โม่เอินนั่งอยู่บนหลังคา เสียงเรียกที่ได้ยินเมื่อสักครู่ทำให้เขาหวนนึกถึงวันที่นายใหญ่สกุลจ้าวยอมเสี่ยง ช่วยชีวิตจวิ้นจู่น้อยให้รอดพ้นจากกองเพลิง ตอนนั้นเขาไม่รู้เรื่องอันใดมาก รู้เพียงต้องปกป้องเจ้านายให้เดินทางไปยังที่นัดหมายให้ได้
กว่าจะฝ่าฝันไปได้แต่ละด่านก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่นายท่านผู้เฒ่าไม่ย่อท้อส่งจวิ้นจู่น้อยออกจากกำแพงเมืองฉางอันเพื่อส่งต่อให้กับฉีอ๋องได้อย่างปลอดภัย
คืนนั้นมีเพียงเขาและนายท่านผู้เฒ่าเท่านั้นที่ปฏิบัติภารกิจ ความลับที่ถูกเก็บไว้มานาน วันนี้ถูกทำให้นึกถึงอีกครา
โม่เอินนับถือคุณหนูที่รู้ว่าสตรีนางนี้คือผู้ใด จึงสั่งให้เขาจับตามองและแล้วสิ่งที่คุณหนูคาดการณ์ก็เกิดขึ้นจริง
เป็นถึงจวิ้นจู่เหตุใดถึงได้คิดอะไรตื้นเขินนัก โม่เอินมิได้ห่วงชีวิตผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย ที่เขาห่วงคือชีวิตของคนสกุลจ้าว หวังว่าสวรรค์จะเมตตาผู้มีจิตใจดีอย่างสกุลจ้าว
จ้าวลู่ชิงยืนมองเหมียนเหมียนอยู่ข้างเตียง เป็นนางก็ยากที่จะรับไหว บิดาถูกสังหารอย่างโหดร้าย พี่ชายก็ต้องจบชีวิตลงเพราะคนพวกนั้นกลัวว่าจะเป็นภัยในอนาคต มารดาและข้าทาสบริพารถูกกองเพลิงแผดเผา
เรื่องตงกงถูกลอบวางเพลิงจ้าวลู่ชิงรู้มาจากเผยเยี่ยน เพราะเรื่องนี้ถูกปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด แม้จะมิดชิดอย่างไรหน้าต่างย่อมมีหูประตูย่อมมีช่อง ยังมีขุนนางชั้นสูงอยู่หลายคนที่รู้เรื่องนี้ เพียงแค่ไม่เผยแพร่มันออกไปให้ชาวบ้านตื่นตกใจ
“เหมียนเหมียนนางเป็นอันใดหรือเจ้าคะ” ซูเซียงถามด้วยความสงสัย
ซูเจินกับอี้หมัวมัวก็ตั้งใจฟังคำตอบที่จะออกมาจากปากจ้าวลู่ชิง พวกนางก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหมียนเหมียน
“นางป่วยเป็นโรคประหลาด” จ้าวลู่ชิงก้มหน้าเศร้า
“ป่วยเป็นโรคประหลาด!” บ่าวทั้งสามตกใจกับสิ่งที่ได้รับรู้
“ยามที่นางเครียดขึ้นมาก็จะชักอย่างที่พวกเจ้าเห็น ดังนั้นพวกเจ้าพยายามอย่าหาเรื่องนาง”
“น่าสงสารนางนะเจ้าคะ" ซูเซียงไม่ค่อยถูกกับเหมียนเหมียนที่สุด แต่ยามนี้นางแสดงออกว่าสงสารเหมียนเหมียน “ต่อไปข้าจะไม่หาเรื่องนางอีกแล้ว”
“ข้าก็ด้วยเจ้าค่ะ” ซูเจินรีบบอกว่านางจะไม่หาเรื่องเหมียนเหมียนอีกคน
จ้าวลู่ชิงยกยิ้มมุมปาก และให้อี้หมัวมัวเฝ้าเหมียนเหมียน ส่วนนางจะไปเตรียมการอะไรบางอย่าง
ไท่ซ่างหวงยืนทอดพระเนตรสหายที่ฝึกวรยุทธ์อย่างหนักหน่วง อายุแก่ปูนนี้แต่ทำไมถึงได้มีเรี่ยวแรงไม่เสื่อมคลาย
“เจ้าพักหน่อยเถิด”
เผยเยี่ยนหยุดพักเหนื่อย เดินมาหยิบผ้าเช็ดหน้าในมือของหลี่หยวน ขันทีกับองครักษ์ที่คอยรักษาความปลอดภัยลอบมองหน้ากัน
ปกติไท่ซ่างหวงเคยทำแบบนี้เสียที่ไหน มีแต่พวกตนคอยยื่นผ้าให้ แต่พอมาอยู่ที่นี่ไท่ซ่างหวงกลับเป็นผู้ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับสหาย
“ข้าต้องซ้อมให้หนัก เจ้าเห็นสีหน้ากระหายเงินทองของเสี่ยวชิงหรือไม่ เด็กคนนี้ร้ายกาจใช้ข้าเป็นตัวแทนหาเงิน”
“เหตุใดนางต้องใช้เจ้าเป็นตัวแทนหาเงิน”
“ตาเฒ่าจ้าวเฉิงห้ามบุตรหลานเล่นการพนันทุกชนิด แต่ยาโถวผู้นี้เป็นเด็กฉลาด ห้ามนางเล่นนางก็ยืมมือผู้อื่นเสียเลย”
“เจ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำสิ จะตามใจนางไปเพื่ออันใด นางเป็นลูกศิษย์มิใช่อาจารย์เจ้าเสียหน่อย”
“มิได้หรอก ข้าต้องทำงานให้นางสักหน่อย พอข้าตายไปจะได้มีคนเซ่นไหว้”
จ้าวลู่ชิงเดินเข้ามาทันได้ยินชายชราทั้งสองพูดคุยกันพอดี
“เอ่ยถึงเจ้าก็โผล่หัวมาพอดี” เผยเยี่ยนมองลูกศิษย์ที่อยู่ในชุดเตรียมพร้อมประลองฝีมือกับตน
“เมื่อสักครู่ข้าได้ยินว่าท่านกลัวจะไม่มีผู้เซ่นไหว้หรือเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงส่งยิ้มหวาน “ถ้าการประลองครั้งนี้ชนะ ท่านอาจารย์อยากได้โลงศพจากไม้ชนิดใด ข้าจะขวานขวายมาให้ท่าน”
ยุคโบราณผู้สูงวัยต่างเตรียมโลงศพไว้ให้ตนเองกันแทบทุกคน ท่านปู่กับท่านย่าของนางยังเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่คนตรงหน้าจะแตกต่างจากผู้อื่นสักหน่อยตรงที่ยังไม่เตรียมโลงศพไว้ให้ตัวเองเพราะหาไม้ที่ถูกใจยังไม่ได้
เผยเยี่ยนตาเปล่งประกายกับข้อเสนอสุดพิเศษ จนป่านนี้เขายังไม่ได้เตรียมโลงศพไว้ให้ตัวเองเหมือนอย่างที่สหายแต่ละคนทำ
“ค่อยเป็นค่อยไป ข้ายังไม่คิดที่จะตายง่าย ๆ” เล่นตัวสักเล็กน้อย ไม่ให้นางได้ใจจนเกินไป มิฉะนั้นเขาจะถูกความเจ้าเล่ห์ของนางล่อลวงทุกครั้งที่นางต้องการสิ่งใด
“พรุ่งนี้จะถึงวันร่ำรวยของท่านอาจารย์กับไท่ซ่างหวงแล้ว ข้าจะอุทิศตนเป็นคู่ซ้อมให้กับท่านอาจารย์เอง”
หลี่หยวนเชื่อที่สหายบอกเล่าอย่างไม่มีข้อสงสัย สตรีนางนี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ เฉลียวฉลาด รู้จักหลบหลีก เขาชื่นชมที่นางรู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี
ต้นไม้และใบหญ้าบริเวณนั้นปลิวไสวเพราะการต่อสู้ของอาจารย์กับลูกศิษย์ ทหารและองครักษ์เงาลอบมองการต่อสู้ที่รุนแรงและเพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ
------------------------------------------
หน้าหอต่อสู้เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศของแคว้น การประลองจะเกิดขึ้นทุก ๆ สามวัน ดูเหมือนว่าวันนี้ผู้คนจะมาร่วมชมความสนุกกันมากกว่าทุกครั้ง
สองพี่น้องสกุลลี่ยืนขอยืมเงินผู้ที่ผ่านไปผ่านมาอยู่บริเวณหน้าหอต่อสู้
“คุณชายต้องการผู้มีความสามารถในการต่อสู้หรือไม่”
เด็กหญิงรูปร่างอ้วนในวัยสิบขวบวิ่งเข้าไปขวางหน้าคุณชายที่เพิ่งก้าวลงจากรถม้า
“ถอยไป! เจ้าเด็กอ้วน” บ่าวรับใช้ตวาดเด็กน้อยที่มายืนขวางทาง
ลี่มี่ถอยกลับไปยืนที่เดิมด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย แต่นางก็ไม่ท้อ พยายามเข้าไปขอยืมเงินทุนจากบุคคลร่ำรวยที่เดินทางมาในวันนี้
“พี่สาว” ลี่จินเด็กชายวัยแปดขวบจับมือพี่สาวไว้แน่น พวกตนมายืนอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่เช้ายังไม่มีผู้ใดให้พวกตนยืมเงินเลยสักคน
“วันนี้ข้าต้องเข้าร่วมการประลองให้ได้” เด็กหญิงวัยสิบขวบกล่าวด้วยใบหน้ามุ่งมั่น
ลี่จินยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา พี่สาวของเขากำลังจะถูกขาย นางไม่อยากถูกขายจึงมาขอยืมเงินอยู่หน้าหอต่อสู้เพื่อใช้สำหรับสมัครเข้าร่วมประลอง
“นายท่านหยุดก่อนเจ้าค่ะ”
“ถอยไป”
ลี่มี่ยังไม่ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ก็ถูกไล่เหมือนทุกครั้ง ความหวังเข้าร่วมประลองของนางช่างริบหรี่เหลือเกิน นางไม่อยากถูกขายจึงต้องพยายามดิ้นรนมาขอยืมเงินค่าสมัครเข้าร่วมประลอง ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจนางเลยสักคน
“คุณชาย” เด็กน้อยรีบวิ่งไปหาเป้าหมายต่อไป นางไม่ย่อท้อแม้จะถูกมองด้วยสายตารังเกียจก็ตาม นางชินชากับสายตาคนร่ำรวยพวกนี้เสียแล้ว
เด็กน้อยสิบขวบที่อ้วนจนตาแทบปิดแบบนางจะมีสักกี่คน หากไม่ได้อยู่ในชุดขาด ๆ ผู้คนคงคิดว่านางมาจากตระกูลคหบดีร่ำรวยเงินทอง
ลี่จินเป็นเด็กฉลาดมากกว่าพี่สาวจึงคิดหาวิธีช่วยเหลือ พลันสายตามองเห็นเป้าหมาย เท้าน้อย ๆ ที่สวมเพียงรองเท้าฟางขาด ๆ วิ่งตรงไปยังรถม้าคันใหญ่ที่วิ่งมาจอดพร้อมกันสี่คัน
“คุณชาย พวกท่านมาร่วมชมการประลองหรือขอรับ”
ซูเซียงแต่งกายเป็นบุรุษก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ก้มมองเด็กที่มายืนอยู่ข้าง ๆ รถม้า นางยังไม่ได้ตอบคำถาม หันไปช่วยคุณหนูที่แต่งกายเป็นบุรุษเช่นเดียวกันก้าวลงจากรถม้า
มาเยือนหอต่อสู้ในครั้งนี้พวกตนยกโขยงมากันทั้งหมด ขนาดเหมียนเหมียนยังสามารถเดินทางมาด้วยได้ ที่นางเดินทางมาได้เพราะจ้าวลู่ชิงให้นางสวมหน้ากากมนุษย์เพื่อปิดบังใบหน้าเดิม
จ้าวลู่ชิงหันมองเด็กน้อยที่ยืนแหงนหน้ามองพวกตน
“เจ้าต้องการอันใดหรือ”
“คุณชายต้องการผู้มีความสามารถในการต่อสู้หรือไม่”
“หือ” จ้าวลู่ชิงและทุกคนงุนงง พวกนางจะต้องการผู้มีความสามารถไปทำไม
“พี่สาวข้ามีความสามารถในการต่อสู้ คุณชายยินดีให้พวกเรายืมเงินสิบก้วนได้หรือไม่ ถ้าเกิดชนะแล้วพวกเราจะนำเงินมาคืน”
“พี่สาวเจ้า?” จ้าวลู่ชิงมองตามนิ้วเล็ก ๆ ที่ชี้ไปยังเด็กหญิงตัวอ้วน
“ใช่ขอรับ นางเก่งกาจมาก พวกท่านรออยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะไปเรียกนางมาแสดงฝีมือให้พวกท่านชม”
ลี่จินรีบวิ่งไปกระซิบข้างหูพี่สาว ลี่มี่เห็นว่ามีผู้หยุดพูดคุยกับน้องชายก็รีบวิ่งเข้าไปหา
“คารวะคุณชายทุกท่าน ข้ามีนามว่าลี่มี่ ข้าอยากยืมเงินพวกท่านจำนวนสิบก้วนเป็นค่าสมัครในการร่วมประลอง ถ้าเกิดว่าข้าชนะแล้วจะนำเงินมาคืนพวกท่าน”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตนเองจะชนะ” เผยเยี่ยนมาหยุดยืนมองเด็กหญิงตัวอ้วน
“ข้ามีกำลังมหาศาล” ลี่มี่ยกกำปั้นขึ้นเพื่อโอ้อวด
“เจ้ามีกำลังมหาศาล”
“ใช่”
ลี่จินรีบเข้ามาช่วยเจรจา “นายท่านให้พี่สาวข้าแสดงพละกำลังที่นางมีให้พวกท่านชมด้วยเถิด” แหงนหน้าขอร้องเผยเยี่ยน
“เจ้าอายุเท่าไหร่กัน ช่างเจรจายิ่งนัก” หลี่หยวนเผยรอยยิ้ม เด็กชายตัวเล็กผู้นี้ฉลาดเฉลียวกว่าคนเป็นพี่สาวนัก
“อายุแปดขวบขอรับ”
“อ๊ายหยา! อายุเพียงแปดขวบก็ช่างเจรจราเสียแล้ว” หลี่หยวนหยอกล้อ
“เอาล่ะ เจ้ามาลองแสดงฝีมือให้ข้าดูหน่อย” เผยเยี่ยนยกฝ่ามือออกไปด้านหน้าจากนั้นก็บอกให้นางชกฝ่ามือของตน
ลี่มี่ไม่ทำให้ผิดหวังนางยกหมัดขึ้นแล้วชกฝ่ามือของเผยเยี่ยน
“ท่านไม่เป็นอันใดเลยหรือ” ลี่มี่กับน้องชายตกใจที่ชายชราผู้นี้ไม่เป็นอันใด
“ปกติพี่สาวจัดการกับผู้ที่มาหาเรื่องจนกระเด็นเลยนะ ท่านไม่เป็นอันใดเลยหรือ” ลี่จินอ้าปากค้าง
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์หัวเราะกับการแสดงละครตบตาของเด็กเหลือขอทั้งสองคน ตัวเท่าสุนัขแต่รู้จักทำตัวเป็นนักต้มตุ๋น
จ้าวลู่ชิงขมวดคิ้วทันที ผู้อื่นอาจไม่สังเกตเห็นแต่นางเห็นเต็มสองตา เมื่อสักครู่เท้าท่านอาจารย์ขยับ เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกว่าเด็กลี่มี่มีพละกำลังมหาศาลอย่างที่กล่าวจริง ๆ
“ฝีมือเจ้ายอดเยี่ยมมาก แต่เจ้าเป็นเด็กไม่ควรเข้าร่วมประลอง” เผยเยี่ยนเอ่ยชมพร้อมห้ามปราม เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา
“ทำไมข้าถึงเข้าร่วมไม่ได้ หอต่อสู้มิได้ตั้งกฎว่าห้ามเด็กเข้าร่วมการประลองสักหน่อย” ลี่มี่ไม่ยอมแพ้ นางต้องเข้าร่วมการประลองให้ได้
“เจ้ามีพละกำลังก็จริงแต่ยังมีคนที่มีพละกำลังเหนือเจ้าอีกไม่น้อยที่เข้าร่วม เจ้าเป็นเพียงเด็กจะสู้พวกเขาได้อย่างไร”
“ข้าจะลองดู”
“หนูน้อย เหตุใดเจ้าถึงยืนกรานจะเข้าร่วมประลองให้ได้” จ้าวลู่ชิงสอบถาม
“ข้าต้องการเงิน”
“เจ้าต้องการเงินไปทำอันใด”
“ให้ท่านแม่กับท่านย่า” ลี่มี่บอกออกไปตามตรง
ลี่จินไม่อยู่เฉย พี่สาวตนพูดขวานผ่าซากจนเกินไป เขาจึงต้องออกโรงเอง
“ครอบครัวพวกเรานั้นยากจน พรุ่งนี้พี่สาวจะถูกขายออกไป พวกเราสองพี่น้องไม่มีทางเลือกจึงพยายามหาเงินไปช่วยเหลือครอบครัวเพื่อไม่ให้ที่บ้านขายพี่สาวขอรับ”
จ้าวลู่ชิงชมเชยเด็กชายแปดขวบภายในใจ เด็กคนนี้มีศิลปะในการพูด ถ้าไม่เห็นการแต่งกายนางคงคิดว่าเป็นเด็กจากตระกูลชนชั้นสูงที่ถูกอบรมมาตั้งแต่ยังเล็ก
“เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องเข้าร่วมประลองหรอก เข้าไปข้างในกับพวกข้าเถิด” จ้าวลู่ชิงชักชวน พวกนางเสียเวลาอยู่ด้านหน้าหอมากพอแล้ว
“พวกเจ้าตามมา รับรองว่าวันนี้พวกเจ้าได้เงินไปให้ครอบครัวแน่” ซูเซียงที่รั้งท้ายดึงแขนเด็กทั้งสองให้ตามเข้าไปด้านใน