ณ ใจกลางของพายุโลหิตคลั่งที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งจนบดบังแสงสว่างจากเบื้องบน พื้นที่วงกลมขนาดั์อันเงียบสงบกลับกลายเป็ลานปะาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและความกดดันที่หนักอึ้งจนแทบจะบดขยี้กระดูกให้แหลกละเอียด ซากวิหารศิลาสีดำที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของหลินเฟย บัดนี้ไม่ได้เป็เพียงโบราณสถานร้างอีกต่อไป แต่มันคือรังของอสูรพายุโลหิต สัตว์อสูรระดับสี่ขั้นต้นผู้พิทักษ์ชิ้นส่วนแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ ร่างของสัตว์อสูรขนาดั์ที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดของวิหารนั้น สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้แก่ทุกสรรพสิ่ง มันมีรูปร่างคล้ายคลึงกับสิงโตูเาที่ยืนหยัดด้วยสองขาหลัง ทว่าขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าคฤหาสน์ทั้งหลัง ความสูงของมันทะลุห้าจั้ง ร่างกายไม่ได้ประกอบขึ้นจากเืเนื้อและหนังตามปกติ แต่มันถูกสร้างขึ้นจากหมอกทรายสีเืที่อัดแน่นจนเป็ของแข็ง ผสานเข้ากับโครงกระดูกของอสูรโบราณที่แหลมคมดุจหอก ทรวงอกของมันมีแก่นอสูรสีแดงก่ำขนาดเท่าหัวมนุษย์เต้นตุบๆ ส่งพลังงานหล่อเลี้ยงหมอกโลหิตทั่วร่าง ดวงตาสีแดงเพลิงคู่ั์ที่จ้องมองลงมายังร่างของเด็กหนุ่มนั้น เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ความหยิ่งยโส และความกระหายเืที่ไม่มีวันดับสูญ
พลังกดดันของสัตว์อสูรระดับสี่นั้นเทียบเท่ากับผู้ฝึกยตนในขอบเขตแก่นแท้ขั้นต้น ซึ่งอยู่เหนือกว่าขอบเขตสร้างฐานขั้นต้นของหลินเฟยถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่เต็มๆ ความแตกต่างระหว่างสองขอบเขตนี้เปรียบเสมือนหุบเหวที่ไม่อาจก้าวข้าม เพียงแค่ลมหายใจที่พ่นออกมาจากจมูกของอสูรพายุโลหิต ก็สร้างแรงลมที่สามารถพัดพาร่างของมนุษย์ให้กระเด็นไปไกลนับสิบวาได้แล้ว ทว่าหลินเฟยผู้ซึ่งยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าของสัตว์ประหลาดขนาดั์นี้ กลับไม่มีทีท่าว่าจะหวังหลบหนีหรือยอมจำนน แววตาของเขาสงบนิ่งและเยือกเย็นดุจผิวน้ำแข็งบนทะเลสาบพันปี เขาสูดลมหายใจเข้าลึกยาว โคจรพลังปราณสีทองแดงในจุดตันเถียนให้ไหลเวียนไปทั่วทุกเส้นชีพจร รูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้าง ปลดปล่อยรังสีอำมหิตสีเืออกมาปะทะกับแรงกดดันของอสูรั์อย่างไม่หวั่นเกรง ดาบปราณสีเืในมือขวาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า ส่งเสียงครางหึ่งๆ ราวกับเครื่องจักรสังหารที่กำลังรอคอยคำสั่งให้บดขยี้ศัตรู
เ้าเป็เพียงสัตว์เดรัจฉานที่ถูกจองจำให้เฝ้าสมบัติมานานนับพันปี หลินเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและเยือกเย็น วันนี้ข้าจะปลดปล่อยเ้าจากความทรมานนั้น และทวงคืนสิ่งที่สมควรจะเป็ของข้ามาั้แ่ต้น
ราวกับเข้าใจในคำท้าทาย อสูรพายุโลหิตแผดเสียงคำรามลั่นจน์ะเื เสียงคำรามของมันสร้างคลื่นกระแทกที่รุนแรงจนทำให้เศษหินรอบวิหารแตกกระจายเป็ผุยผง คลื่นเสียงพุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างของหลินเฟยราวกับกำแพงที่มองไม่เห็น หลินเฟยไม่รอช้า เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษ ดีดตัวหลบฉากออกไปด้านข้างด้วยความเร็วสูงสุด คลื่นกระแทกพุ่งทะลุผ่านจุดที่เขาเคยยืนอยู่ กระแทกเข้ากับเสาหินขนาดั์ด้านหลังจนเสาหินนั้นหักโค่นลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทว่ายังไม่ทันที่ฝุ่นควันจะจางหาย อสูรพายุโลหิตก็พุ่งตัวตามมาด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดลำตัวอันใหญ่โตมโหฬาร กรงเล็บกระดูกที่แหลมคมยาวกว่าหนึ่งวาตวัดกวาดลงมาจากเบื้องบน หมายจะสับร่างของเด็กหนุ่มให้แหลกเป็ชิ้นเนื้อ
หลินเฟยเงยหน้ามองกรงเล็บมรณะที่กำลังแหวกอากาศลงมา เขาไม่ได้ใช้ดาบปราณเข้าปะทะโดยตรง เพราะรู้ดีว่าพละกำลังของขอบเขตสร้างฐานไม่อาจต้านทานแรงมหาศาลของสัตว์อสูรระดับสี่ได้ เขาหมุนตัวบิดเกลียวกลางอากาศ อาศัยความพลิ้วไหวของวิชาตัวเบาหลบเลี่ยงกรงเล็บไปได้อย่างฉิวเฉียด กรงเล็บกระดูกกระแทกพื้นศิลาจนเกิดรอยแตกลึกและยาวกว่าสิบวา แรงสั่นะเืทำให้หลินเฟยเสียจังหวะเล็กน้อย แต่เขาก็อาศัยแรงเหวี่ยงนั้นสปริงตัวะโไต่ขึ้นไปตามท่อนแขนขนาดั์ของสัตว์อสูร มุ่งหน้าสู่บริเวณคอหอยของมัน ดาบปราณสีเืในมือตวัดฟันอย่างรวดเร็วดุจประกายไฟ ตัดผ่านหมอกทรายสีเืและกระแทกเข้ากับกระดูกคอของอสูรพายุ
เคร้งงงงงงงง
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานบาดหู ดาบปราณสีเืที่เคยตัดเหล็กกล้าขาดดุจตัดเต้าหู้ กลับทำได้เพียงทิ้งรอยขีดข่วนบางๆ ไว้บนกระดูกสีขาวขุ่นของสัตว์อสูรระดับสี่เท่านั้น ความแข็งแกร่งของกระดูกอสูรตัวนี้เหนือล้ำกว่าเกล็ดของอสรพิษเหล็กหลายสิบเท่า หลินเฟยขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ ทว่าเขายังไม่มีเวลาได้คิดหาทางออก อสูรพายุโลหิตก็สะบัดคออย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างของเด็กหนุ่มลอยกระเด็นออกไปกลางอากาศ มันอ้าปากกว้าง รวบรวมพลังงานลมปราณและหมอกทรายสีเื ควบแน่นเป็ลูกบอลพลังงานทำลายล้างขนาดั์ และพ่นเข้าใส่ร่างของหลินเฟยที่กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
หลินเฟยเบิกตากว้าง เขารู้สึกถึงภัยคุกคามแห่งความตายที่พุ่งตรงเข้ามา เขาเร่งโคจรพลังปราณสีทองแดงทั้งหมดในร่าง สร้างเป็โล่ปราณสีเืหนาทึบขึ้นมาเบื้องหน้าสามชั้นซ้อน ลูกบอลพลังงานหมอกทรายพุ่งกระแทกเข้ากับโล่ปราณอย่างจัง
ตูมมมมมมมมมม
การปะทะครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าฟ้าผ่า โล่ปราณชั้นแรกแตกสลายไปในพริบตา โล่ชั้นที่สองร้าวละเอียดและพังทลายลง โล่ชั้นสุดท้ายต้านทานแรงกระแทกได้เพียงเสี้ยววินาทีก็แตกกระจาย คลื่นพลังงานที่หลงเหลือพุ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของหลินเฟยอย่างจัง ร่างของเขาปลิวลอยละลิ่วกระเด็นไปไกลกว่าร้อยวา ทะลุผ่านซุ้มประตูวิหารและกระแทกเข้ากับกำแพงศิลาด้านในจนกำแพงยุบตัวเป็หลุมลึก หลินเฟยกระอักเืคำโตออกมา ร่างกายปวดร้าวราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก เสื้อคลุมสีดำขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยแผลไหม้และรอยช้ำขนาดใหญ่ที่หน้าอก แม้ว่าร่างกายที่ถูกชำระล้างด้วยศาสตราไร้ลักษณ์จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่การรับการโจมตีจากสัตว์อสูรระดับสี่โดยตรงก็ยังสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วง
หลินเฟยกัดฟันแน่น เขาฝืนพยุงร่างที่สั่นเทาให้ลุกขึ้นยืน อาการาเ็ภายในทำให้ลมปราณในตันเถียนปั่นป่วน แต่เขาไม่ยอมให้ความอ่อนแอครอบงำจิตใจ อสูรพายุโลหิตคำรามอย่างผู้มีชัย มันก้าวเดินตามเข้ามาในวิหารอย่างช้าๆ ร่างขนาดั์ของมันบดบังแสงสว่างจากภายนอกจนหมดสิ้น ทิ้งให้วิหารตกอยู่ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากดวงตาสีแดงของมันเท่านั้นที่ส่องสว่าง มันเตรียมพร้อมที่จะลงมือสังหารเหยื่อที่บังอาจท้าทายอำนาจของมันให้สิ้นซาก
ในห้วงเวลาแห่งความเป็ความตาย เสียงกระซิบโบราณของศาสตราไร้ลักษณ์ก็ดังก้องขึ้นในจิติญญาของหลินเฟยอีกครั้ง เ้าเด็กโง่เขลา เ้าคิดจะใช้เพียงกำลังหยาบๆ และปราณดาบพื้นฐานเพื่อทะลวงการป้องกันของสัตว์อสูรระดับสี่งั้นรึ กระดูกของมันถูกหล่อหลอมด้วยเจตจำนงแห่งพายุมานานนับพันปี ดาบปราณของเ้าในตอนนี้ใหญ่โตแต่ไร้ความคมกริบที่แท้จริง หากเ้า้าสังหารมัน เ้าต้องเข้าใจแก่นแท้ของวิถีไร้ลักษณ์เสียก่อน การไร้รูปลักษณ์ไม่ได้หมายความว่าไม่มีตัวตน แต่มันหมายถึงการรวมศูนย์พลังงานทั้งหมดให้เล็กลงจนถึงขีดสุด บีบอัดมันจนกระทั่งสามารถทะลวงผ่านสรรพสิ่งในจักรวาล จงละทิ้งรูปลักษณ์ของดาบั์เสีย และเปลี่ยนมันให้กลายเป็เส้นด้าย
เส้นด้ายงั้นรึ หลินเฟยทวนคำในใจ เขามองดาบปราณสีเืในมือที่กำลังกะพริบอย่างอ่อนแรง ดาบที่ใหญ่โตอาจมีพลังทำลายล้างวงกว้าง แต่มันขาดอำนาจในการเจาะทะลวงจุดเดียว หลินเฟยหลับตาลง ท่ามกลางความเ็ปและแรงกดดันที่มหาศาล เขาเพิกเฉยต่อเสียงฝีเท้าของอสูรพายุที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ เขาจมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าภายในจิตใจ โคจรพลังปราณสีทองแดงในตันเถียนที่เหลือน้อยนิดให้หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เขาบังคับให้ดาบปราณในมือหดตัวเล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ
การบีบอัดพลังปราณในสถานการณ์เป็ตายเช่นนี้เป็เื่ที่อันตรายอย่างยิ่ง พลังงานสีเืต่อต้านการถูกบีบอัด มันพยายามจะะเิออก แต่หลินเฟยใช้เจตจำนงที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าบังคับมันไว้ เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การสร้างจุดเจาะทะลวงเพียงจุดเดียว ดาบปราณสีเืจากขนาดหนึ่งวา หดเหลือหนึ่งศอก หดเหลือหนึ่งคืบ และในที่สุด มันก็หดเล็กลงจนกลายเป็เพียงเส้นด้ายสีแดงเืที่บางเฉียบยิ่งกว่าเส้นผมมนุษย์ ทว่าความบางเฉียบนี้กลับแฝงไปด้วยรัศมีพลังที่เข้มข้นและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าดาบั์นับร้อยเท่า อากาศรอบๆ เส้นด้ายปราณนั้นถูกตัดขาดจนเกิดเสียงแหลมเล็กบาดหู มันคือ เส้นด้ายกระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นสุดยอดของการรวมศูนย์พลังแห่งการทำลายล้าง
เมื่อหลินเฟยลืมตาขึ้น อสูรพายุโลหิตก็มายืนอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว กรงเล็บกระดูกขนาดั์ง้างขึ้นสูงสุดและตวัดลงมาอย่างเต็มกำลัง หมายจะบดขยี้หลินเฟยให้กลายเป็เศษซาก ทว่าในพริบตานั้นเอง ร่างของหลินเฟยก็หายวับไปจากสายตาของสัตว์อสูร เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษขั้นสูงสุด ผสานกับเส้นด้ายกระบี่ไร้ลักษณ์ ร่างของเขาพุ่งสวนกรงเล็บมรณะขึ้นไปในมุมอับสายตา ความเร็วของเขาทะลวงผ่านขีดจำกัดของขอบเขตสร้างฐานไปไกลลิบ
เส้นด้ายกระบี่สีเืในมือขวาถูกตวัดออกไปอย่างแ่เบาและเงียบกริบ ไม่มีคลื่นพลังทำลายล้าง ไม่มีเสียงะเิดังกึกก้อง มีเพียงเส้นสีแดงที่พาดผ่านอากาศในชั่วพริบตา เส้นด้ายปราณตัดผ่านหมอกทรายสีเื ตัดผ่านเกราะลมปราณของสัตว์อสูร และตัดผ่านกระดูกคอที่แข็งแกร่งที่สุดของอสูรพายุโลหิตราวกับตัดผ่านเส้นด้ายที่ไร้น้ำหนัก หลินเฟยพุ่งทะลุผ่านร่างของสัตว์อสูรไปลงจอดอยู่เื้ัของมันอย่างนุ่มนวล เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พลังปราณในร่างเหือดแห้งจนหมดสิ้น เส้นด้ายกระบี่ในมือสลายตัวไปในอากาศ
เวลาในวิหารศิลาราวกับจะหยุดนิ่ง อสูรพายุโลหิตยังคงยืนค้างอยู่ในท่าตวัดกรงเล็บ ดวงตาสีแดงเพลิงของมันเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ ทันใดนั้น รอยเส้นสีแดงบางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่รอบลำคอของมัน หมอกทรายสีเืที่รวมตัวกันเป็ร่างเริ่มบิดเบี้ยวและแตกสลาย แก่นอสูรขนาดั์ที่ทรวงอกหยุดเต้นอย่างกะทันหัน
ก๊าซซซซซซซซซซซซซ
เสียงคำรามด้วยความเ็ปและสิ้นหวังดังขึ้นเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ศีรษะขนาดั์ของอสูรพายุโลหิตจะเลื่อนหลุดออกจากบ่าและร่วงหล่นลงกระแทกพื้นหินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างกายที่ประกอบขึ้นจากหมอกทรายและกระดูกะเิออก กลายเป็พายุทรายสีแดงที่กระจายไปทั่ววิหาร คลื่นพลังงานที่สูญเสียการควบคุมพัดทำลายซากปรักหักพังภายในวิหารจนราบเป็หน้ากลอง หลินเฟยต้องใช้พละกำลังเฮือกสุดท้ายยึดเกาะกับเศษหินบนพื้นเพื่อไม่ให้ปลิวไปตามแรงลม
เมื่อพายุทรายภายในวิหารสงบลง ร่างของอสูรระดับสี่ผู้ยิ่งใหญ่ก็สูญสลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแก่นอสูรสีแดงก่ำขนาดเท่าหัวมนุษย์ที่เปล่งประกายแสงเจิดจ้าตกอยู่บนพื้นหิน มันคือรางวัลแห่งความเป็ตายที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตการฝึกตนของหลินเฟย แต่ความสนใจของเขาในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่แก่นอสูร เขายันตัวลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก สายตาจับจ้องไปยังใจกลางของวิหารที่ฝุ่นควันเพิ่งจะจางหายไป บนแท่นบูชาศิลาที่ร้าวะเิ เงาดาบขนาดั์ได้อันตรธานหายไปแล้ว เหลือเพียงเศษเหล็กสีดำสนิทชิ้นหนึ่งที่ลอยเคว้งอยู่เหนือแท่นบูชา เศษเหล็กชิ้นนี้มีรูปร่างคล้ายกับส่วนคมของใบดาบ มันไม่มีสนิมเกาะกินเหมือนชิ้นแรก แต่มันเปล่งประกายสีเืและสีดำที่สลับกันไปมา แผ่กลิ่นอายแห่งความตายและการทำลายล้างที่รุนแรงจนทำให้มิติรอบๆ สั่นะเื
มันคือชิ้นส่วนที่สองของศาสตราไร้ลักษณ์ ชิ้นส่วนแห่งคมดาบที่แท้จริง ทันทีที่หลินเฟยก้าวเดินเข้าไปใกล้ เศษเหล็กในสาบเสื้อของเขาก็พุ่งทะลุออกมา มันลอยเข้าไปหาชิ้นส่วนที่สองราวกับแม่เหล็กดึงดูดกัน ชิ้นส่วนทั้งสองลอยวนเวียนเข้าหากันและประกบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็ประกายแสงสีเืที่สว่างจ้าจนบดบังทุกสิ่ง แสงนั้นพุ่งตรงเข้าหาหลินเฟยและกระแทกเข้าที่หน้าอกของเขาอย่างจัง
อ๊ากกกกกกกกกกก
หลินเฟยกรีดร้องลั่น ความเ็ปที่เหนือกว่าการชำระล้างไขกระดูกหลายสิบเท่าแล่นพล่านไปทั่วร่าง ชิ้นส่วนศาสตราที่หลอมรวมกันได้แทรกซึมทะลุิัและเข้าไปสถิตอยู่ภายในกระดูกสันหลังของเขาโดยตรง พลังงานแห่งการทำลายล้างระดับาะเิออกในร่างกายของเขา มันชำระล้างและขยายขนาดของเส้นชีพจรให้กว้างใหญ่ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เืทุกหยดในร่างกายถูกแผดเผาและสร้างขึ้นใหม่ให้เป็โลหิตที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งของศาสตรา จุดตันเถียนของเขาขยายขนาดขึ้นนับสิบเท่า แอ่งน้ำแห่งพลังปราณสีทองแดงหมุนวนและทะลักล้น พลังปราณที่เหือดแห้งไปถูกเติมเต็มจนเต็มเปี่ยมในเสี้ยววินาที
กระบวนการหลอมรวมดำเนินไปพร้อมกับการดูดซับพลังงานธรรมชาติรอบด้าน พายุโลหิตคลั่งที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกวิหารเริ่มสลายตัว พลังงานพายุทรายและพลังิญญาที่บ้าคลั่งถูกดึงดูดให้พุ่งเป็เกลียวคลื่นเข้าสู่ร่างของหลินเฟยอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดิน แผ่รัศมีพลังแสงสีเืที่สว่างไสวไปทั่วผืนทะเลทราย ระดับพลังการฝึกตนของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวะโ จากขอบเขตสร้างฐานขั้นต้น ทะลวงผ่านแนวกั้นอย่างง่ายดาย ก้าวเข้าสู่สร้างฐานขั้นกลาง และยังคงพุ่งทะยานต่อไปจนหยุดอยู่ที่ขอบเขตสร้างฐานขั้นสูงสุด!
ปังงงงงงงงงงงง
คลื่นพลังงานขั้นสุดท้ายะเิออกจากร่างของเด็กหนุ่ม กวาดล้างซากวิหารรอบด้านให้แหลกเป็ผุยผง หลินเฟยค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล ร่างกายของเขาบัดนี้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นไปด้วยพละกำลังที่เหนืุ์ ิัเปล่งประกายสีทองแดงที่ทนทานยิ่งกว่าเหล็กกล้า าแที่เคยได้รับจากการต่อสู้สมานตัวและหายสนิทจนไร้รอยแผลเป็ ั์ตาของเขาทอประกายสีเืที่ลึกล้ำและทรงอำนาจ เพียงแค่การเหลือบมองก็สามารถทำให้ผู้ฝึกยตนระดับต่ำหัวใจหยุดเต้นได้ เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองและพลังที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าที่ใครจะจินตนาการถึง
หลินเฟยกำหมัดแน่น ััได้ถึงพลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูขุมขน ชิ้นส่วนที่สองของศาสตราไร้ลักษณ์ได้มอบคมดาบแห่งการทำลายล้างให้แก่เขาแล้ว เขาเดินไปหยิบแก่นอสูรของอสูรพายุโลหิตขึ้นมาเก็บไว้ในถุงมิติอย่างใจเย็น พายุภายนอกได้สงบลงแล้ว เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามที่สดใส ทะเลทรายโลหิตที่เคยบ้าคลั่งบัดนี้กลับมาเงียบสงบอีกครั้งราวกับกำลังก้มหัวศิโรราบให้แก่นายเหนือหัวคนใหม่
หลินเฟยหันหลังให้ซากวิหารโบราณ เขาก้าวเดินฝ่าผืนทรายมุ่งหน้ากลับสู่เส้นทางของยุทธภพ ชิ้นส่วนที่สองถูกค้นพบแล้ว แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุด เขาจะต้องตามหาชิ้นส่วนที่เหลือ และตามล่าผู้ที่ทำลายครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก การกลับมาของเขาในครั้งนี้ จะไม่ใช่เพียงในฐานะเด็กหนุ่มผู้มีความแค้น แต่ในฐานะของมัจจุราชไร้ลักษณ์ที่จะสั่นะเืไปทั่วทั้งเก้า์และสิบดินแดน พายุโลหิตของแท้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!