บทที่ 3 สู่ทวีปใหม่
ตอนที่ 20 มุ่งหน้าสู่เกาะแห่งความฝัน [ดรีมแลนด์]
วันที่ 51 ณ ทวีปคริสตัล เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของทวีป [เมืองท่าอาร์โธร์โพดา] เมืองพื้นที่พิเศษซึ่งปกครองโดยห้าอาณาจักรของเผ่ามนุษย์มด
***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
"ได้เวลาออกเดินทางแล้วดอง! ท่านพ่อ อย่าลืมที่ตกลงกันนะดอง! "
"ได้เลย อยู่ที่นั่นพวกเราจะไม่ใช่พ่อลูก แต่เป็ผู้อำนวยการกับนักเรียนคนหนึ่งเท่านั้น ลูกที่น่ารักของพ่อ ~"
"ยะ… อย่าเข้ามากอดตรงนี้สิพ่อ! เดียวความแตกพอดีหรอกดอง! "
ฉันรีบบินหนีจากอ้อมกอดของพ่อหัวหงอกไปหาท่านแม่แทบจะในทันที
ในที่สุดก็ถึงวันออกเดินทางไปโรงเรียนสาขา ณ ทวีปใหม่ [ดรีมแลนด์] สถานที่ซึ่งเป็ทั้งเป้าหมายและความฝันของนักเรียนทุกคน
การผจญภัย ชื่อเสียง ขุมทองล้ำค่า และความเป็ไปได้ใหม่ ๆ กำลังรอพวกเราไปค้นหาอยู่ที่นั่น
ถึงจะมีปัญหาวุ่นวายตอนสอบกลางภาคเรียน แต่กำหนดการย้ายนักเรียนหนึ่งในสี่ไปที่โรงเรียนสาขาในฐานะ [การเข้าค่าย] ก็ยังคงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด
โชคดีจริง ๆ ดอง~
"ฝากลูกสาวตัวแสบด้วยนะที่รัก ดอง~"
สตรีเผ่าภูติผมสีเขียวตัวเล็กที่กำลังพูดด้วยคำลงท้ายเหมือนกับฉันคนนี้ คือท่านแม่ของฉันเอง
"ได้จะนางฟ้าของผม~"
ส่วนชายเผ่ามนุษย์ผมหงอกสุขภาพดีที่สวมชุดสีลายต้นมะพร้าวราวกับจะไปลาพักร้อนยาวคนนี้ คือท่านพ่อของฉันเองดอง
พวกเขากล่าวลากันพอเป็พิธี ก่อนจะเข้ามากอดกันตัวกลมอย่างไม่เกรงใจลูกสาวและฟ้าดิน
ตาพ่อโลลิค่อน…
เป็ที่รู้กันว่าเผ่าอื่นซึ่งมาชอบเผ่าภูตินั้น ล้วนแต่เป็พวกโลลิค่อนทั้งนั้นดอง~
ฉันเลยปล่อยพวกท่านที่กำลังแผ่ออร่าสีชมพูเอาไว้แบบนั้นอย่างเงียบ ๆ แล้วเดินล่วงหน้าขึ้นเรือไปก่อนเช่นนั้น
"ยังไม่มีใครมาเลยดอง"
หากมองออกไปทางทะเลก็จะพบกับเส้นขอบฟ้าที่ยังคงมืดมิด
ผู้คนที่ตื่นมาใช้ชีวิตในเวลานี้ มีเพียงแค่ลูกเรือที่กำลังขนของลำเลียงอยู่ตรงท้ายเรืออย่างขมักเขม้นเท่านั้น
เรือสำหรับข้ามทวีปนั้น มันถูกออกแบบโดยใช้โมเดลของเรือบรรทุกเครื่องบินที่ผสมกับเรือบรรทุกสินค้าอย่างละครึ่ง
ระหว่างขับน้ำของตัวเรือมีสูงถึง 250,000 ตัน ตัวเรือยาว 666 เมตร กว้าง 140 เมตร
มันสามารถบรรทุกคนได้มากกว่า 10,000 คน และยังเร่งอัตราความเร็วได้สูงถึง 50 น็อต
หัวเรือจะเป็พื้นที่ดาดฟ้าเรียบสำหรับจอดตัวรถ ยานยนต์ และเครื่องบินที่เตรียมเอาไว้ใช้เพื่อการสำรวจ
ถึงจะรู้ว่าขึ้นบินไม่ได้ แต่พวกเขาก็ยังอยากจะลองทดสอบโมเดลตัวใหม่กันอยู่ดี เลยทำให้มีเครื่องบินปรากฏอยู่แบบนั้น
ส่วนตัวท้ายเรือจะมีเครนขนาดใหญ่กับตู้สินค้าจำนวนมากวางเรียงรายเอาไว้แทน
เป็เรือขนส่งข้ามทวีปที่ลำใหญ่ที่สุด ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่าง [โรงเรียนไพโอเนียร์] กับ [บริษัทอาร์โธร์โพดา พาส คอมพานี]
นอกจากเรือข้ามทวีปลำั์แล้ว ด้านหลังของเรือยังมีเรืออพยพของเผ่ามนุษย์มดเรียงรายอีกนับร้อยลำ
ด้วยความที่การบริการจัดการประชากรของเผ่ามนุษย์มดเข้าขั้นห่วยแตก จึงทำให้มีอัตราประชากรสูงขึ้นจนล้นดินแดนที่พวกเขามีเอาไว้
เพื่อป้องกันความหิวโหยที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงมีแผนการสร้างนิคม พร้อมกับเตรียมที่จะย้ายประชากรจำนวนหนึ่งล้านคนไปในฐานะผู้บุกเบิก
นอกจากเรืออพยพที่เรียงเป็แถวหลายสิบลำ ยังมีเรือทางการทหารระดับเรือพิฆาต เรือลาดตระเวนหนัก เรือประจัญบาน และเรือบรรทุกเครื่องบิน อีกนับหลายสิบลำที่จะเดินทางตามไปด้วย
เป็จำนวนที่มากพอจะเอาไปใช้ยึดได้ประเทศหนึ่งเลยละ
พวกเขาจะขนไปตั้งมากมายขนาดนี้เพื่ออะไรกันนะดอง?
ฉันรู้สึกสงสัยเช่นนั้นอยู่ท่ามกลางเสียงคลื่นที่ซัดกระทบตัวเรือเป็ระลอก
"กว่าพวกนั้นจะมา คงต้องรออีกเกือบสามชั่วโมงเลยสินะดอง"
ฉันอาจเป็นักเรียนคนเดียวของโรงเรียนที่มาั้แ่เช้ามืดก่อนฟ้าสาง
แบบว่าไม่อยากให้ใครมาเห็นตอนฉันยืนอยู่กับท่านพ่อกับท่านแม่อ๊ะ
แต่ดูท่าฉันจะคิดผิดแฮะ---
"คุณลี่นี่คะ? มาเช้าจังเลยค่ะ"
เพราะว่ามีสตรีร่างั์คนหนึ่งยืนอยู่บนเรือก่อนฉันเสียอีกดอง
เธอมีผิวสีเขียวอ่อนเนียน ผมสีม่วงตัดสั้นป๊อบน่ารัก ดวงตาสีเทาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่กลับดูมีสเน่ห์ชวนน่าหลงไหล
และที่สำคัญคือมีก้อนเนื้อไร้ประโยชน์อันเป็เอกลักษณ์ชนิดหาใครในรุ่นจะเทียบเคียงสู้ได้
เธอคือ [พรุน] เพื่อนรักเผ่าั์ของฉันเอง
"คิดว่าตัวเองมาเป็คนแรกของรุ่นแล้วนะดอง"
"ฮุ ฮุ ฮุ แต่ว่ามีคนมาเช้ายิ่งกว่าฉันอีกนะคะ"
"ใครอ๊ะ? "
"โฮปค่ะ"
"เอาจริงดิดอง!? "
โฮป เพื่อนเผ่ามนุษย์ของฉัน
เขาเป็คนที่ยิ่งวันยิ่งพูดน้อยลงมากขึ้น
โดยเฉพาะหลังจากประกาศผลสอบกลางภาคที่จัดใหม่ในวันที่ 40 เขาก็ยิ่งดูเครียดมากกว่าเดิม
สงสัยคงเครียดเื่ผลการเรียนละมั้งดอง? เห็นว่าพลาดต่ำแหน่งหนึ่งในสามสิบของรุ่นไปแค่หนึ่งคะแนนเท่านั้นเอง
ไม่เหมือนกับฉัน ถึงจะติดอันดับที่ 1200 (อันดับที่หนึ่งจากล่างสุด) ของแผนกการทหาร ฉันก็ไม่แคร์
เพราะฉันจะเน้นสร้างชื่อเสียงด้วยการปฏิบัติจริง ให้เหมือนกับวีรบุรุษบานายังไงละดอง!
ฉันหัวเราะทั้งน้ำตาอยู่ในใจตัวเอง ไปพร้อมกับเดินจูงกระเป๋าเดินทางทรงไข่ลอยได้ตามมาด้านหลัง
ส่วนพรุนนั้น เนื่องจากเธอไม่มีอะไรทำ เลยออกมาเดินเล่นคนเดียวอย่างที่เห็น
ในตอนนั้นเอง
"หืม…นั่นพรุนกำลังมองอะไรอยู่กันนะดอง? "
"คุณลี่ค่ะ ฉันขอตัวไปก่อนนะคะ"
ว่าแล้วแม่สาวเผ่าั์ก็เดินตัดออกไปที่พื้นดาดฟ้าของเรือแทบจะทันที
เกิดอะไรขึ้นกันนะดอง?
หลังจากนั้นสี่ชั่วโมง
"สวัสดีนักเรียนที่น่ารักทุกคน"
นักเรียนรุ่นที่สิบจำนวน 1025 คน กับพวกรุ่นพี่ปีสองกับสามอีกประมาณกว่า 2000 คน จากทั้งสี่แผนก ต่างกำลังมารวมตัวกันที่ดาดฟ้าของเรือต่อหน้าคณะอาจารย์ที่ทรงเกียรติ
เนื่องจากไม่สามารถพานักเรียนไปทั้งรุ่นได้ พวกเขาเลยแบ่งนักเรียนออกมาหนึ่งในสี่ไปที่ทวีปใหม่ ก่อนจะเริ่มวนรอบสับเปลี่ยนเอาชุดใหม่ออกมาแทนในเดือนหน้า
"รายละเอียดในการเข้าค่าย---"
ผู้อำนวยการแผนกทั่วไป [คอร์น] ยังคงรักษามาตรฐานการกล่าวโอวาทกล่อมเด็กนอนได้ดีเหมือนเคยดอง
กฏเกี่ยวกับการบุกเบิกทวีปใหม่นั้น ฉันรู้ดีอยู่แล้ว
โดยเฉพาะกฏที่ว่าห้ามบินสูงเกินยี่สิบเมตรเหนือพื้นดินนี่ ใคร ๆ เขาก็รู้กันดอง
เพราะถ้าบินสูงเกินระดับนั้นนอกเขตน่านฟ้าของเรา พวกเราก็จะถูกแสงลึกลับยิงทิ้งในทันที
มันมีทฤษฎีที่พูดถึงเื่ผิวโลกมันกลม เลยทำให้เกิดเป็มุมอับในการโจมตีจากแสงลึกลับที่น่าจะวิ่งเป็เส้นตรงพวกนั้น
แต่เครื่องบินที่วิ่งไปทิศตรงข้ามของการโจมตีกลับเจอปัญหาเดียวกัน ทฤษฎีที่ว่าเลยถูกปัดตกไป
สุดท้าย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ ว่าตกลงเงื่อนไขในการโจมตีของเ้าสิ่งนั้นมันคืออะไร และมีขอบเขตแค่ไหนกันแน่
แต่ที่พวกเรารู้ คือถ้าเป็น่านฟ้าของทวีปพวกเรานั้น จะสามารถขึ้นบินได้ไร้ปัญหาจนถึงแค่ชั้นบรรยากาศของโลก ส่วนนอกเขตทวีป ระยะบินปลอดภัยจะเหลือแค่ยี่สิบเมตรเท่านั้นดอง
"ด้วยเหตุนี้ พวกเธอจึงต้องเรียนกับชนเผ่าท้องถิ่น---"
แต่พอถูกยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
อยากเห็นว่าแสงลึกลับนั้นมันรุนแรงแค่ไหน พลังบาเรียของฉันที่เรียนมาจากท่านแม่จะป้องกันได้หรือเปล่า?
อยากลองของจังดอง~
"---เื่ที่ต้องระวังมีเท่านี้ โดยเฉพาะพวกเผ่าภูติทั้งหลาย อย่าริอาจคิดซนทดลองอะไรบ้า ๆ เชียวละ! "
เสียงคำรามของผู้อำนวยการคอร์นดังลั่น จนเผ่าภูติรวมไปถึงฉันต่างสะดุ้งโหยง
บุรุษเผ่าั์ที่สวมชุดคลุมอันเป็เอกลัษณ์กำลังส่งสายตามาทางนี้ ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปในจิตใจของฉันอยู่
แต่คิดหรือว่าจะหยุดความซนของพวกเราเผ่าภูติได้นะดอง?
หุ หุ หุ~
"ได้เวลาออกทะเล! "
เสียงกับตันเรือเผ่ามนุษย์นกได้ดังผ่านเครื่องขยายเสียงไปทั่วลำ
เผ่ามนุษย์นกเพศหญิงหลายสิบคนในชุดขนฟูงดงามกำลังโบยบินจากหัวขบวนไปสู่ท้ายขบวน
เสียงบรรเลงดนตรีได้ดังเป็จังหวะสดใส
สายรุ้งถูกโปรยปรายจากเผ่าภูติพร้อมกับพลุที่ถูกยิงขึ้นท้องฟ้าโดยเผ่ามนุษย์
เสียงร้องประสานเสียงของเผ่าั์ดังกึกก้อง ไปพร้อมกับการบรรเลงดนตรีที่งดงามของเผ่ามนุษย์มด
ฉันมองดูขบวนส่งเรือข้ามทวีปที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้นราวกับหัวใจกำลังจะหลุดออกมาจากร่าง
"ก้าวแรกของความฝัน…"
ในที่สุดก็ถึงวันนี้
วันที่ฉันได้ไปผจญภัยและสร้างชื่อในทวีปใหม่!
"เพราะงั้น พวกเรามาสร้างตำนานให้ทุกคนได้จดจำกันเถอะดอง! "
"โอ๊ววว! "
ที่ด้านหลังของฉันมีเผ่าภูติจำนวนมากได้มารวมตัวกันอยู่
ขบวนเรือได้แล่นออกจากท่าแล้ว และอีกไม่นานคงจะออกไปพ้นน่านน้ำของทวีปพวกเรา
และนั่นจะเป็เวลาที่พวกฉัน กับเผ่าภูติรุ่นใหม่จะมาสร้างตำนานกันดอง!
"คติของพวกเราเผ่าภูติคืออะไร! "
"กฏมีไว้แหก งานมีไม่ต้องสน แกล้งผู้คนคืองานของเรา! "
"เสียงดังกว่านี้อีก! "
"กฏมีไว้แหก งานมีไม่ต้องสน แกล้งผู้คนคืองานของเราาาาา! "
"ใครจะตามไปสร้างตำนานกับฉัน [ลิลลี่ออฟซิเดียน] คนนี้บ้างดอง! "
"พวกเรา! "
"เตรียมของมาพร้อมแล้วใช่ไหมดอง!? "
"โอ๊วววว! "
ภูติจากนักเรียนรุ่นที่สิบจำนวนสองร้อยชีวิตต่างชูสีทาเหล็กในมือขึ้นสูงพร้อมกัน
สาเหตุที่ฉันสามารถรวมตัวเผ่าภูติทั้งลูกครึ่งและสายเืแท้มาได้มากขนาดนี้นั้น ต้องขอบคุณเพื่อนภูติของฉัน [เยลโล่ คาร์เนชั่น] ที่ช่วยไปตามทุกคนมาให้
แค่บอกว่า “มีเื่สนุกให้ทำ” แค่นี้ก็สามารถเรียกเผ่าภูติมารวมตัวกันได้แล้วดอง
“ไหน ลองทวนแผนการของพวกเราอีกทีสิดอง! ”
“พวกเราทั้งหมดสองร้อยคนจะนำสีทาบ้าน ไปวาดรูปดอกไม้แสนมุ้งมิ้งให้ทั่วตัวเรือเพื่อดึงความสนใจจากอาจารย์! ส่วน [แม่สาวนมติดลบ] ของพวกเราจะใช้เวลานั้นไปท้าความตายกับแสงลึกลับจากฟากฟ้า ปิว~! ”
“พวกเราจะพยายามเพื่อ [แม่สาวนมติดลบ] บูว! ”
“โดนอาจารย์ดุทีหลังก็ยอม มิว~! ”
“แด่ [แม่สาวนมติดลบ] ผู้กล้าหาญของพวกเรา! ”
“ [แม่สาวนมติดลบ] ! [แม่สาวนมติดลบ] ! [แม่สาวนมติดลบ] ! ”
“หยุดพูดว่า [นมติดลบ] แล้วรีบไสตูดไปเริ่มแผนได้แล้วดอง! ”
“โกรธแล้ว โกรธแล้ว! ”
“หนีเร็วพวกเรา ปิว! ”
พอเห็นว่าฉันเริ่มโกรธ เ้าเยลโล่ก็รีบนำกองทัพภูติออกไปป่วนตามแผนการแทบจะในทันที
ถึงจะสงสัยว่ามันไปเอาสีจำนวนมากมาจากที่ไหน แต่คงไม่มีอะไรที่เผ่าภูติของพวกเราทำไม่ได้
อุปกรณ์แกล้งคนนั้นสำคัญกว่าเตียงหรือเสื้อผ้าเสียอีกดอง
อย่างในกระเป๋าเดินทางของฉัน ยังเป็ของเอาไว้สำหรับแกล้งคนมากกว่าครึ่งเลยดอง
ฝูงภูติหลากสีเริ่มโบยบินเหนือดาดฟ้าเรือราวห้าเมตร พร้อมกับเริ่มเทสีชมพูแสนมุ่งมิ้งในมือลงมาราดไปทั่วดาดฟ้าเรือ
มีเสียงกรีดร้องของผู้คน กับเสียงหัวเราะของเหล่าภูติที่โเี้ดังขึ้นไปทั่วทุกมุมอย่างไม่ขาดสาย
“ไอพวกภูติอีกแล้วเรอะ!? ทำไมพวกนี้ต้องป่วนคนอื่นให้ได้ทุกปีเลยหรือยังไงฟะ! ”
“แถมปีนี้แม่งหนักกว่าปีก่อนเพราะไม่ได้มีแค่นักเรียนทุนด้วยนะ…”
“อย่ามาเพิ่มงานแบบนี้กันสิว้อย! ”
เสียงกรีดร้องราวกับโลกทั้งใบกำลังจะแตกของบรรดาลูกเรือได้ดังตามมาเช่นนั้น
ดูเหมือนว่าเผ่าภูติอย่างฉันจะก่อเื่ให้กับพวกเขาทุกปี แถมปีนี้อาจจะหนักข้อกว่าทุกปีอย่างเทียบไม่ติดด้วย
แหง่ละ ปกติมันมีแต่นักเรียนทุนไม่กี่สิบคนเองนี่ดอง~
มองทางซ้าย~ มองทางขวา~
ไม่มีอาจารย์ ท่านพ่อไม่อยู่ ไร้ผู้คน ทางสะดวก!
งั้นขอเริ่มแผนการสร้างตำนานเลยนะดอง~
ปีกโปรงแสงทั้งสองข้างของฉันเริ่มเปล่งประกายแสงสว่างออกมาเจิดจ้า
แหวนกระตุ้นพลังเวทในนิ้วขวาเริ่มกระตุ้นร่างกาย และขยายขอบเขตของพลังให้กว้างไกลออกไป
แล้วร่างของฉันก็บินขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
ส่วนใหญ่คนนอกเผ่าจะเข้าใจว่าพวกเราเผ่าภูติหรือลูกครึ่งนั้น จะบินด้วยการกระพือปีก
แต่พวกเขาเข้าใจผิด
ปีกคืออวัยะสำคัญ มันใช้ทั้งฟอกเื และเป็ตัวที่สร้างคลื่นความถี่ออกมากระตุ้นโมเลกุลธรรมชาติโดยรอบ
พวกเราจะใช้พลังนั้นในการสร้างสนามแม่เหล็กแรงสูง และพลักดันตัวเองให้บินขึ้นมาด้วยหลักการของแรงพลักขั้วตรงข้ามของสนามแม่เหล็กนั้น
ถ้าหากเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ก็จะยิ่งควบคุมกระแสการไหลของคลื่นได้ดียิ่งขึ้น
และฉันคือคนที่ฝึกการบินนรกมากับท่านแม่แล้ว ดังนั้นจึงสามารถบินได้รวดเร็วอย่างที่เห็นในตอนนี้
ห้าเมตร... สิบเมตร... สิบเก้าเมตร!
ฉันหยุดตัวเองที่ระยะสิบเก้าเมตร แล้วเริ่มปรับความหนาแน่นของอากาศตรงหน้า
ถ้าหากว่าการโจมตีนั้นคือคลื่นรังสีแสงที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง งั้นที่ฉันต้องทำก็มีเพียงแค่เบนหักเหมันออกไปเท่านั้น
เคยมีคนลองพยายามท้าทายมาหลายคนแล้ว แต่ไม่เคยมีใครที่มีพลังหรือชิ้นงานวิทยาศาสตร์ที่สูงพอจะป้องกันมันได้
แม้แต่ท่านแม่ของฉันเอง
แต่ฉันนี่ละ ที่จะกลายเป็คนแรกในประวัติศาสตร์ซึ่งสามารถหยุดเ้าแสงนี้ได้!
“ย๊าก! ”
ชั่วพริบตานั้นเองที่พื้นผิวอากาศรอบตัวของฉันเริ่มพร่ามัว
อากาศโดยรอบกำลังถูกทำให้มีความหนาแน่นสูง อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนโครงสร้างของโมเลกุลอากาศเป็สสารอื่น ให้มันกลายเป็สสารที่รังสีแสงจำต้องเบนสะท้อนออก หรือไม่อาจมีพลังมากพอจะทะลุเข้ามาได้
ฉันเปลี่ยนโมเลกุลอากาศรอบตัวจนกระทั้งไม่มีแสงสว่างใดสามารถลอดผ่านบาเรียของฉันเข้ามาได้
ทั่วทัศนวิสัยตรงหน้าของฉันได้กลายเป็สีดำเพราะไร้ซึ่งแสงสว่าง อีกทั้งยังไร้ซึ่งเสียงเล็ดลอดเข้ามา
“ฉันพร้อมแล้วดอง! ”
ฉันเอื้อมมือสุดแขนเพื่อให้เลยระยะที่ความสูงยี่สิ---
*แว๊บ---!? *
มันเกิดขึ้นเร็วมาก
พริบตานั้นเองที่ภาพในอดีตได้ไหลย้อนกลับเข้ามาสู่สมองของฉัน
ภาพที่แม่กับพ่อกำลังอุ้มตอนฉันยังเป็ทารกตัวน้อยน่ารัก
ภาพที่วีรบุรุษบานามาเยี่ยมบ้านพร้อมกับอุ้มสตรีเผ่าั์ตัวน้อยที่หน้าตาคล้ายกับพรุนมาด้วย
หืม? เดียวนะ? พ่อกับแม่รู้จักกับผู้อำนวยการบานาด้วยเรอะดอง?
แต่เื่ในอดีตนะช่างมันไปก่อน
การที่อยู่ ๆ ภาพในอดีตได้ไกลย้อนกลับมานั้น นั่นอาจแปลได้ว่า…
“ฉันตายแล้วหรือดอง? ”
ในวินาทีที่ฉันยื่นมือขึ้นท้องฟ้า ทั่วทั้งวิสัยทัศน์ก็ได้กลายเป็สีขาวแทบจะในทันที
ไม่รู้สึกเ็ป ไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้สึกถึงความหนาวหรือร้อน ไม่รู้สึกอะไรเลยสักอย่าง
นอกจากความรู้สึกล่องลอยอยู่ในอากาศที่ว่างเปล่าเท่านั้น
ใช่… ฉันคงตายไปแล้ว
พ่อค่ะ แม่ค่ะ หนูขอโทษ
ขอโทษที่ได้ใจเกินไป ซนไม่เข้าท่าจนทำให้ตัวเองตายก่อนพวกท่าน
ขอโทษ พรุน ที่เคยแอบหยอดซอสพริกเผ็ดนรกแตกลงไปบนเค้กของเธอ
ขอโทษ ไฮเจนซันไฟล์ ที่เคยแอบแกล้งเอาถุงตดไปวางบนเก้าอี้ของเขา
ขอโทษ แฟต ที่เคยแอบเอาดินน้ำมันไปติดหนวดรับััของเธอ ในตอนที่เธอแอบงีบหลับกลางคาบเรียน
ขอโทษ เยลโล่ คาร์เนชั่น ที่ฉันเป็คนแกล้งเอาชุดนักเรียนหญิงไปสลับเปลี่ยนตอนคาบวิชาฝึกว่ายน้ำ
ขอโทษ โฮป ที่เคยแอบเอาหนังสือเรียนจำนวนมากไปยัดลงกระเป๋า เพื่อให้เขาแบกของหนัก ๆ กลับบ้าน
ขอโทษ---
“ยังคิดจะขอโทษอีกนานไหมคะ~? ”
“ดอง? ”
เสียงใครอ๊ะ?
“ลืมตาเถอะ เธอยังไม่ตายหรอกนะ”
“เอ๊ะ? อ๊ะ? ดอง!? ”
สิ่งแรกที่เห็นเมื่อลองลืมตาตื่น คือภาพของแสงสีแดงที่กำลังวิ่งตัดผ่านด้านข้างไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่สองซึ่งรู้สึกถึง คือกรงเล็บอันคมกริบของเผ่ามนุษย์นกที่กำลังจิกเข้ามาในหัวไหลของฉัน
“อืม… คงต้องเร่งความเร็วขึ้นหน่อย ระวังกัดลิ้นด้วยค่ะ~”
“เอ๊ะ? ---- ดองงงงงงงงงงงง!? ”
ฉันกรีดร้องออกมาอย่างตื่นใ
เพราะว่าพอรู้ตัวอีกที โลกทั้งใบก็กลับตาลปัตรไปหมดแล้ว
เ้าของเสียงใสที่แสนไพเราะราวกับเสียงของเทพธิดานั้น ได้พาร่างของฉันบินแทรกไปในลำแสงสีแดงที่พุ่งเข้าหา
แสงสีแดงนั้นกินพื้นที่มากกว่าสิบเมตรและยังมีจำนวนมากนับพันเส้น
ความเร็วของมันเทียบเท่ากับแสง เป็ความเร็วที่ไม่น่าจะมีใครสามารถหลบได้
แต่เ้าของเสียงใสผู้นี้กลับสามารถทำได้
เธอบินหักหลบได้ทุกลำแสง ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าลำแสงเ่าั้จะพุ่งมาจากทางไหน
แม้แต่ะุแสงที่พุ่งแตกกระจายกลางเส้นทางอย่างคาดเดาไม่ได้ กับแสงที่วิ่งไล่ติดตามราวกับสุนัขล่าเนื้อ เธอก็ยังสามารถบินหลบได้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แบบ
ร่างของฉันกับเธอบินพุ่งลงต่ำ ก่อนจะหักมุมสามสิบสิบองศาเลียบไปกับผิวทะเลสวนทิศทางของแสงสีแดง
คลื่นทะเลที่ซักกระจายขึ้นสูง ทำให้ฉันกลับมาััได้ถึงความเย็นของอากาศโดยรอบ
ฉันพยายามเงยหน้ามองขึ้นไปเพื่อดูใบหน้าเ้าของร่างที่ช่วยชีวิตของฉัน แต่กลับมองเห็นเพียงแค่แฝงขนนกตรงหน้าอกของเธอเท่านั้น
มันเป็แฝงขนสีแดงสลับขาวที่งดงาม
“ดูเหมือนว่าก้อนแสงชุดนั้นจะเป็ชุดสุดท้ายแล้วค่ะ”
“ชุดสุดท้าย? ... แว๊กกก!? ”
ข้างหน้าบนท้องฟ้ากว้างมีก้อนสีแดงกำลังพุ่งตรงเข้ามา
แสงสีแดงนั้นไม่ได้เป็ลำเส้นแสงเหมือนกับเมื่อกี้ แต่เป็บอลทรงกลมขนาดห้าสิบเิเที่คล้ายลูกพลาสม่าแทน
บอลสีแดงที่ร้อนแรงขนาดนั้นไม่เคยถูกค้นพบว่าเคยเกิดขึ้นมาก่อนสักครั้ง
แถมยังโจมตีมาเป็จำนวนมาก มากจนแทบจะกลายเป็คลื่นซินามิที่กำลังโถมซัดเข้าใส่
“ถ้าบินขึ้นสูง เดียวอาจจะโดนยิงถล่มอีกชุดได้ค่ะ ดังนั้น คงต้องบินเลียบทะเลแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเปี๊ยกสักเล็กน้อยนะคะ~”
“ดะ--”
ฉันรู้สึกว่าภาพของร่างกายตัวเองกำลังถูกทิ้งเอาไว้อยู่ที่ข้างหลัง
พริบตานั้นได้เกิดเสียงะเิอากาศดังก้องกลบเสียงของฉันไปจนสิ้น
แก้วหูอื้ออึง ภาพรอบตัวพร่ามัว ไปพร้อมกับทิ้งภาพบอลพลาสม่าซึ่งกำลังร่วงปูพรมสู่ทะเลเอาไว้ที่เื้ั
รู้สึกได้ว่าแรงะเินั้นเกิดขึ้นห่างเพียงปลายจมูก และยังมีจำนวนมากจนทำให้ทุกสิ่งตรงหน้ากลายเป็คลื่นสีฟ้าทะเล ควันสีขาวของไอน้ำ และแสงสีแดงของบอลพลาสม่า
แต่ช่างน่าแปลก
ถึงแม้ว่าจะการโจมตีทั้งหลายจะเฉียดเพียงปลายจมูก แต่กลับไม่มีการโจมตีไหนที่ทำร้ายถูกตัวของพวกเราเลย
เสมือนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ได้ถูกจัดวางในตำแหน่งปลอยภัยที่คำนวณมาเป็อย่างดีแล้วเช่นนั้น
“รอดแล้วค่ะ~”
“...ขอบคุณดอง”
ฉันถูกเธอพาตัวมาส่งบนดาดฟ้าเรืออย่างไร้รอยขีดข่วนหลังจากที่ทุกอย่างสงบลง
“เป็อะไรหรือเปล่าค่ะ ลี่! ”
“ให้ตายสิ วันหลังอย่าซนเกินเหตุแบบนี้อีกนะ”
สองคนแรกที่พุ่งเข้ามากอดฉันด้วยความเป็ห่วงคือเพื่อนรักของฉัน [พรุน] กับ [ดิวซ์]
“เธอคิดบ้าอะไรถึงได้ไปเสี่ยงตายแบบนั้นฟะ...”
“ใช่ค่ะ”
“เห็นด้วยอย่างยิ่ง”
“ใช่ ๆ ปิว~”
ตามมาด้วยโฮป แฟต กับไฮเจนซันไฟล์
ส่วนเ้าเยลโล่นั้น ไม่ต้องมาไหลตามน้ำไปกับคนอื่นเขาเลยนะดอง!
“ฮิ ฮิ ฮิ~ มีเพื่อนดีเหมือนกันนะเนี่ย~”
“อ๊ะ ค่ะ! ”
ฉันรีบหันหลังกลับไปขอบคุณผู้มีพระคุณอย่างรวดเร็ว
เธอเป็สตรีเผ่ามนุษย์นกที่มีขนสีแดงสลับขาว ตัดผมซอยสั้นเข้ากับใบหน้าอ่อนเยาว์น่ารัก
ดูแล้วน่าจะมีอายุประมาณรุ่นเดียวกับพวกฉันได้
“จำได้ว่าเจอครั้งล่าสุดยังตัวเล็กนิดเดียวเอง โตขึ้นเยอะน่าดูเลยน้า~ แต่ดูเหมือนนิสัยซุกซนจะแก้ไม่หายสิเนี่ย~”
“พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหรือดอง? ”
แต่ดูเหมือนว่าเธอน่าจะมีอายุมากกว่าที่เห็นภายนอก ถ้าหากพิจารณาจากคำพูดของเธอเมื่อกี้นี้
“พูดแบบนี้เ็ปใจแย่เลยน้า~ หรือดูแก่ขึ้น!? ไม่น่าจะเป็แบบนั้นหรอก พวกคุณิญญาบอกเองว่าฉันจะไม่มีวันแก่นี่~”
คุณิญญา? ไม่มีวันแก่?
“ทำหน้าสงสัยแบบนั้น คงนึกไม่ออกแน่ ๆ สินะ...ฉัน [เปอร์ไซต์] ไอดอลชื่อดังจากยุคของคุณพ่อคุณแม่ของพวกเธอยังไงละ~! ”
ฉันจำชื่อนั้นได้
ในสมัยอดีตก่อนที่ฉันจะถือกำเนิดขึ้นมาลืมตาดูโลก
ท่านแม่กับท่านพ่อเคยเล่าให้ฟัง ว่าพวกเราเผ่าทั้งห้าเคยทำากันมาก่อน
ในสมัยนั้นมียอดวีรบุรุษผู้กล้าที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของาขึ้นมาจากทั้งห้าเผ่าเริ่มแรก
ท่านแม่ของฉัน ผู้กล้า [เอสเทอ] ของเผ่าภูติ
วีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ผู้กล้า [บานา] ของเผ่าั์
สตรีผู้งดงาม ผู้กล้า [เอรีส] ของเผ่ามนุษย์
กุนซื่อของอาร์โธร์โพดา ผู้กล้า [สเลบ] ของเผ่ามนุษย์มด
และคนสุดท้าย คนที่ได้รับฉายาว่า [สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก] ที่แม้แต่ผู้กล้าบานาก็ยังไม่อาจเอาชนะได้
ผู้กล้าจากเผ่ามนุษย์นก [เปอร์ไซต์]
และเธอคนนั้นได้มายืนอยู่ตรงหน้าของฉัน ณ ตอนนี้แล้ว