เมืองอี้ชางอยู่ในมณฑลหู่เป่ยเป็เขตอิทธิพลของเกาจี้ซิงที่เพิ่งเริ่มซ่องสุมกำลังคน ตอนนี้กลุ่มผู้มีอำนาจต่างๆ เริ่มมองอนาคตของราชวงศ์ถังว่ากำลังเข้าใกล้จุดจบเต็มทีแล้วอยู่ที่ว่าจูเวินจะตั้งตัวเป็ฮ่องเต้เมื่อใดเท่านั้น
ปีที่ผ่านมาหู่เป่ยมีภัยแล้งคุกคามไม่ต่างไปจากภูมิภาคอื่นในแผ่นดินจงหยวน ทั้งที่หู่เป่ยมีทะเลสาบต้งถิงภัยแล้งยังลุกลามไปทั้งมณฑล เมืองอี้ชางอยู่ไกลจากทะเลสาบต้งถิง ยิ่งยากลำบากเป็เท่าทวีคูณหมู่บ้านสกุลเกาปีที่ผ่านมาปลูกข้าวได้ไม่พอให้คนในหมู่บ้าน ที่มีไม่ถึงห้าสิบหลังคาเรือนได้กินอิ่มท้องข้าวที่เก็บเกี่ยวเมื่อปีก่อนจ่ายเป็ค่าภาษีให้กับทางการไปจนหมดคนทั้งหมู่บ้านรวบรวมเงินกันได้ไม่กี่สิบตำลึงซื้อข้าวสารได้ไม่กี่กระสอบขนาดอดทนกินข้าววันละแค่มื้อเดียว ซ้ำยังผสมน้ำจนเหลวไสใส่รากไม้ใบไม้ยังไม่พอให้กินอิ่มท้อง
อดทนกันจนผ่านพ้นปีใหม่มาได้ไม่นานทางการกลับส่งกำลังทหารเข้ามาบังคับให้จ่ายค่าภาษีของครึ่งปีแรกข้าวจะกินให้อิ่มท้องยังไม่มี จะหาที่ไหนมาจ่ายภาษีได้บ้านของเกาหยวนมีกันอยู่เกือบสิบปากท้อง พ่อแม่แก่ชราของตนเองไหนจะบุตรสาวบุตรชายภรรยาที่ผอมจนแทบไม่มีแรงเดินเกาหยวนได้ยินข่าวลือว่าที่เมืองถานโจวมีนายน้อยแซ่ซุนผู้หนึ่ง จิตใจเมตตายิ่งนัก รับผู้อพยพไปเลี้ยงดูหางานให้ทำมีข้าวกินมีที่อยู่คุ้มหัวในข่าวลือยังว่านายน้อยซุนได้รับการถ่ายทอดวิชาเซียนมาจากเซียนพเนจรผู้หนึ่งไม่ว่าเกิดโรคอะไร นายน้อยซุนโบกมือคราเดียวโรคภัยก็พลันหายในทันที
เกาหยวนไม่ใคร่เชื่อข่าวลือประเภทนี้แต่ตอนนี้หากอยู่ที่หมู่บ้าน ไม่นานคนทั้งสิบปากท้องหากไม่ถูกทางการจับเข้าคุกเพราะไม่มีข้าวไปจ่ายภาษีก็คงต้องอดตายกันจนหมด เกาหยวนรวบรวมเสบียงออกมาได้ส่วนหนึ่ง ขนเสื้อผ้าข้าวของที่พอขนไปได้พาทั้งครอบครัวสิบคนออกเดินทางจากหมู่บ้าน ตั้งใจเดินเท้าไปจนถึงเหมืองเกลือของสกุลซุนมีหลายครอบครัวในหมู่บ้านสกุลเกาตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเกาหยวนด้วยกัน
หนทางจากหู่เป่ยไปจนถึงเมืองถานโจวระยะทางกว่าสองร้อยหลี่ไหนจะเพิ่งผ่านปีใหม่มาได้ไม่นาน หนทางสุมไปด้วยหิมะขาวโพลน หิมะที่ทางใต้แม้ไม่หนักหนาเท่าดินแดนทางเหนือแต่ระหว่างทางยังมีหิมะกองสุมอากาศหนาวจนจับใจ คนหลายสิบครอบครัวเดินทางกันมาเกือบสิบวัน เพิ่งจะเข้าเขตมณฑลเหลียงกวางบิดาชราของเกาหยวนก็เดินไม่ไหวแล้ว สีหน้าเขียวคล้ำมือเท้าถูกหิมะกัดจนชาด้านมือที่เหยี่ยวย่นผอมจนมีแต่หนังหุ้มกระดูกจับมือบุตรชายกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
“อาหยวนทิ้งข้าไว้ที่นี่ พวกเ้าเดินทางกันต่อเถอะ”
เกาหยวนเหลียวหน้ามองดูบิดาด้วยน้ำตาคลอหน่วยหันมองดูบุตรสาวบุตรชาย ตนเองแบกบุตรชายคนเล็กที่อาการไม่ดีั้แ่ออกเดินทาง ภรรยาที่อุ้มบุตรสาวไว้ในอกเสื้อผ้าหนาห่อหุ้มคนจนมิดแต่ยังกันลมหนาวแทบไม่ได้
“ท่านพ่อท่านอดทนอีกหน่อย อีกไม่ถึงสามวันพวกเราก็น่าจะถึงแล้ว ท่านพ่อเชื่อข้านะ”
เกาหยวนกุมมือบิดาที่หลับตาด้วยความเหนื่อยอ่อนมารดาชราที่มีสภาพไม่ต่างกับบิดายิ้มให้กับเกาหยวน นางดึงมือสามีมากุมเอาไว้ นั่งเอนกายอยู่ข้างผู้เฒ่าเกาที่ไม่มีแรงจะเดินต่อ
“อาหยวนฟังบิดาเ้าเถอะ พวกเ้าออกเดินทางกันต่อ ข้าจะอยู่เป็เพื่อนตาแก่ที่นี่”
ลมหายใจของผู้เฒ่าเกาอ่อนแรงน้ำตาของหญิงชราไหลเป็สาย มารดาของเกาหยวนส่ายหน้าเบา ๆล้มกายเอนลงข้างศพที่ยังอุ่นอยู่ของผู้เฒ่าเกา ไม่นานก็สิ้นใจตามสามีชราไปอีกคนเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของเกาหยวนไม่อาจคืนชีพบิดามารดาภรรยาที่อุ้มลูกน้อยเอาไว้สะอื้นไห้ครอบครัวอื่นที่เดินทางมาด้วยกันมีไม่น้อยที่ฝังร่างของคนในครอบครัวเอาไว้ระหว่างทางเกาหยวนไม่คิดว่าวันนี้จะถึงคราของตัวเอง
คนในหมู่บ้านที่เดินทางมาด้วยกันช่วยกันขุดหลุมฝังร่างของสองผู้เฒ่าเอาไว้ข้างทางเกาหยวนสองสามีภรรยาโขกศีรษะให้กับบิดามารดาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปสิบกว่าครอบครัวที่เดินทางออกมาด้วยกันต่างสูญเสียคนในครอบครัวไปมากบ้างน้อยบ้างไม่ต่างกันคำปลอบโยนไม่มีประโยชน์ใดในตอนนี้ ต่างคนต่างเดินเกาะกลุ่มเรียงกันไปตามทางจุดมุ่งหมายคือเหมืองเกลือสกุลซุน
เพิ่งจะผ่านพ้นปีใหม่มาได้ไม่นานอากาศที่เมืองถานโจวยังคงหนาวจัด เหมืองเกลือยังคงยุ่งวุ่นวาย แม้งานในเหมืองลดน้อยลงไปเพราะว่าอากาศที่หนาวเย็นั้แ่ต้นปีเป็ต้นมาเหมืองเกลือหยุดรับผู้อพยพจากเมืองถานโจวแล้วแต่ยังมีการส่งคนไปรับผู้มีฝีมือทางช่างอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่อาจรับทุกผู้คนได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ดีกลับมีผู้อพยพหลายกลุ่มมาจากต่างเมืองมุ่งหน้ามาที่เหมืองเกลือสกุลซุนโดยตรง อากาศหนาวทารุณเช่นนี้ซุนิฉวนใจแข็งไล่คนที่มาขอพึ่งพิงไปไม่ลง ได้แต่ให้คนเข้ามาก่อนโรงทอผ้าถูกเปลี่ยนให้เป็ที่พักชั่วคราวของผู้ที่มาใหม่ซุนิฉวนให้คนงานโรงทอผ้าจัดทำเสื้อนวมกันหนาวั้แ่ครึ่งปีก่อน แม้จะแจกจ่ายให้คนงานในเหมืองไปแล้วยังพอมีเหลือพอให้กับผู้ที่มาใหม่
เสื้อนวมกันหนาวยัดเอาไว้ด้วยเศษผ้าเศษฟางข้าวพอสวมใส่แล้วอบอุ่นไม่ต่างจากเสื้อขนสัตว์เนื้อดีที่พักของคนงานไม่มีเตียงคังให้ความอบอุ่นในหน้าหนาวนอกจากเรือนที่ซุนิฉวนอาศัยแล้วที่พักอื่นไม่มีการก่อสร้างเตียงคังเอาไว้ คนที่ทนหนาวไม่ได้พาออกมานอนอยู่รวมกันอยู่ในโรงทอผ้าโรงอาหารที่ตอนกลางคืนปรับให้เป็ที่นอนชั่วคราวมีการตั้งเตาไฟให้ความร้อนในตอนกลางคืน ตอนกลางวันยังคงสุมไฟเอาไว้ตลอดเวลา
หวงเหวินอ่านรายงานค่าใช้จ่ายที่เซี่ยเจียเหยียนจัดทำขึ้นมาในทุกเดือนก่อนจะส่งต่อให้กับซุนิฉวน
“นายน้อยผู้อพยพที่มาใหม่ั้แ่ปีใหม่มามีเกือบสองร้อยคนแต่ละวันยังมีมาเพิ่มอีกหลายสิบคน หากเป็เช่นนี้ต่อไปข้าเกรงว่าเหมืองเกลือของเราจะรองรับเอาไว้ไม่ไหว” หวงเหวินกล่าว
ผู้ที่อยู่ในห้องหนังสือต่างพยักหน้าเห็นด้วยเกือบเดือนมาแล้วที่เหมืองเกลือรับผู้ที่เดินทางมาขอพึ่งพิงอาหารการกินยังไม่เป็ปัญหามากนักเหมืองเกลือเก็บเกี่ยวข้าวสารข้าวฟ่างเอาไว้มากโขจากการเพาะปลูกในปีที่แล้ว อีกทั้งเหมืองเกลือยังซื้อหาเสบียงมาเก็บไว้อีกมากแต่ต่อให้มีเสบียงมากกว่านี้อีกไม่นานคงไม่พอหล่อเลี้ยงคนพันกว่าคนได้นานนัก
ซุนิฉวนอ่านบัญชีของเดือนนี้เห็นตัวเลขยังเป็รายได้มากกว่ารายจ่ายเงินที่ได้จากการจำหน่ายเกลือจากปีที่แล้วก็มีอยู่เกือบหมื่นตำลึงซุนิฉวนรับน้ำชาร้อนกรุ่นมาจากหลิวมู่เหยียนที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ที่ท่านอาหวงกล่าวมาข้าก็เป็กังวลเช่นกัน แต่อย่างไรคงต้องหาทางจัดการให้พ้นฤดูหนาวไปก่อนข้าจะลองคิดหาหนทางดูก็แล้วกัน”
“นายน้อยยังมีอีกเื่ตอนนี้คนงานในไร่ส่วนใหญ่อยู่ว่างไร้เื่ราวข้าจะให้บางส่วนไปช่วยงานเก็บตากสมุนไพรกับท่านหมอซูส่วนที่เหลือให้ไปช่วยงานที่โรงหมักซีอิ๊ว ไม่ทราบนายน้อยเห็นเป็เช่นไร”
ตอนนี้งานในไร่นอกจากปลูกผักที่ยังเติบโตได้ในหน้าหนาวแล้วไร่นาเกือบทั้งหมดปกคลุมไปด้วยหิมะซุนิฉวนให้ทิ้งตอซังข้าวที่เก็บเกี่ยวเอาไว้แบบนั้นเพื่อให้กลายเป็ปุ๋ยหิมะที่ปกคลุมพื้นดินอยู่จะช่วยโอบอุ้มน้ำเอาไว้พอหิมะละลายพื้นดินจะมีน้ำขังอยู่ที่ผิวหน้าดิน พอผสมกับซังข้าวที่เริ่มย่อยสลายกลายเป็ปุ๋ยแล้วพอถึงคราปลูกในรอบปีใหม่จะให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม
“ทำตามที่ท่านอาหวงเห็นสมควรก็แล้วกันคนงานในส่วนอื่นที่ว่างงาน หากมีคนสมัครใจก็ให้ไปเรียนตัวอักษรกับท่านเซี่ยก็แล้วกันส่วนที่เหลือให้ไปช่วยโรงทอผ้าจัดทำเสื้อนวมกันหนาวเพิ่มเติม”
“ขอรับนายน้อย”
“ยังมีเื่อื่นอีกหรือไม่”
ซุนิฉวนถามอากาศหนาวเช่นนี้ซุนิฉวนคร้านที่จะทำงานนัก แต่ยังจำเป็ต้องจัดการเื่ต่าง ๆในเหมือง ซุนิเย่ยังไม่อาจจัดการได้ทุกเื่ คงต้องใช้เวลาอีกปีสองปีกว่าที่ซุนิฉวนจะเริ่มปล่อยให้ซุนิเย่เข้ามาช่วยตัดสินใจในเื่ต่าง ๆ
ซุนิฉวนนั่งอ่านรายงานต่างๆ อยู่ในห้องหนังสือ หลังจากที่ทุกคนออกไปหมดแล้วเหลือเพียงหลิวมู่เหยียนที่ยังคงนั่งอยู่เป็เพื่อนที่ด้านข้างภายในห้องหนังสือมีเตาไฟให้ความอบอุ่นแต่ซุนิฉวนก็ยังรู้สึกหนาวสกุลซุนมีรกรากอยู่ที่เมืองฉางอานมาหลายรุ่นเมืองฉางอานอยู่ทางเหนือของแผ่นดินจงหยวนหน้าหนาวนั้นหนาวเย็นกว่าดินแดนทางใต้มากนักพี่น้องอีกสองคนของซุนิฉวนรวมถึงหวงเหวินกับพวกจางฉิงทั้งห้าคนต่างไม่รู้สึกว่าฤดูหนาวที่เมืองถานโจว นั้นจะหนาวสักเท่าใด
มีเพียงซุนิฉวนที่หนาวจนมือไม้แข็งโชคดีที่มีเตียงคังสร้างเอาไว้ ไม่เช่นนั้นซุนิฉวนคงได้หนาวตายเป็แน่ หลิวมู่เหยียนมองดูซุนิฉวนที่ถูมือไปมาเพราะความหนาวหลิวมู่เหยียนเป็คนพื้นที่กวางโจวที่อากาศอุ่นกว่ามาก พอเข้าใจความรู้สึกของซุนิฉวนดีแต่หลิวมู่เหยียนฝึกปรือวิทยายุทธมาั้แ่เยาว์วัยร่างกายมีลมปราณต่อต้านความหนาวเย็นได้
หลิวมู่เหยียนขยับตัวเข้าไปใกล้ดึงสองมือที่เย็นเยียบของซุนิฉวนมากุมเอาไว้ถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านเข้าไป
ซุนิฉวนอยู่ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายกุมมือไว้ ต้องส่งเสียงประท้วง
“นี่ข้ายังอ่านหนังสืออยู่”
แต่ซุนิฉวนยังไม่ดึงมือออกมาจากอีกฝ่ายกลับรู้สึกว่าตอนนี้ไม่หนาวสักเท่าใดแล้ว
“เ้ารอสักพักให้ร่างกายอุ่นกว่านี้ค่อยออกไป”
ซุนิฉวนยิ้มรับคำขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าตัวที่นั่งอยู่ส่งสายตาไปยังตั่งที่วางเอาไว้ด้านข้างดึงมือที่ถูกกุมไว้ชี้ไปที่ตั่งไม้ตัวยาว
“ข้ายังหนาวอยู่ตัวเ้าอุ่นนักเช่นนั้นก็เป็ผ้าห่มชั่วคราวให้ข้าเถอะ”
ซุนิฉวนยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านรายงานที่ค้างอยู่แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกหนาวสักเท่าใดแล้วหลิวมู่เหยียนห่มผ้าห่มผืนยาวคลุมตัวเองที่กอดซุนิฉวนเอาไว้สองแขนโอบกอดถ่ายทอดความอบอุ่นให้อีกฝ่ายไม่นานซุนิฉวนที่รู้สึกอบอุ่นก็เอนตัวหลับไปบนตั่งโดยมีหลิวมู่เหยียนทำหน้าที่เป็ผ้าห่มอุ่นไปตลอดทั้ง่บ่าย อวี้เอ๋อร์สวมเสื้อนวมคอยนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้าห้องหนังสือห้ามไม่ให้คนเข้าไปรบกวนนายน้อยซุนที่กำลังคร่ำเคร่งทำงานหนักอยู่ที่ด้านใน
ที่ด้านหน้ากำแพงเมืองถานโจวมีหิมะปกคลุมจนขาวโพลนผู้อพยพที่เคยมีอยู่มากมายย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองั้แ่ก่อนปีใหม่ผู้ที่มาใหม่หลังจากตรวจสอบความเป็มาแล้วทหารที่เฝ้าประตูเมืองอยู่ก็ปล่อยให้เข้าไปในเมืองได้ั้แ่เกิดโรคระบาดคนในเมืองถานโจวก็ลดน้อยลงไปหลายพันคน
เป็ซุนิฉวนที่ชี้แจงถึงข้อดีของการรับผู้อพยพเข้าไปเป็แรงงานในเมืองให้กับสวีปิงช่านได้ทราบผู้อพยพที่เข้าไปใหม่จะทดแทนแรงงานที่ขาดแคลนอีกทั้งหากผู้อพยพมีงานทำพอเลี้ยงชีพได้เมืองถานโจวก็จะได้เงินภาษีเพิ่มเติมทดแทนผู้ที่เสียชีวิตไปกับโรคระบาดในคราวนั้นสวีปิงช่านได้ยินแต่คำว่าภาษีก็ยินดีทำตามที่ซุนิฉวนแนะนำในทันที
เพียงแต่เกรงว่าหลังฤดูหนาวจบสิ้นไปผู้ที่ได้ข่าวว่าเมืองถานโจวยินยอมรับผู้อพยพเข้าไปในเมืองจะแห่แหนกันเดินทางกันมาที่เมืองถานโจวมากมายยิ่งกว่าเดิมจนเมืองถานโจวเองจะรองรับเอาไว้ไม่ไหว
ไม่นานหลังจากหิมะเริ่มละลายอากาศอบอุ่นขึ้น ประชาชนหลายพันคนที่อดอยากจากพื้นที่ต่าง ๆไม่มีใครรั้งรอความตายอยู่ที่เดิม ต่างเดินทางแสวงหาทางรอดให้กับครอบครัวข่าวลือของเหมืองเกลือสกุลซุนกับเมืองถานโจวที่มีทางรอดให้กับประชาชนที่กำลังจะอดตายแพร่กระจายไปในพื้นที่ห่างไกล คลื่นผู้อพยพลูกใหม่ต่างพากันเดินทางเข้าใกล้เมืองถานโจวเข้ามาเรื่อยๆ