วันรุ่งขึ้น
ภายใต้การจัดการของหยางเจา โลติดจำต้องไปพบจูฮงอีกครั้งด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง เขาไม่อยากให้ความได้เปรียบที่พวกเขามีอยู่นอกเมืองกว่างจงต้องสูญสิ้นไป
ทว่าโลติดเพียงแค่ไปปรากฏตัวเท่านั้น ผู้ที่สนทนากับจูฮงจริง ๆ ยังคงเป็หยางเจา
"ท่านหลูจงหลางมีเื่บางประการลำบากใจที่จะเอ่ยปาก จึงให้ข้ามาช่วยแจ้งแทนขอรับ"
หยางเจาดึงตัวจูฮงไปด้านหนึ่ง
จูฮงรีบสะบัดมือหยางเจาออก พร้อมเอ่ยอย่างถือตัวว่า "อย่ามาแตะต้องตัวข้า มีอะไรก็รีบเอ่ยมา"
จั่วจวินซือหม่าผู้นี้ เขาไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นส่งสายตารังเกียจอย่างยิ่ง พร้อมน้ำเสียงที่เ็าเหลือแสน
หยางเจาพูดเสียงเบาว่า "ความจริงแล้วท่านหลูจงหลางเข้าใจความหมายของท่านหวงเหมินดี แต่เมื่อวานคนเยอะ อีกทั้งภาพลักษณ์ภายนอกของท่านหลูจงหลางค่อนข้างซื่อสัตย์สุจริต บางเื่จึงลำบากใจที่จะยอมรับ จึงให้ข้ามาแจ้งแทน ขอท่านหวงเหมินโปรดให้อภัยด้วยขอรับ"
"โอ้!"
จูฮงมองไปทางโลติดแวบหนึ่ง เอ่ยถามด้วยความสนใจขึ้นมาว่า "คำพูดนี้ของเ้า หมายความว่าอย่างไร?"
หยางเจากล่าวว่า "ก็คือผลประโยชน์ที่จะมอบให้ท่านหวงเหมิน ย่อมไม่น้อยหน้าแน่นอนขอรับ"
เมื่อได้รับคำตอบที่แน่นอน จูฮงก็ยิ้มแย้มออกมาทันที "ในเมื่อไม่น้อยหน้า เช่นนั้นเดี๋ยวส่งไปที่กระโจมของข้าแล้วกัน"
"ท่านหวงเหมินโปรดทราบ พวกเรากำลังทำศึก เงินทองในกองทัพล้วนเป็เบี้ยหวัดทหาร"
หยางเจาหลอกลวงต่อว่า "หากท่านหลูจงหลางมอบเบี้ยหวัดทหารให้แก่ท่านหวงเหมินจนเป็เหตุให้สนามรบพ่ายแพ้ หากฝ่าาทรงสืบความเอาผิด ท่านหวงเหมินเองก็ยากจะพ้นผิดได้นะขอรับ"
จูฮงพิจารณาถึงจุดนี้ก็พยักหน้ารับด้วยความเห็นพ้อง "ในเมื่อเบี้ยหวัดทหารไม่อาจมอบให้ข้าได้ แล้วผลประโยชน์ที่เ้าว่าคืออะไรเล่า?"
หยางเจาเอ่ยต่อ "ท่านหลูจงหลางออกมาทำศึก สิ่งของที่พกติดตัวมามีจำกัด ผลประโยชน์ย่อมต้องรอให้กลับถึงลั่วหยางก่อนจึงจะมอบให้ท่านหวงเหมินได้ ท่านหลูจงหลางเกรงว่าท่านหวงเหมินจะไม่เชื่อ สัญญากู้ยืมเงินจึงเขียนไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ"
เขากล่าวพลางนำผ้าไหมผืนหนึ่งออกมา บนผ้าไหมเขียนไว้ว่าโลติดขอยืมเงินจากจูฮง แม้แต่ตรงที่ลงนามก็เขียนชื่อไว้เรียบร้อย พร้อมเสริมว่า "ส่วนเื่กู้ยืมเงินจำนวนเท่าใด ตรงนี้ท่านหลูจงหลางเว้นว่างไว้ให้ ท่านหวงเหมินมีเวลาค่อยเขียนเติมเอาเอง เมื่อกลับถึงลั่วหยางแล้ว ค่อยนำสัญญากู้ยืมเงินไปรับเงินได้เลยขอรับ"
จูฮงพลันยิ้มแย้มด้วยความพึงพอใจ "ไม่เลว ไม่เลว..."
เขาหันไปมองโลติดด้วยความพึงพอใจ แล้วประสานมือกล่าวว่า "เมื่อวานเป็ข้าที่เข้าใจท่านหลูจงหลางผิดไป ล่วงเกินแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเดินทางกลับลั่วหยาง ความดีความชอบของท่านหลูจงหลาง ข้าจะกราบทูลตามความเป็จริง ทั้งจะยังช่วยพูดให้อีกสองสามคำ ขอท่านหลูจงหลางโปรดวางใจ"
กล่าวจบ จูฮงก็เก็บสัญญากู้ยืมเงิน ก่อนจะเดินออกจากกระโจมไปอย่างพึงพอใจ
"ไอ้ขันทีชั่ว!"
โลติดเห็นกิริยาของจูฮงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะด่าทอออกมา แต่เพื่อเห็นแก่ภาพรวมในการปราบฏ เขาจึงจำต้องอดทนไปก่อน "กลับถึงลั่วหยาง ข้าต้องมอบทรัพย์สินเงินทองให้เขาจริง ๆ หรือ?"
หยางเจาเอ่ยว่า "ท่านหลูจงหลางเคยลงนามในสัญญากู้ยืมเงินผืนนั้นหรือไม่ขอรับ?"
โลติดชะงักไป
สัญญากู้ยืมเงินหยางเจาเป็คนตระเตรียม การลงนามข้างบนก็เป็หยางเจาปลอมขึ้นมา ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองสักเท่าใดนัก
"หากจูฮงมาหาเื่อีกจะทำอย่างไร?"
โลติดยังคงเอ่ยด้วยความกังวลใจ
หยางเจากล่าวอย่างสงบนิ่งว่า "ท่านหลูจงหลางโยนความผิดทั้งหมดมาที่ตัวข้าได้เลยขอรับ ข้าตัวคนเดียว ไร้บิดามารดา ไร้ญาติมิตร เขาจะทำอะไรข้าได้?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ในใจของโลติดก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก จึงเอ่ยขอบคุณว่า "หยางซือหม่า เ้าช่วยข้าครั้งใหญ่แล้ว นับว่ามีบุญคุณช่วยชีวิตข้าไว้อีกคราว!"
"ท่านหลูจงหลางยกทัพปราบเตียวก๊กเพื่อบ้านเมืองและราษฎร ไม่อาจยอมรับความอัปยศได้ ข้าเพียงช่วยเท่าที่กำลังอันน้อยนิดจะทำได้ขอรับ"
หยางเจากล่าวด้วยน้ำเสียงเที่ยงธรรม
"พูดได้ดี!"
ความซาบซึ้งใจของโลติดยิ่งเพิ่มพูนขึ้น รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของหยางเจาสูงส่งขึ้นมาก จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "เ้าวางใจเถิด ขอเพียงกลับถึงลั่วหยาง ข้ามีวิธีจัดการเื่ของจูฮงแน่นอน"
จากเมืองเยี่ยเฉิงถึงเมืองกว่างจง เขาดูออกว่าหยางเจามีทั้งความสามารถและความทะเยอทะยาน
น่าเสียดายที่หยางเจาไม่ใช่แม้แต่คนจากตระกูลบัณฑิตยากจน เป็เพียงคนตัวเปล่าเล่าเปลือย ต่อให้มีความดีความชอบสูงส่งเพียงใด ในอนาคตเส้นทางที่จะเดินไปได้ก็มีจำกัด
หากเขาได้รับเสนอชื่อเป็เสี้ยวเหลียน เพื่อเป็การตอบแทน เขาก็สามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่หยางเจาได้
...
เช้าวันรุ่งขึ้น จูฮงเดินทางกลับไปจริง ๆ
สำหรับการโจมตีครั้งสุดท้ายต่อกองฏโพกผ้าเหลือง โลติด โจโฉ และคนอื่น ๆ กำลังวางแผนดำเนินการอยู่
ภายในเมืองกว่างจง
เตียวก๊กนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนตั่ง ข้างกายมีเพียงจางไป๋ฉีคอยเฝ้าอยู่คนเดียว
"ข้าคงจะไม่ไหวแล้ว!"
วันนั้นเขาบันดาลโทสะจนกระอักเื สภาพร่างกายจึงยิ่งทรุดโทรมลงทุกวัน น้ำยันต์รักษาโรคก็เป็เพียงเื่หลอกลวงคน ภายในเมืองไม่มีหมอที่มีฝีมือการแพทย์สูงส่ง เมื่อล้มป่วยไม่ได้รับการรักษา ก็ทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า เสแสร้งแกล้งทำเป็เทพหลอกลวงคนมาตั้งนาน จะต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ บางทีนี่อาจเป็ผลกรรม
จางไป๋ฉีเอ่ยด้วยความกังวลใจว่า "ท่านต้าเสียนเหลียงซือโปรดพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ เมืองกว่างจงมีพวกเราอยู่ ย่อมไม่เกิดเื่แน่นอนขอรับ"
เตียวก๊กยิ้มขื่น พลางเอ่ยอย่างโรยแรง "ข้าในสภาพเช่นนี้ ต่อให้พักผ่อนอย่างไรก็ไม่อาจดีขึ้นได้ เวลาของข้าใกล้หมดแล้ว... หลังจากข้าตายไป กองทัพฏโพกผ้าเหลืองขอมอบให้เ้าแล้ว จงจำไว้ว่า ต้องรักษาเมืองกว่างจงไว้ให้ได้ ต้องรักษาไว้ให้ได้..."
ทว่าคำพูดของเขายังไม่ทันสิ้นสุด ลมหายใจก็ขาดห้วงไปเสียแล้ว
คำพูดหลังจากนั้นหยุดชะงักลงทันที
"ท่านต้าเสียนเหลียงซือ!"
จางไป๋ฉียื่นมือไปอังจมูก ก็พบว่าสิ้นลมหายใจไปแล้วจริง ๆ
เขานิ่งอึ้งอยู่กับที่ครู่ใหญ่ ก่อนจะรีบออกไปตามตัวกวนไฮ หลี่ต้ามู่ และแม่ทัพคนอื่น ๆ เข้ามา
ท่านต้าเสียนเหลียงซือ… สิ้นชีพแล้ว!
พวกเขาทั้งหมดต่างนิ่งอึ้งไปเช่นกัน
การใช้น้ำยันต์รักษาโรคไม่ได้ผลจริง ๆ ด้วย
ล้วนเป็เื่หลอกลวงทั้งเพ
"ท่านแม่ทัพจาง ก่อนท่านต้าเสียนเหลียงสือจะสิ้นใจ ได้เอ่ยสิ่งใดกับท่านไว้บ้าง?"
แม่ทัพเหลยกงเอ่ยถามขึ้นเป็คนแรก
จางไป๋ฉีกล่าวว่า "ท่านต้าเสียนเหลียงซือเอ่ยว่า มอบกองทัพฏโพกผ้าเหลืองให้ข้าดูแล ต้องรักษาเมืองกว่างจงไว้ให้ได้"
"อำนาจการทหารก็มอบให้เ้าด้วยหรือ?"
จางหนิวเจี่ยวสีหน้ามืดมนลง ยามนี้นายท่านใหญ่สิ้นชีพแล้ว สภาพจิตใจของลูกน้องย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ต้องสงสัย จางไป๋ฉีคนเดียวไม่อาจสยบพวกเขาได้ "ทหารใต้บังคับบัญชาของข้ามีเพียงข้าเท่านั้นที่เข้าใจดีที่สุด การจะมอบให้เ้าเป็ไปไม่ได้ เ้าไปพูดกับคนอื่นเถิด!"
กล่าวจบ เขาก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามอง ท่าทางชัดเจนยิ่งนัก
เหลยกงเอ่ยปฏิเสธว่า "พวกเราปรึกษากันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเถิด"
เขาเป็คนที่สองที่เดินออกไป
แม่ทัพคนอื่น ๆ ต่างมีความคิดเป็ของตนเอง ไม่มีใครยอมรับจางไป๋ฉี แม้จะไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แต่ก็พากันเดินออกจากห้องไปทีละคน
จางไป๋ฉีจนปัญญา ทำได้เพียงจัดการศพของเตียวก๊กให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยจัดระเบียบเื่อื่น
เื่การสิ้นชีพของเตียวก๊ก ใน่แรกมีเพียงเหล่าแม่ทัพและทหารคนสนิทเท่านั้นที่รับรู้
แต่ไม่อาจทราบได้ว่าผู้ใดนำเื่นี้ไปโพนทะนา คนในกองทัพที่รับรู้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็ข่าวลือหลากหลายรูปแบบ ตอนที่จางไป๋ฉีค้นพบ คิดจะควบคุมข่าวลือก็สายไปเสียแล้ว การสิ้นชีพของท่านต้าเสียนเหลียงซือทำให้ศูนย์รวมจิตใจของพวกเขาพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
"พวกเ้าได้ยินหรือยัง? ท่านต้าเสียนเหลียงซือสิ้นชีพแล้ว!"
"ท่านต้าเสียนเหลียงซือไม่ใช่เทพจุติหรอกหรือ? จะสิ้นชีพลงได้อย่างไร?"
"ลัทธิไท่ผิงก็แค่เื่หลอกลวงคน น้ำยันต์ช่วยชีวิตอะไรนั่นล้วนเป็เื่โกหกทั้งสิ้น หากท่านต้าเสียนเหลียงซือเก่งกาจถึงเพียงนั้น พวกเราจะถูกตีจนย่อยยับเช่นนี้หรือ?"
"กล่าวได้ถูกต้อง ตอนอยู่ที่นอกเมืองเยี่ยเฉิงก็ล้มตายไปตั้งมากมายเท่าใดแล้ว ไม่เห็นน้ำยันต์จะแสดงฤทธิ์อันใดเลย?"
"ข้าคือคนที่รอดชีวิตกลับมาจากเมืองเยี่ยเฉิง ข้าสามารถยืนยันได้ น้ำยันต์ไม่ได้ผลเลยสักนิด!"
"ท่านต้าเสียนเหลียงซือสิ้นชีพแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?"
...
ข่าวลือเื่การสิ้นชีพของเตียวก๊ก กอปรกับเื่ที่น้ำยันต์ไม่อาจช่วยชีวิตคนได้ แพร่สะพัดไปทั่วทั้งกองทัพ ส่งผลให้จิตใจของผู้คนตกอยู่ในความระส่ำระสาย
ความขัดแย้งภายในของพวกฏ ยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไร้ซึ่งการนำของเตียวก๊ก แม่ทัพแต่ละคนก็ต่างคนต่างทำ
จางไป๋ฉีคิดอยากจะกอบกู้สถานการณ์ แต่สุดท้ายก็ไร้ความสามารถที่จะทำได้