืมตาสู้แสงสีขาวนั่นไม่ได้ แสงนั้นได้ครอบร่างไร้วิญญาณนั้นราวกับว่าแสงนั้นได้กลืนกินร่างนั้นไปแล้ว ในไม่กี่อึดใจแสงนั้นได้มะลายหายไปพร้อมกับไร้วี่แววร่างไร้วิญญาณนั้น แถมไม่มีร่องรอยของเลือดแม้แต่หยดเดียวด้วยเหมือนกับไม่มีการนองเลือดกันมาก่อนด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มทั้งสามได้แต่ยืนงงตาค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช้กับชายหนุ่มอีกคนที่ทำหน้าตานิ่งเฉย ร่าวกับว่ามันเป็นเหตุการณ์ปกติที่เขารู้มาก่อนแล้ว
"มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันเนี้ย"
ชายหนุ่มเมื่อตอนแรกได้ตะโกนถามชายผู้ยืนทำหน้าตานิ่งเฉยผู้นั้นด้วยความโกรธแต่เพิ่มเติมด้วยความสงสัยที่อยู่ในหัวเติมไปหมด แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับแต่อย่างใด
"นายเป็นใครกันแน่"
เขาถามอีกครั้ง
"ฉันก็คือนาย"
"....."
"นายก็คือฉันไงละ"
"....."
" นายก็รู้ดีแล้ว"
"...."
ชายหน้านิ่งได้ยอมปิปากพูดออกมา แต่ดูเหมือนคำตอบที่เขาพูดออกมานั้นไม่ได้ทำให้ชายผู้ถามกายสงสัยแค่อย่างใด แต่กับเพิ่มความฉุนเฉียวให้กับผู้ถามยิ่งขึ้น แต่ที่น่าแปลกประหลาดใจคือน้ำเสียงที่พูดออกของทั้งสองช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน ถ้าไม่ตั้งใจฟังดีๆ ก็อาจแยกแยะไม่ออกเลยว่าเป็นเสียงของใครพูด
"นายลองคิดดูดีๆ สิ ว่าที่ฉันบอกนายไปมันจริงไม"
ชายหน้านิ่งตอบซ้ำไปอีกรอบ มันทำให้ในหัวผู้สับสนไปกว่าเดิน พลางทำหน้าตาเมินรอยเหมือนกับครุ่นคิดอะไรในหัว พร้อมภาพอดีตที่ไหลแล่นเข้ามาในหัว
2อาทิตย์ก่อนเหตุการณ์ปัจจุบัน>
...
ฝากติดตามผลงานชิ้นแรกของผมหน่อยนะครับ ปกติเป็นคนชอบดูหนังไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน ถ้าผิดพลาดอะไรตรงไหนก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ หรืออยากแนะนําให้แก้ไขอะไรคอมเมนท์ไว้เลยนะครับ จะนำไปปรับปรุงในตอนต่อๆ ไปอย่างแน่นอน