หนึ่งสตรีผู้เจ็บช้ำเกินทน สองแก้มน้ำตาอาบ บัดนี้ศัตรูคู่แค้นอยู่ตรงหน้า แม้จะเฝ้าฝึกฝนบำเพ็ญกายิญญามา 800 ปี นับเป็สตรีเหนือล้ำของแผ่นดินนางหนึ่ง หากแต่เวลานี้ ต่อหน้าปราชญ์เบญจธาตุ ตัวนางนั้นรู้แสนรู้เหลือเกินว่าขอบเขตแห่งฤทธาอำนาจของตัวนางนั้นช่างห่างชั้นกับตัวชั่วช้าผู้นี้เหลือเกิน
และยังไม่ต้องพูดถึง เหล่าข้ารับใช้และบริวารฝึกตนของปราชญ์เบญจธาตุที่รายล้อมนางอยู่ตอนนี้ ส่วนใหญ่ทั้งหมดมีใครบ้างมิใช่ตราสัญลักษณ์ิญญาสีแดง พวกมันต่างเป็ตัวตนเก่าแก่อายุหลายพันปีกันทั้งนั้น นอกจากนั้นยังมีเหล่าตาเฒ่าอายุหมื่นปีที่มีตราสัญลักษณ์ิญญาสีโลหิตอีก ทุกตัวตนคือตำนานของแดนดินนี้ ไม่คิดว่าเพื่อที่จะจับนาง ปราชญ์เบญจธาตุจะขนเอา ทูตลับเบญจธาตุของมันมาจนหมด ดูท่าเพื่อนางมันแลดูจะทุ่มความพยายามมากมายเหลือเกิน
หากแต่ก็ช่วยไม่ได้ ว่ากันว่าปราชญ์เบญจธาตุมีเคล็ดวิชาฝึกคู่กับร่างบำเพ็ญสตรี ยิ่งสตรีมีร่างิญญาสูงส่งพร์เยี่ยม ความรวดเร็วของการฝึกฝนของปราชญ์เบญจธาตุก็จะยิ่งรุดหน้ารวดเร็ว แม้ใบหน้าของปราชญ์เบญจธาตุจะแลดูเหมือนบุรุษวัยกลางคน หากแต่ใครต่อใครก็รู้มันนั้นเป็ตาแก่อายุเกือบสองหมื่นปีเข้าไปแล้ว หากแต่มันก็ยังโหยหาสตรีและตัณหาทั้งหลาย หมายจะบรรลุสู่ระดับตราสัญลักษณ์ิญญาถัดไป
พอรู้ว่ามีสตรีนางหนึ่งร่างิญญาแต่กำเนิดอันยอดเยี่ยมถึง 12 เส้นชีพจริญญา ความกระหายในร่างสตรีนางนี้ของมันก็เป็ที่สุด
เพราะด้วยร่างิญญา 12 เส้นชีพจริญญาของสตรีนางนี้ ตัวมันเองก็มีความหวังจะบรรลุสู่ระดับที่เหนือกว่าตำนานแดนดินที่บันทึก "ก้าวแรกสู่ขอเขตเทวะ" ตราสัญลักษณ์ิญญาสีน้ำเงิน
หากแต่มีหรือที่ลี่อิ่งนางจะยอมให้เป็เช่นนั้น แม้ยามนี้นางจะต้องตกตาย แม้จะต้องเผาผลาญพลังิญญาในร่างจนสิ้น หากแต่อย่างน้อยที่สุด... อย่างน้อยที่สุด... นางก็หวังว่าจะมอบาแฝั่งลึกให้ปราชญ์เบญจธาตุผู้นี้
"สารเลว เ้าอย่าได้หวัง ข้าจ้าวลี่อิ่ง ต่อให้วันนี้ต้องตายก็จะไม่มีวันให้เ้าสมหวัง คิดจะก้าวสู่ขอบเขตเทวะโดยใช้ร่างของข้าเป็คู่บำเพ็ญนะเหรอ ตาเฒ่าชราเ้าไม่มีวันสมหวัง" ลี่อิ่งวาดมือวงมนตราอิทธิฤทธิ์ของนางก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว หากแต่... "อ๊าาาา" ร่างของลี่อิ่ง นางถูกมนตราของผู้ฝึกฝนผู้มีตราสัญลักษณ์ิญญาผู้อื่นแอบร่ายมนตราผนึกพลังิญญาของนางเอาไว้ก่อนแล้ว!!!
ดูท่านางจะประมาทและช้าไปหลายก้าวนัก
ปราชญ์เบญจธาตุเห็นเป็เช่นนั้นก็ยิ้มเยาะ มันแย้มยิ้ม พร้อมกล่าววาจาอย่างอารมณ์ดี "ลี่อิ่ง แม้แต่บิดาเ้าในยามนั้นที่เป็ถึงตราสัญลักษณ์ิญญาโลหิตห้าจุดแต้มยังทำอะไรพวกข้าไม่ได้เลย แล้วเ้าจะทำอะไรได้รึ ร่างกายที่งดงามของเ้าถูกกำหนดให้เป็คู่บำเพ็ญของข้าปราชญ์เบญจธาตุนานแล้ว ฮะฮาฮา นอกจากนั้นกุญแจประตู์ร้อยปีที่อยู่กับเ้า ข้าก็ต้องขอนอมรับเป็ค่าใช้จ่ายในการเตรียมเรือนหอของเราสอง ให้ข้าพูดตรงๆ ไม่ง่ายเลยที่จะเชิญพวกเ้าแก่คนอื่นๆ มาช่วยจัดการกับบิดาของเ้าได้ หากมิใช่เพราะมันรู้ว่ามีกุญแจประตู์อยู่กับบิดาเ้า ข้าคงมิสามารถหาเหตุผลดีๆ เสนอแก่พวกมันได้ หึหึ มิเช่นนั้นปราชญ์เหล็กแดนใต้พิภพก็คงไม่ร่วมมือกับข้า ต้านปราชญ์บัวมณีมิให้มาช่วยเหลือครอบครัวเ้า ทั้งหมดก็เพราะแต่ละคนต่างมีเงื่อนไขอันเหมาะเจาะอย่างไรเล่าลี่อิ่ง ฮะฮาฮา"
นางมารผลึกโลหิตลี่อิ่ง หนึ่งสตรีที่งามล้ำเหนือใครในแดนดินนี้
ยามนี้บนใบหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นางรู้สึกเจ็บช้ำเหลือเกิน 800 ปี ตั้ง 800 ปีที่นางเฝ้าอุสาฝึกฝนบำเพ็ญ แม้จะยากลำบากเพียงไรนางก็มิย่อท้อ ขอเพียงให้การฝึกฝนของนางรุดหน้า ต่อให้ต้องทุกข์ทนทรมานจากเปลวอัคคีโลหิต พิษธาตุมาร การกลั่นโอสถิญญาจำนวนมาก นางก็อดทน
แม้จะให้นางจับกระบี่ร่ายรำตัดกระแสน้ำ ตัดหินผาจนสองมือที่เคยเรียวงาม นุ่มดั่งปุยนุ่น หากแต่ยามนี้กับหนาและหยาบกร้านมิต่างกับมือบุรุษเพศผู้ตรากตรำ สองมือของนางห่อเต็มไปด้วยคราบโลหิตครั้งแล้วครั้งเล่า หากแต่นางก็ไม่ย่อท้อ เพียงแค่เพราะเมื่อใดที่นางคิดว่ากระบี่คู่นี้ของนางจะได้เสพรับโลหิตของพวกชั่วช้า แค่นี้นางก็มีกำลังใจ จับกระบี่ขึ้นร่ายรำอีกครั้ง
หากแต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางได้ทำและได้อดทนมา ทุกอย่างกำลังจะจบสิ้นแล้ว
ในโลกหล้าแดนดินนี้มิอาจจะมีใครช่วยนางได้อีกแล้ว
แปดมหาเซียนคือผู้อยู่เหนือสุดของโลกใบนี้
ตราสัญลักษณ์ิญญาสีม่วงคืออำนาจที่ไร้ผู้ต่อกรอย่างแท้จริงๆ
ยามนี้แม้นางจะจบชีวิตตัวเองก็ยังมิอาจจะทำได้เลย
ต่อจากนี้แม้แต่เกียรติของสตรีนางก็มิอาจจะรักษาได้อีกแล้ว
.
.
.
หากแต่ในยามนั้น ยามที่เสียงหัวเราะของปราชญ์เบญจธาตุหัวเราะเสียงดังสนั่น หนึ่งเสียงอันยิ่งใหญ่ที่เหนือล้ำโลกหล้าแดนดินนี้ ที่เป็ปรากฏการณ์ของอันยิ่งใหญ่ที่สั่นสะท้านผู้คนทั่วแผ่นดิน ตัวมันกับหันจ้องมองมาที่เหล่าคนทั้งหลาย ที่ต่างยิ้มเยาะหัวเราะกันอย่างมีความสุข ไม่ช้าอยู่ๆ กลุ่มเมฆเมฆาก็ก่อตัวม้วนหมุนวน ณ ใจกลางกลุ่มมวลเมฆาเ่าั้อยู่ก็ปรากฏเส้นแสงสีทองส่องประกายแผ่พุ่งเต็มไปด้วยอำนาจอันน่าหวั่นเกรง
ฟิวววว เสียงราวสายลมพัดผ่านก่อนที่เสียงะเิแหวกอากาศจะดังก้องตามมา มันคือปรากฏการณ์ของการะเิของคลื่นเสียงระดับซูเปอร์โซนิค
!!! ตูมมมมมมมมม เสียงะเิดังสนั่น
ไม่ช้าก็ปรากฏว่าร่างของปราชญ์เบญจธาตุตรงกลางลำตัวของมันเป็หลุมที่มองผ่านทะลุไปได้
ปราชญ์เบญจธาตุสับสนเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้ใดเป็คนลงมือกับมัน ตัวมันรีบร่ายฤทธิ์ระงับความเ็ปในทันที พร้อมรีบดึงขวดโอสถวิเศษในกระเป๋ามิติของมันออกมา หยาดน้ำทิพที่ชโลมเข้ากับกายมันนับว่าเป็ของวิเศษยิ่งไม่ช้าร่างของมันก็กลับเป็ปกติ ปราชญ์เบญจธาตุะโเสียงดัง พร้อมกวาดสายตามองหาผู้ลงมือกับตัวมัน "เดรัจฉานผู้ใดกล้าลงมือช่วยนางแพศยานี่ หึ ดูถ้า 800 ปีมานี้นางแพศยาจะไม่ได้อยู่เปล่าๆ ปี้ๆ สินะ พอจะหาคนมาช่วย ซึ่งดูถ้าพอมีฝีมือใช่ได้อยู่บ้าง ฮะฮาฮา ไหนๆ ก็ลงมือแล้ว เหตุใดจึงไม่ปรากฏออกมาเล่า หรือเ้าเป็บุรุษบนหวางขาของนางสตรี ที่กล้ากระทำแต่ไม่กล้าปรากฏตัวรึ" ปราชญ์เบญจธาตุยิ้มเยาะ สำหรับมันแล้วในแดนดินนี้ หากนับผู้กล้าแกร่งที่พอสู้กับมันได้มีไม่เกินห้าคน ดังนั้นตัวมันย่อมมิเกรงกลัวใคร เพราะในห้าคนเ่าั้มันต่างรู้จักดีและมีผลประโยชน์ร่วมกัน
หากแต่ในไม่ช้าปราชญ์เบญจธาตุถึงกับสั่นกลัวในทันที นั่นเพราะยามที่เสียงนั้นปรากฏ โลกหล้าก็สั่นะเื
"หึหึ" เสียงหัวเราะเบาๆ ของฉินเทียนในร่างจำแลงเซียนจ้าว์ดังขึ้น ขอบเขตอำนาจของระดับตราสัญลักษณ์ิญญาราชันย์์นั้นน่ากลัวอย่างแท้จริง ฉินเทียนที่หัวเราะเบาๆ โดยมิได้กดข่มอำนาจ เพียงแค่นี้อำนาจของมันก็เพียงพอให้คนทั่วหล้าแดนดินได้ยินเสียงของมัน เสียงอันยิ่งใหญ่ เสียงอันน่าเกรงขาม เสียงที่มิมีผู้ใดจะขัดขืนได้ เสียงของราชันย์์
"มิใช่ว่าข้าปรากฏตัวนานแล้วรึ หากแต่ไยแม้แต่ข้าปรากฏตัว กลับมีเหล่าแมลงตัวน้อยบินวนเวียนไปมาอย่างมิรู้ความ แม้แต่ยามที่ข้าปรากฏตัว ยังกล้ากำเริบเสิบสาน กระทำการชั่วช้ามิเกรงกลัวผู้ครองฟ้าดินเช่นเราราชันย์์ผู้นี้ หึหึ" ฉินเทียนพูดพลางยิ้มเยาะ
ปราชญ์เบญจธาตุพร้อมเหล่าบริวารของมันมองจดจ้องขึ้นสู่เหนือท้องนภาไปบนห้วงจักรวาลกว้าง ร่างร่างหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กำลังจดจ้องพวกมันอยู่ แม้ฉินเทียนจะมิได้แผ่พุ่งซึ่งจิตตานุภาพออกมา หากแต่แม้พวกมันเพียงแค่ได้เห็นไกลๆ ร่างกายของพวกมันแต่ละคนก็พลันสั่นกลัวกันอย่างประหลาด
ปราชญ์เบญจธาตุที่มิเคยเกรงกลัวใคร หากแต่ยามนี้เมื่อมองไปเหนือท้องนภาตัวมันจะเรียกว่าอะไรได้ ตราสัญลักษณ์สีทองที่ส่องสว่างเรืองรอง ร่างิญญาที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยอำนาจที่ไร้ต้านเกินขอบเขตอำนาจใดๆ จะหยั่งคาดนั้นกำลังพูดคุยกับมัน มันหรือจะกล้าคาดคิดฝันเื่เช่นนี้ มันไม่คิดเลยว่าตัวตนเช่นนี้จะสนใจมัน มันคิดเพียงว่าตัวตนจาก์เช่นนี้เป็เพียงปรากฏการณ์ชั่วครู่ชั่วคราว เมื่อเทวะผู้ยิ่งใหญ่นี้ปราบอสูรร้ายแล้ว พระองค์คงจะกลับสู่ดินแดนของท่าน ตัวปราชญ์เบญจธาตุย่อมมิคิดว่าตัวตนเช่นนี้จะสนใจไยดีอะไรในตัวมันและคนในโลกหล้าแดนดินนี้
เพราะอำนาจของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่เกินไป ราวกับเป็คนละโลกของผู้คนในดินแดนนี้ และเพราะมันคิดแบบนี้ มันถึงกล้าลงมือ
หากแต่ตอนนี้มันรู้แล้วว่ามันคิดผิด มันจึงรีบกล่าววาจาแก้ตัวต่อตัวตนอันยิ่งใหญ่ทันที ปราชญ์เบญจธาตุกี่พันปีแล้วที่ตัวมันได้เคยสั่นกลัวขนาดนี้
"ท่านมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ขอรับ นางมารนี้คือตัวตนชั่วช้า แดนดินนี้นางนั้นมีค่าหัวและถูกประกาศจับไปทั่วทุกแดนดิน เพราะนางฆ่าสังหารผู้คนไปมากมาย ตัวข้าผู้ต่ำต้อยจึงจำต้องรวบรวมกำลังคนคร่ากุมนางมิให้ได้ก่อกรรมอีก ขอองค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่โปรดเมตตาด้วยเถอะ" ปราชญ์เบญจธาตุพูดพร้อมก้มหน้าอย่างสั่นกลัว
"นางเลวร้ายถึงเพียงนั้นเลยรึ"
"ใช่แล้วขอรับท่านมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่"
ฉินเทียนในร่างเซียนจำแลงคล้ายมองไปที่นางมาร
ลี่อิ่งยามนางจ้องมององค์มหาเทพที่เป็ร่างจำแลงของฉินเทียนนางก็ได้แต่สั่นสะท้าน น้ำตาของนางรินไหล หากแต่นางก็มิใช่คนชอบพูดโกหก นางจึงกล่าวคำทั้งน้ำตา "ใช่ข้าฆ่าผู้คนมากมาย... หากแต่องค์มหาเทพผู้ใหญ่ ทุกคนที่ข้าฆ่า ทุกคนที่ข้าสังหารพวกมันต่างเป็คนของเหล่าเดรัจฉานพวกนี้ที่ได้ฆ่าล้างสังหารครอบครัวของข้าหลายหมื่นชีวิต หากองค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่จะกำหนดโทษแก่ข้า ก็ขอโปรดเมตตาฆ่าล้างสังหารพวกมันแทนผู้คนหมื่นชีวิตที่ตกตายโดยไร้ความผิดด้วยเถอะเ้าค่ะ องค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่"
ลี่อิ่งแผดร้องสุดเสียง ราวกับว่านี่อาจจะเป็โอกาสสุดท้ายในชีวิตของนาง นางขบคิดว่าในชีวิตนี้ นางมีอะไรพอจะต่อรองกับมหาเทพ เทวะผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้านางได้หรือไม่
แล้วนางก็พบว่านางมีสิ่งหนึ่ง
สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของนาง
เรือนร่าง
ความบริสุทธิ์ของสตรี
ร่างบำเพ็ญที่หาได้ยากยิ่ง
.
.
.
หากแต่นางก็มิรู้ว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องตาและควรค่าแก่มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่หรือไม่
หากแต่นางหาได้สนใจ เพราะอย่างไรตอนนี้... นางก็มิได้ต่างจากคนตาย
หากถูกปราชญ์เบญจธาตุคร่ากุม การตายอาจจะทำให้นางมีความสุขมากกว่ามีชีวิตอยู่เสียอื่น
ร่างกายที่ถูกบุรุษที่ตัวเองเกลียดที่สุดย่ำยี แค่คิดถึงภาพความรู้สึกนี้ นางก็รังเกียจและเ็ปอย่างลึกล้ำแล้ว และเพราะแบบนั้น นางจึงมีแต่ต้องใช้ทุกวิถีทาง เพื่อคว้าโอกาสเล็กๆ โอกาสที่จะทำให้นางมีเส้นทางเหลือให้เลือกเดิน แม้มันจะเป็เส้นทางที่นางต้องทิ้งเกียรติของตัวเองก็ตาม
ลี่อิ่งนางมารผลึกโลหิตร้องะโเสียงดัง "องค์มหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่เ้าค่ะ ขอองค์มหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่โปรดช่วยแก้แค้นให้คนตระกูลจ้าวหมื่นชีวิตด้วยเถอะเ้าค่ะ ตัวข้านั้นเป็องค์หญิงที่เกิดในดินแดนนี้ ร่างกายของข้านั้นนอกจากจะเป็สตรีถือพรหมจารี ั้แ่แรกเกิดร่างกายของข้ายังเป็ร่างที่มีชีพจริญญา 12 ชีพจร ในตำนานกล่าวว่า 12 ชีพจรของข้านั้นคือชีพจรวิหค์ เป็ชีพจริญญาชั้นเลิศที่เหมาะจะใช้เป็คู่บำเพ็ญของบุรุษ ขององค์มหาเทวะโปรดเมตตา หากท่านฆ่าสังหารพวกมันเหล่านี้ให้แก่ข้า ไม่ว่าท่านจะปรารถนาสิ่งใดในตัวข้า หรือต่อให้ใช้ข้าเป็หมูหมาทาสสตรี ข้าผู้นี้ก็จะรับใช้ท่าน รับคำของท่านอย่างไม่ปริปากเ้าค่ะ"
เสียงของนางมารลี่อิ่งที่แผดร้อง ดังก้องไปทั่วหมื่นลี้ เหล่าผู้บำเพ็ญมากมายก็ล้วนต่างได้ยิน บ้างใ บ้างก็แปลกใจ
ในไม่ช้าพวกมันก็ต่างคิด มิแปลกเลยที่หลายร้อยปีมานี้ ปราชญ์เบญจธาตุพยายามล่าจับนางเหลือเกิน ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ นางคือร่างบำเพ็ญชั้นหนึ่งที่มีถึง 12 เส้นชีพจริญญา
และแน่นอนคำว่า 12 เส้นชีพจริญญาต่างทำให้ผู้บำเพ็ญทั่วแดนดินนี้ตกตะลึง
เพราะในความเข้าใจของพวกมัน มิใช่ว่าชีพจริญญามีเพียง 9 ชีพจริญญาหรอกรึ หากแต่เพียงแค่ 9 ชีพจริญญา ก็ทำให้มันผู้นั้นบรรลุได้เป็ถึงมหาเซียนของโลกใบนี้ หากแต่ถ้ามี 12 ชีพจริญญาเล่า นางจะสามารถบรรลุได้สู่ขอบเขตใด เหล่าผู้บำเพ็ญกำลังครั่นคร้านและขบคิดถึงความรวดเร็วในการฝึกฝนของ 12 เส้นชีพจริญญา
.
.
.
หากแต่คำตอบของฉินเทียนเล่าจะเป็เช่นไร
มันจะเลือกรับร่างกายของนางมาเชยชมหรือไม่