บทที่ 30 หากขุนพลแห่งเมืองัยังอยู่!
วาจาของฟางเฉินประดุจสายฟ้าฟาดกลางวงสนทนา ทำเอาสีหน้าของบัณฑิตแคว้นกู่เหอแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ความขุ่นเคืองฉายชัดบนใบหน้าของทุกคนโดยเฉพาะหลงฮุ่ยซินใบหน้าของนางเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงด้วยความโกรธจัด
อันที่จริงเหล่าบัณฑิตแห่งต้าเซี่ยนั้นหาได้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ในแคว้นกู่เหอไม่ สิ่งที่พวกเขารู้เป็เพียงเศษเสี้ยวความจริงที่ถูกปรุงแต่งมาแล้ว
พวกเขาหารู้ไม่ว่า ในแคว้นกู่เหอนั้น มิใช่ทุกคนที่จะมีสิทธิ์ร่ำเรียนเขียนอ่าน และมิใช่ทุกคนที่จะมีสิทธิ์จับดาบถือทวนเข้าสู่กองทัพ
ราษฎรตาดำ ๆ ชั่วชีวิตเป็ได้เพียงแรงงานเหมืองแร่ที่ต่ำต้อยลูกหลานของพวกเขา ก็ต้องสืบทอดชะตากรรมอันน่าเวทนาต่อจากบรรพบุรุษ
มีเพียงบุตรหลานของตระกูลใหญ่เท่านั้น ที่ถือกำเนิดมาบนกองเงินกองทอง มีสิทธิ์ที่จะไต่เต้าขึ้นสู่ที่สูง ชนชั้นวรรณะถูกแบ่งแยกไว้อย่างชัดเจนราวกับเส้นขนานที่ไม่มีวัน!
ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียรและวรยุทธ์ในแคว้นกู่เหอ ยังถูกผูกขาดไว้อย่างแ่าในมือของตระกูลใหญ่ ต่อให้สามัญชนมีพร์ล้ำเลิศเพียงใด ก็อาจไม่มีวาสนาได้ััแม้แต่ชายขอบของวิถีบู๊!
ชนชั้นปกครองของพวกเขาปิดตายหนทางก้าวหน้าของราษฎรไว้อย่างมิดชิด
เช่นนั้นแล้ว เ้ามีคุณสมบัติอันใดมาพ่นวาจาเลอะเทอะในที่แห่งนี้? หากต้าเซี่ยของข้าทอดทิ้งราษฎร ทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อส่งบรรณาการให้จักรวรรดิระดับสูง เ้าคิดว่าแคว้นชิงซงจะยังกล้ามารังแกพวกข้าได้อีกหรือ?" ฟางเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มเ็า
หลงฮุ่ยซินโกรธจนตัวสั่น สุดท้ายก็นางตะคอกกลับ "ฟางเฉิน! เ้าอย่าได้พูดจาพล่อย ๆ ราษฎรชาวกู่เหอของข้าอดมื้อกินมื้อั้แ่เมื่อไหร่?"
"ความจริงก็คือความจริง จงใช้ดวงตาของเ้าเพ่งมองดูเถิด ขนาดข้าที่เป็คนตาบอดมาก่อนยังมองเห็นได้แจ่มแจ้ง เ้าที่เป็ถึงทายาทตระกูลหลง กลับไม่เคยได้ยินเื่พวกนี้เลยรึ?"
ฟางเฉินแค่นเสียงเย้ยหยัน "ต้าเซี่ยทำากับชิงซง ก็เพื่อให้ราษฎรมีข้าวกินอิ่มท้อง มีถ่านไฟให้ความอบอุ่นในยามเหมันต์"
"ข้าเห็นด้วยกับแม่นางอวี้ ผู้ที่แม้แต่สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่เข้าใจ ความเป็อยู่ของราษฎรยังไม่รับรู้ จะมีหน้ามาพร่ำบ่นบทกวีสยบศัสตราในที่นี้ได้อย่างไร?"
ดวงตาของแม่นางอวี้เป็ประกายวาววับ นางลอบมองฟางเฉินด้วยความปลื้มปริ่มในใจ นางรู้ดีว่าท่านชายผู้นี้ไม่ชอบทำตัวเด่นดัง แต่วันนี้ที่เขายอมออกหน้าตอกหน้าหลงฮุ่ยซิน ก็เพราะนางถูกดูแคลนว่าเป็หญิงงามเมืองนั่นเอง!
ธิดาเทพเซียวด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคมของอิสตรี นางเริ่มััได้ถึงความนัยบางอย่าง จึงมองสลับไปมาระหว่างฟางเฉินและแม่นางอวี้ด้วยความสงสัย
แม่นางอวี้คล้ายจะรู้ตัว สายตาของนางพลันตวัดมาจับจ้องที่ธิดาเทพเซียว พร้อมกับแววตาครุ่นคิด ท่านชายไม่เคยมีสาวใช้ข้างกาย เหตุใดวันนี้จึงพาสาวใช้ติดตามมาด้วย?
เื่นี้มีพิรุธ!
แม่นางอวี้เริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามบางอย่าง แววตาที่มองไปยังธิดาเทพเซียวจึงเริ่มแฝงไว้ด้วยความเ็า
"ท่านเทพาฟาง นี่คืองานชุมนุมบทกวี การที่แม่นางหลงและแม่นางอวี้จะมีปากเสียงกันบ้างเพราะทัศนะทางอักษรศิลป์ไม่ตรงกัน ย่อมเป็เื่ปกติ"
"ท่านเองก็หาได้เชี่ยวชาญในเชิงกวีไม่ อย่าได้เอาตัวเข้ามาพัวพันให้วุ่นวายเลยจะดีกว่ากระมัง?" เย่ชิงเหอรีบเอ่ยขัดตาทัพ
สีหน้าของหลงฮุ่ยซินและพรรคพวกย่ำแย่เต็มที คล้ายอยากจะลุกหนีจากงานไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็ถูกบัณฑิตจากหลงตู้และอี๋โจวช่วยกันเกลี้ยกล่อมไว้
เถาอวี่ในฐานะเ้าของบทกวีที่ถูกตราหน้าว่า "ไร้สาระสิ้นดี" จนเป็ชนวนเหตุของการวิวาท พยายามข่มกลั้นความโกรธ แล้วเบนเป้าไปลงที่ฟางเฉินแทน
"ท่านเทพา ท่านมานั่งซึมซับบรรยากาศอยู่นาน ในเมื่อท่านดูแคลนหัวข้อสยบศัสตรา ไม่ทราบว่าในใจท่านมีบทกวีใดที่พอจะแสดงให้พวกเราได้ประจักษ์ถึง 'เจตจำนง' ของท่านบ้างหรือไม่?"
"จะให้ข้าแต่งกลอนรึ? นั่นมันเื่ยากเข็ญแสนเข็ญ... แต่ทว่า ข้าเคยผ่านตาบทกวีในตำราโบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งข้ารู้สึกว่ามันช่างตรงกับใจข้ายิ่งนัก"
"ข้าจะลองร่ายให้ฟัง พวกท่านลองพิจารณาดูเป็อย่างไร?" ฟางเฉินยิ้มตอบ
"เช่นนั้นก็เชิญร่ายออกมาเถิด" องค์รัชทายาทตรัสเสียงเรียบ
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ฟางเฉินเป็ตาเดียว แม่นางอวี้และธิดาเทพเซียวต่างก็ฉายแววสงสัยใคร่รู้ ตามที่พวกนางรู้มา ฟางเฉินไม่น่าจะมีความรู้เื่กาพย์กลอน ยิ่งเื่การค้นคว้าตำราโบราณยิ่งเป็ไปได้ยาก
ฟางเฉินหลับตาลง ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่กังวาน
"จันทร์กระจ่างยุคฉิน ส่องด่านยุคฮั่น
หมื่นลี้ฝ่าฟัน คนไกลยังมิหวนคืน
แต่หากขุนพลแห่งเมืองัยังหยัดยืน
ม้าศึกอนารยชน จักมิอาจข้ามเขาอินซาน!"
ถ้อยคำอันแ่เบา ทว่าแฝงด้วยพลังปราณที่สั่นะเื เล็ดลอดเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน
เมื่อได้สดับรับฟัง ผู้คนในงานต่างพากันนิ่งงัน ขบคิดความหมาย แล้วสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตะลึง มองฟางเฉินด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
"ฉินคือดินแดนใด? ฮั่นคือสถานที่ไหน?"
"ม้าศึกอนารยชน... หมายถึงสิ่งใด?"
"ขุนพลแห่งเมืองั... เขาหมายถึงตัวเองงั้นหรือ?"
"ช่างเป็บทกวีที่ยอดเย่มยิ่งนัก" แม่นางอวี้หลุดปากชมออกมาอย่างลืมตัว
"ขายหน้าพวกท่านแล้ว บทกวีนี้มิใช่ข้าเป็ผู้แต่ง และเนื้อหาก็มิได้กล่าวถึงต้าเซี่ย ขอทุกท่านอย่าได้คาดเดาไปเองเลย" ฟางเฉินยิ้มพลางลุกขึ้นยืน แล้วเดินดุ่ม ๆ ออกไปจากงาน ทว่าในห้วงความคิด ความทรงจำจากอีกภพชาติที่เขาเก็บซ่อนไว้กว่ายี่สิบปี กำลังปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
ธิดาเทพเซียวรีบเร่งฝีเท้าตามไป สีหน้าของนางเคร่งเครียด นางปักใจเชื่อว่า "ม้าศึกอนารยชน" ในบทกลอนนั้น ฟางเฉินต้องหมายถึงแคว้นชิงซงของนางเป็แน่!
"ทูลองค์รัชทายาท ผู้น้อยรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอกราบทูลลาเพคะ" แม่นางอวี้ก็ลุกขึ้นขอตัวเช่นกันรัชทายาททรงพยักหน้าเล็กน้อย ตั้งพระทัยจะส่งคนไปส่งนาง แต่แม่นางอวี้ก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลฟางเฉินจากไปแล้ว แม่นางอวี้ก็ตามไป ทว่าสิ่งที่ทั้งสองทิ้งไว้ในงานประชันกลอนสยบศัสตราในวันนี้ กลับหนักอึ้งในความรู้สึกของผู้คนความเงียบเข้าครอบงำ บางคนยังคงพึมพำบทกลอนของฟางเฉินซ้ำไปซ้ำมา
ใบหน้าของเถาอวี่เขียวคล้ำ บทกวีของเขาถูกด่าว่าไร้สาระ แต่บทกวีของฟางเฉินกลับได้รับคำชมจากแม่นางอวี้ วันนี้เขาช่างขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
"อะแฮ่ม... ฟางเฉินก็บอกแล้วว่าบทกวีนี้เขาไม่ได้แต่ง"
เย่ชิงเหอกระแอมไอ "ทุกท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย"
ทุกคนปรายตามองเขาแล้วเงียบกริบ มิใช่ฟางเฉินแต่งรึ? แล้วเหตุใดพวกเขาถึงไม่เคยได้ยินบทกวีอันลือลั่นเช่นนี้มาก่อนเลยเล่า?
"เอาเถิด วันนี้หัวข้อคือสยบศัสตรา พวกเรามาดำเนินการต่อกันเถอะ" องค์รัชทายาทตรัสตัดบท
แม้ทุกคนจะพยักหน้ารับ แต่เมื่อรัชทายาททอดพระเนตรเห็นสีหน้าของพวกเขา พระองค์ก็ทรงทราบดีว่างานในวันนี้... ล่มไม่เป็ท่าเสียแล้ว พระองค์มองไปยังทิศทางที่ฟางเฉินจากไป ั์ตาฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง
"หากขุนพลแห่งเมืองัยังหยัดยืนงั้นรึ? ...หึ หากขุนพลผู้นั้นดับสูญไปเสียได้ นั่นต่างหากถึงจะเป็เื่มงคล" รัชทายาทรำพึงในใจด้วยจิตสังหาร ออกจากริมแม่น้ำต้าเซี่ย ฟางเฉินมุ่งหน้าไปยังโรงน้ำชาเ้าประจำ ธิดาเทพเซียวอดรนทนไม่ไหวจึงกระซิบถาม
"บทกวีเมื่อครู่ เ้าตั้งใจด่าทอแคว้นชิงซงใช่หรือไม่?"
"ไม่ใช่" ฟางเฉินส่ายหน้า "แคว้นชิงซงของพวกเ้า... ยังไม่คู่ควรกับบทกวีนี้"
ใบหน้าของธิดาเทพเซียวพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ นางกัดฟันถาม "วันนี้เ้าไปป่วนงานกวีเพื่อประสงค์สิ่งใด? แล้วเื่นักพรตเมื่อคืน เ้าส่งคนไปสืบหาที่มาแล้วหรือยัง?"
"จะรีบร้อนไปไย ไปนั่งจิบชาคุยกันที่ร้านเถิด" ฟางเฉินยิ้มใจเย็น
ทั้งสองมาถึงโรงน้ำชา ผู้คนในร้านดูจะคุ้นเคยกับการมาเยือนของฟางเฉินดี แต่่นี้เมื่อรู้ข่าวว่าเขาฟื้นฟูวรยุทธ์ ท่าทีของทุกคนก็เปลี่ยนไปบ้างด้วยความยำเกรง
"ท่านเทพาฟาง ชาของท่านขอรับ"
เสี่ยวเอ้อรีบนำชาโปรดมาเสิร์ฟ พร้อมลอบมองธิดาเทพเซียวแวบหนึ่ง ก่อนจะถอยฉากออกไปอย่างรู้งาน ฟางเฉินยกถ้วยชาขึ้น ใต้ถ้วยนั้นมีกระดาษแผ่นเล็กซ่อนอยู่
ธิดาเทพเซียวตาไวมองเห็นข้อความบนกระดาษนั้นทันที
หกปีก่อน นักพรตผู้นั้นเคยปรากฏตัวในงานเลี้ยงขององค์รัชทายาท โดยติดตามมาในขบวนของท่านอ๋องห้า
ฟางเฉินชะงักไปเล็กน้อย ท่านอ๋องห้า? ความทรงจำของเขาค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น ท่านอ๋องผู้รักสันโดษ เก็บตัวเงียบเชียบเป็เ้านายใหญ่แห่งศาลฎีกาหลวงต้าหัว ผู้ที่ดูเหมือนจะวางมือทางโลกไปแล้ว จะไปเกี่ยวข้องกับลัทธิโลหิติญญาได้อย่างไร?
"ดูท่าท่านอ๋องห้าของพวกเ้าจะมีปัญหาเสียแล้ว ในเมื่อมีคนระดับนี้อยู่ใต้บัญชา เหตุไฉนจึงยังยอมก้มหัวทำงานจิปาถะให้ฮ่องเต้ต้าเซี่ยอยู่อีก" ธิดาเทพเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและแฝงเลศนัย