ฉันเดินย่ำทรายตามแนวชายหาดเพื่อรับลมทะเลที่พัดมากระทบผิวกายแม้ว่าบรรยากาศที่นี่จะดีสักแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถพัดพาความทุกข์ที่ก่อเกิดในใจของฉันให้หายไปกับฟองคลื่นได้ฉันคิดถึงตันหยง... คิดถึงคุณพ่อ
“เมื่อไหร่ลินจะได้กลับบ้านคะ”ฉันเอ่ยเสียงแ่เบาซึ่งนั่นอาจเป็การถามตัวเองหรือใครสักคนที่้าจะรับฟังฉันในเวลานี้ไม่ใช่ว่าพี่เป็กซ์ไม่ให้ความสนใจหรือดูแลฉันไม่ดีอะไรแบบนั้นหรอกนะ... ฉันแค่รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังเป็ภาระให้กับเขามากเกินไปเท่านั้นเองฉันไม่อยากให้เขารู้... ว่าฉันกำลังรู้สึกแย่ เพราะเขาจะเอาแต่คิดว่าตัวเองดูแลฉันได้ไม่ดีพอ
ครืน!
เสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมกับแสงสว่างแปลบปลาบทำให้ฉันต้องเอามือปิดหูแล้วหลับตาปี๋แทบจะในทันที
อะไรกัน...เมื่อกี๊อากาศยังดีๆอยู่เลยทำไมจู่ๆ เหมือนจะมีพายุได้ล่ะ
ฉันคิดในใจก่อนจะมองออกไปยังผืนฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มท้องทะเลที่เมื่อครู่ยังคงเงียบสงบจู่ๆ ก็เกิดบ้าคลั่งขึ้นมาอย่างน่าใจหาย
“น้องลินเข้าบ้านเถอะครับฝนจะตกแล้วนะ” พี่เป็กซ์โผล่หน้าออกมาเรียกฉันให้กลับเข้าไปในบ้านพัก และฉันก็ไม่รีรอรีบทำตามที่เขาบอกทันทีก็ฉันกลัวเสียงฟ้าร้องนี่นา ปกติแล้วไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก... แต่คุณลองมาอยู่แถวทะเลในเวลาที่มีพายุดูสิมันน่ากลัวราวกับว่าฟ้าจะถล่มลงมาเลยทีเดียว ยิ่งเกลียวคลื่นที่ม้วนตัวสูงถูกพัดเข้ามาซัดใส่ชายหาดในเวลานี้มันยิ่งทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวขึ้นอีกมากโข
“น่ากลัวจังเลยค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นเมื่อกลับเข้ามาในตัวบ้านพี่เป็กซ์ที่ยกจานอาหารมาจากห้องครัวส่งยิ้มให้ฉันเหมือนทุกครั้งก่อนจะเอ่ยเตือน
“มันอันตรายนะครับไปเดินท่อมๆแบบนั้น เดี๋ยวโดนฟ้าผ่าขึ้นมาจะหมดสวยเอานะ” ร่างสูงเอ่ยกลั้วหัวเราะขณะจัดแจงจานอาหารบนโต๊ะ
“ก็ตอนแรกอากาศยังดีอยู่เลยนี่คะลินก็เลยออกไปเดินเล่น” ฉันค้านอย่างไม่ยอมรับผิด ถึงอย่างนั้นพี่เป็กซ์ก็ไม่ได้ว่าอะไรฉันอีกร่างสูงเอาแต่เดินไปเดินมาเพื่อยกจานอาหารมาวางจนเต็มโต๊ะทานข้าวเล็กๆ
“โห... น่ากินจังเลยค่ะไปเรียนมาจากไหนคะเนี่ย” ฉันเอ่ยขึ้นขณะที่กวาดสายตาไปบนโต๊ะอาหารถ้าไม่เห็นกับตาว่าพี่เป็กซ์เป็คนทำของเหล่านี้ฉันคงจะไม่เชื่อแน่ๆผู้ชายอะไรทำอาหารได้น่ากินสุดๆ ไม่ว่าจะแกงจืดตำลึง ปลาราดพริก หมึกนึ่งมะนาว และก็กุ้งอบวุ้นเส้นแต่ละจานที่เอ่ยมาล้วนมีหน้าตาหน้ากินราวกับว่ามันเป็เมนูที่เสิร์ฟมาจากร้านอาหารหรูๆอะไรแบบนั้นเลย
“ไม่ได้เรียนหรอกครับ...พี่ก็อาศัยจำเอาน่ะ ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็อร่อยเอง เอ้อ... พี่ลืมยกข้าวมานี่หว่า” พี่เป็กซ์ขยี้ผมตัวเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขายกมาแต่กับข้าวฉันมองเขายิ้มๆ ก่อนจะเสนอตัวเป็คนไปยกมาให้เอง
“เดี๋ยวลินไปเอามาให้ค่ะพี่เป็กซ์นั่งรอเถอะ” ฉันว่าพลางจัดแจงให้ร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้
“เอางั้นหรอ” เขาถามด้วยสีหน้าจริงจังราวกับว่าฉันจะไปทำเื่คอขาดบาดตายนี่ฉันแค่ไปเอาข้าวมาเองนะ พี่เป็กซ์นี่ตลกจริงๆ
“ค่ะก็ลินไม่ได้ช่วยอะไรพี่เป็กซ์เลยนี่นา” ว่าแล้วฉันก็เดินเข้าไปในห้องครัวและขณะที่กำลังจะใช้มือแตะตัวหม้อข้าวนั้นเอง...
“ระวังร้อนนะน้องลิน” เสียงพี่เป็กซ์ดังขึ้นจากทางห้องทานอาหารและมันก็ช่วยชีวิตมือน้อยๆ ของฉันได้อย่างหวุดหวิด โอ้ย.. .เกือบไปแล้วนะจ๊ะมือจ๋าตอนแรกที่ว่าจะยกหม้อข้าวออกไปฉันเลยต้องตักข้าวใส่ภาชนะอื่นไปแทน เฮ้อ...แค่ตักข้าวฉันยังต้องให้คนอื่นคอยห่วงเลยหรอเนี่ย
ชีวิตนี้เธอทำอะไรเป็บ้างนะยัยมิลิน!
ต้องบอกเลยว่าฝีมือการทำอาหารของพี่เป็กซ์นั้นไม่ใช่ย่อยเลยอร่อยกว่าที่แม่ครัวที่บ้านทำให้ทานตั้งเยอะฉันเองยังเผลอเบิ้ลข้าวไปตั้งสองจานแหนะ... จะเป็หมูก็คราวนี้แหละมั้งฉันเนี่ย
“อิ่มจังเลยค่ะพี่เป็กซ์จะทำให้ลินอ้วนนะเนี่ย” ฉันเอ่ยขึ้นขณะที่ลูบพุงตัวเองป้อยๆรู้งี้ให้เขาทำให้กินั้แ่มาวันแรกแล้วดีกว่า ตอนมาแรกๆ ฉันดันอยากจะกินอาหารท้องถิ่นเลยไม่ได้ชิมฝีมือพี่เป็กซ์เลยมาเทียบกันแล้วถ้าให้พี่เป็กซ์ทำให้ทานคงอร่อยกว่ากันเยอะ
“พี่ว่าน้องลินไม่อ้วนหรอกครับเห็นกินจุบกินจิบทั้งวันยังไม่อ้วนเลย” เขาเอ่ยขณะที่กำลังเก็บจานบนโต๊ะอาหารจะว่าไปแล้วก็จริงนั่นแหละ ฉันกินนู่นกินนี่ทั้งวันก็ไม่เห็นจะอ้วนสักที สงสัยระบบเผาผลาญคงทำงานดีเกินไปแน่ๆ
“อ๊ะ เดี๋ยวลินล้างเองนะคะพี่เป็กซ์ยกไปวางที่อ่างล้างจานเลย” คำพูดของฉันทำให้พี่เป็กซ์ชะงักกึก มือหนาที่กำลังจัดเก็บจานบนโต๊ะอาหารถึงกับยกค้างก่อนที่ร่างสูงจะหันมาถามฉันเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“น้องลินล้างเป็หรอ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงงุนงงพลางขมวดคิ้วมุ่น
“เป็สิคะ แค่ล้างจานเองนะ”ฉันยืนยันด้วยความมั่นใจ ถึงแม้จะเคยทำั้แ่เมื่อหลายปีก่อนก็เหอะน่าจะเป็ตอนเข้าค่ายลูกเสือมั้งนะถ้าฉันจำไม่ผิด
“งั้น... ถ้ามีไรให้พี่ช่วยก็บอกนะ”พี่เป็กซ์เอ่ยขึ้นหลังจากที่ยกจานมาวางที่อ่างล้างจานเรียบร้อยแล้วฉันพยักหน้ารับพลางหยิบถุงมือยางมาใส่ แต่ทว่าคนตัวโตกลับยังไม่ยอมไปไหนสักที
“พี่เป็กซ์ไปนั่งพักเถอะค่ะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ฉันว่าพลางดุนหลังเขาให้ออกไปจากห้องครัวเมื่อเขามีท่าทีเหมือนไม่อยากจะปล่อยฉันไว้กับจานชามพวกนี้สักเท่าไหร่
ใช้เวลาเพียงไม่นานภารกิจการล้างจานของฉันก็ผ่านไปได้ด้วยดีถ้าไม่นับเื่ที่ฉันตัวเปียกม่อล่อกม่อแลก กับเื่ที่ฟองน้ำยาล้างจานกระเด็นเข้าตาก็ถือว่าทำออกมาได้ดีมากและทันทีที่ฉันเดินออกมาจากห้องครัว พี่เป็กซ์ที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่ห้องนั่งเล่นก็ถึงกับอึ้งกิมกี่เขามองฉันด้วยสายตาแปลกๆ พลางสูดหายใจลึก
เป็อะไรของเขานะ...
“พี่ว่าน้องลินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีมั้ยเดี๋ยวจะเป็หวัดเอานะ” คนตัวโตว่าพลางทำสายตาล่อกแล่กพี่เป็กซ์ยกมือขึ้นพัดใบหน้าของตัวเองไปมาราวกับว่าอากาศมันร้อนนักหนาทั้งๆ ที่ข้างนอกก็มีพายุฝนกระหน่ำเสียยิ่งกว่าฟ้ารั่ว
“ลินก็ว่างั้นแหละค่ะ”ฉันตอบก่อนจะสะบัดเสื้อตัวเองไปมาเพื่อที่จะให้มันแห้ง นี่เวลาคนอื่นเขาล้างจานกันเขาจะเปียกทั้งตัวเหมือนฉันบ้างมั้ยเนี่ย
“พะ... พี่ว่าน้องลินรีบขึ้นไปเถอะคือเสื้อมันเปียกแล้วก็บางมากด้วย” คำพูดของพี่เป็กซ์ทำให้ฉันต้องก้มลงมองตัวเองทันที
ตายแล้ว! เสื้อยืดสีขาวของฉันเปียกจนแนบลู่ไปกับลำตัวจนเผยให้เห็นชุดชั้นในสีดำเด่นออกมาเลยอ่ะ ฮือ...
ฉันไม่รีรอที่จะรีบวิ่งขึ้นไปยังห้องของตัวเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อทันทีเหนื่อยก็เหนื่อย... อายก็อาย ตอนนี้หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่แล้วยิ่งนึกไปถึงสีหน้าของพี่เป็กซ์ตอนที่มองมาเมื่อกี๊มันก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเขินเข้าไปใหญ่
“ยัยมิลินติงต๊องทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย... แล้วแบบนี้ฉันจะกล้ามองหน้าพี่เป็กซ์ได้ยังไง” ฉันทึ้งศรีษะพลางบ่นกับตัวเองด้วยความอาย
ทว่าทันใดนั้นไฟในห้องก็กะพริบถี่ๆเหมือนกับว่ามันจะดับ ฉันจึงมองออกไปยังนอกหน้าต่างก็เห็นว่าพายุฝนยังคงซัดกระหน่ำราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ขอร้องล่ะ... อย่าดับเด็ดขาดเลยนะ
ฉันคิดพลางยกมือขึ้นกุมหัวใจที่ยังคงเต้นแรงของตัวเองเพียงแต่ว่ายามนี้มันไม่ได้เกิดจากความเขินอายเหมือนเมื่อครู่ หากทว่ามันเกิดจากความกลัวและความกังวลที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของฉันเอง
ฉันตัดสินใจรีบถอดเสื้อที่เปียกชื้นออกแล้วโยนมันเอาไว้ที่มุมห้องแต่ให้ตายสิ... ที่ล้างจานเมื่อครู่นี้มันดันเปียกไปถึงชั้นในเลย ฉันคงต้องเปลี่ยนด้วยแล้วล่ะ
[Pex’sTalk]
ให้ตายสิภาพเมื่อกี๊ยังติดตาผมอยู่เลยนี่เธอเพิ่งอายุสิบเจ็ดแน่นะ... ทำไมถึงซ่อนรูปขนาดนี้วะตอนนี้สมองของผมยังคงรีรันภาพของมิลินที่อยู่ในชุดเปียกชื้นแนบเนื้อซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดราวกับ้าจะวัดความอดทนของตัวเองอยู่เลยตอนแรกผมแค่คิดว่าเธอเป็คนสวย แต่พอได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันถึงได้รู้ว่าเธอน่ารักและเหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็ทำให้คนอย่างผมประจักษ์ว่าเธอ... เซ็กซี่แค่ไหน!
พระเ้ากลั่นแกล้งผมหรืออย่างไรถึงทำให้ผมต้องใกล้ชิดและใช้ชีวิตร่วมกับคนอย่างมิลิน ผู้หญิงที่สวย น่ารักเซ็กซี่ แต่อายุอานามนี่... โครตเด็กเลย!
และที่สำคัญเธอดันเป็ลูกสาวของหัวหน้าแก๊งอาเซติค...แก๊งมาเฟียคู่อริที่ยังไม่เปิดเผยตัวต่อคาซิบโชล แม้จะยังไม่เป็ทางการซะทีเดียวแต่คุณเคยได้ยินมั้ย ‘ไม่มีสัจจะในหมู่โจร’ เพราะฉะนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอเป็ใครแล้วผมเป็ใครการที่จะหวังอะไรที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ผมไม่คิดจะทำเด็ดขาด
และในขณะที่ผมยังคงนั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่เดิมนั้นเองจู่ๆ ไฟที่ส่องสว่างในห้องก็กะพริบถี่ราวกับว่ามันจะดับ แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จะดับหรือเปล่าวะเนี่ย...ไปหาเทียนมาเผื่อไว้ก่อนดีกว่า
คิดได้ดังนั้นผมก็เดินไปยังห้องครัวทันทีเพราะเมื่อเย็นที่ทำอาหารรู้สึกจะผ่านตาเหมือนว่าอยู่ในตู้ไหนสักตู้หนึ่งเนี่ยแหละ
“ไม่เห็นมีเลย”ผมเอ่ยกับตัวเองเบาๆ เมื่อลองเปิดตู้นั้นตู้นี้ดูคร่าวๆ ก็ไม่เห็นว่าจะมีเทียนอยู่สักเล่มหรือผมจะจำผิด... เพราะั้แ่ที่ผมได้เจอกับมิลินนั้นดูเหมือนว่าการคิดการอ่านของผมจะผิดๆเพี้ยนๆ ไป เรียกว่าโง่ขึ้นเยอะก็คงได้ อะไรที่ควรทำบางทีก็รู้สึกไม่อยากจะทำขึ้นมาซะอย่างนั้นส่วนอะไรที่ไม่ควรทำก็เหมือนจะยิ่งถลำลึกอยากทำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาการแบบนี้มันไม่ดีต่อตัวผมเอาเสียเลย
มันเสี่ยงเกินไป...
พรึ่บ!
ในที่สุดบ้านไม้หลังเล็กๆก็เข้าสู่ความมืดมิด ยามนี้ภายในห้องครัวมืดสนิทจนแทบมองอะไรไม่เห็นมีเพียงััเดียวที่ผมยังคงรับรู้ได้นั่นก็คือเสียงฝน เสียงฟ้าร้อง... และเสียงกรีดร้องของมิลิน!
“กรี๊ด!!!”
ผมถลาตัวออกจากห้องครัวแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงกรี๊ดนั่นสองเท้าของผมก้าวขึ้นบันไดครั้งละสามขั้นรวดเพื่อ้าไปยังห้องพักของมิลินให้เร็วที่สุดเกิดอะไรขึ้นรึเปล่านะ หรือว่ามีคนลอบเข้ามาทำร้ายเธอเหมือนตอนนั้นอีกนี่ผมลืมเช็กอะไรไป ผมพลาดจุดไหนพวกนั้นถึงยังตามเราเจอ
“น้องลิน!”ผมส่งเสียงเรียกด้วยความร้อนใจเมื่อมาถึงยังหน้าห้องพักของเธอแต่เพราะว่ากลอนประตูถูกล็อกจากด้านใน ผมจึงไม่รีรอที่จะพังประตูเข้าไปทันที
ตุบ! โครม!
“พี่เป็กซ์ ช่วยลินด้วย...ลินกลัว ฮือ” ร่างบางส่งเสียงเรียกทันทีที่เห็นหน้าผมเธอนั่งคุดคู้กอดเข่าอยู่กลางห้องพร้อมกับร้องไห้โฮอย่างน่าสงสาร ยังดีที่ตอนนี้สายตาของผมเริ่มชินกับความมืดบ้างแล้วถึงได้ทำอะไรได้สะดวกขึ้น
“น้องลินเป็อะไรครับร้องไห้ทำไม” ผมเดินเข้าไปหามิลินด้วยความเป็ห่วงแม้จะยังงงๆ กับสถานการณ์ไปบ้างร่างบางไม่ตอบอะไรกลับมา เธอผวาเข้ากอดผมทันทีราวกับคนเสียขวัญอย่างหนักคนในอ้อมกอดร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ผมจึงทำได้เพียงแค่ลูบหลังปลอบประโลมคนตัวเล็กอย่างแ่เบาเพื่อหวังเรียกขวัญกำลังใจให้กลับมายังเธออีกครั้ง
แต่แล้ว... ทันทีที่ฝ่ามือของผมัักับแผ่นหลังเนียนนุ่มของเธอก็ต้องพบกับความโล่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ ผืนผ้าที่เคยปกปิดผิวกายของเธอมันหายไป
พลัน... สายตาของผมก็ไปปะทะกับกองผืนผ้าที่ถูกเงาตะคุ่มจากรัตติกาลบดบังถ้าจำไม่ผิด... นั่นคงเป็เสื้อของเธอ แล้วทำไมมันไม่อยู่ในที่ๆ ควรจะอยู่ ผมก้มหน้ามองแผ่นหลังขาวผ่องของคนตัวเล็กอีกครั้งก่อนจะต้องรีบเสมองไปที่อื่นทันที เพราะจู่ๆ หัวใจของผมก็เต้นแรงอย่างไม่เป็จังหวะ
มันใช่เวลาคิดเื่แบบนี้มั้ยไอ้เป็กซ์...
ผมก่นด่าตัวเองในใจพลางลูบหลังเนียนของมิลินไปด้วยอีกทีเดี๋ยวสิผู้หญิงเขาต้องมีเสื้อชั้นในไม่ใช่หรอวะ แต่ทำไมตอนลูบเมื่อกี๊มันโล้งโล่งเอาล่ะสิ... คราวนี้ผมพยายามบังคับตัวเองให้ไม่ก้มลงไปมองร่างบางที่อยู่ในอ้อมกอดทั้งๆ ที่ความจริงแล้วอยากพิสูจน์จนใจจะขาด
นี่เธอกำลังวางแผนฆ่าผมรึเปล่านะ...ถึงได้อ่อยให้อยากกันถึงขนาดนี้
ทันใดนั้น...
พรึ่บ!
หลอดไฟนีออนกลับมาส่องแสงสว่างดังเดิมอีกครั้งคงต้องขอบคุณการไฟฟ้าล่ะนะที่ทำให้ผมได้เห็นหลังเนียนสวยของมิลินชัดเจนขนาดนี้จะบ้าหรอ... ถ้าต้องมาอยู่กับเธอในสถานการณ์แบบนี้สู้ให้มองไม่เห็นแบบเดิมคงจะดีซะกว่ายิ่งตอนนี้เธอกำลังกอดผมแน่นจนเนินเนื้อนิ่มๆ ของเธอแนบชิดกับตัวผมด้วยแล้วบอกตรงๆ ผมอยากจะรวมร่างกับเธอเสียให้ได้
“นะ... น้องลินครับ”ผมเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก หลังจากที่เราสองคนเงียบกันไปนานและในระหว่างนั้นผมก็พยายามที่จะบังคับมือตัวเองให้ติดตะขอบราให้เธอไปด้วย... แม้ในใจอยากจะกระชากมันออกก็ตามโชคยังดีที่เธอไม่ได้ถอดชั้นในออกก่อนที่ผมจะมา ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่อยากจะคิดสภาพของตัวเองในตอนนี้เหมือนกัน
“ฮึก... พี่เป็กซ์ลินกลัวลินไม่ชอบความมืด” เธอเอ่ยขึ้นเป็ประโยคแรกหลังจากที่ยอมคลายอ้อมกอดจากผมแม้กระทั่งตอนนี้น้ำตาของเธอก็ยังไม่หยุดไหล
“ไม่เป็ไรแล้วนะครับน้องลินไฟติดแล้วนะ” ผมลูบศีรษะเธอเบาๆ เพื่อปลอบโยนดูเหมือนคนตรงหน้าจะใจเย็นขึ้นเยอะเมื่อแสงสว่างกลับคืนมาอีกครั้ง มิลินปาดน้ำตาด้วยแขนข้างหนึ่งและเธอคงจะรู้สึกได้ว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่ดูล่อแหลมจนเกินไป ถึงได้ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นห่อลำตัวแล้วก้มหน้าด้วยความอาย
ผมเห็นว่าแก้มทั้งสองข้างของมิลินขึ้นสีเรื่ออีกครั้งหลังจากที่มันซีดเผือดตอนไฟดับเมื่อครู่และนั่นก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนผ่าวตามเธอไปด้วย เห็นดังนั้นผมจึงคิดที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อไปหยิบเสื้อตัวใหม่มาให้เธอ
แต่แล้ว... ผมกลับถูกมือบางของคนตัวเล็กรั้งแขนเอาไว้
“พี่เป็กซ์จะไปไหนคะ”เธอถามเสียงสั่น ดูเหมือนว่าความกังวลจะยังไม่หมดไปจากใจของมิลินซะทีเดียวเพราะร่างเล็กยังคงพะวงและดูว้าวุ่นอยู่เล็กน้อยเมื่อผมเขยิบกายออกห่าง
“พี่แค่จะไปหยิบเสื้อให้น้องลินไม่ต้องกลัวนะครับ” ผมตอบกลับร่างบาง แม้เธอจะดูลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมปล่อยให้ผมเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่อยู่อีกมุมของห้อง
ผมเลือกเสื้อยืดสีชมพูลายตัวการ์ตูนอะไรสักอย่างที่พวกผู้หญิงเขาฮิตกันออกมาให้มิลินเธอรับไปแล้วสวมทันทีอย่างว่าง่าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมแล้วยิ้มที่มุมปากร่างบางลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เหมือนคนหมดเรี่ยวหมดแรง ผมจึงต้องขยับเข้าไปช่วยประคองเพราะกลัวว่าเธอจะหน้าทิ่มลงพื้น
“ขอบคุณค่ะ”เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน ก่อนที่ผมจะประคองร่างบางให้ไปนั่งที่เตียงโดยที่ตัวเองนั่งอยู่ข้างๆ
“น้องลินกลัวความมืดหรอครับ”ผมถามออกไปตรงๆ เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีเหตุการณ์อันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับเธออย่างที่ผมคิดมิลินอึกอักก่อนจะพยักหน้ายอมรับ สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
“ตอนเด็กๆ ลินเคยถูกขังไว้ในห้องเก็บของน่ะค่ะก็เลยกลัว”
“ถูกขังหรอใครเป็คนทำน้องลิน” น่าแปลกที่จู่ๆ ผมก็เกิดโมโหขึ้นมาเสียอย่างนั้นผมไม่ชอบใจเอาเสียเลย เพียงแค่คิดว่ามีใครบางคนทำไม่ดีกับเธอคนนี้ภายในอกก็รู้สึกอึดอัดราวกับไม่มีอากาศให้หายใจ
“พี่โอปอลน่ะค่ะ...พี่สาวของลินเอง เธอแค่จะแกล้งลินเฉยๆ” มิลินละล่ำละลักตอบดูเหมือนเธอจะพยายามแก้ตัวให้พี่สาวของตัวเองเพราะไม่อยากให้ผมมองว่าโอปอลเป็คนไม่ดี
แต่มิลินคงไม่รู้...ว่าความจริงแล้วผมรู้จักคนในครอบครัวของเธอมากซะยิ่งกว่าตัวเธอเองด้วยซ้ำ
“แล้วตอนนี้น้องลินโอเคขึ้นรึยังครับ”ผมถามร่างบางที่เอาแต่นั่งจ้องหลอดไฟนีออนจนไม่ได้ยินที่ผมถาม... อาการอย่างนี้คงไม่โอเคแหงๆ
“น้องลินครับ”ผมเรียกชื่อเธออีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม
“ค...คะ”เธอหันมามองหน้าผมเลิ่กลั่ก ผมจึงยกมือขึ้นลูบเส้นผมของเธอแ่เบาแล้วเอ่ยถามอีกครั้งด้วยประโยคเดิม
“พี่ถามว่า...ตอนนี้น้องลินรู้สึกดีขึ้นบ้างรึยัง”
“อ๋อลินไม่เป็ไรแล้วค่ะ พี่เป็กซ์ไม่ต้องเป็ห่วง”เธอตอบผมก่อนจะละสายตาไปยังบานหน้าต่างที่ถูกสาดซัดด้วยพายุฝน