น่าสงสารยิ่งนัก
เยี่ยนเจาเจาเป็นคนเลือดเย็นไร้ความรู้สึกความรู้สึกที่มีอย่างจำกัดล้วนถูกมอบให้คนที่นางยอมรับไปจนหมดแล้ว
แต่หากพูดกันตามความจริงอาฮวาเองก็มิได้เป็นคนที่นางเชื่อใจ นางเป็นเพียงสาวใช้ที่พบกันโดยบังเอิญ ช่วงเวลาน่ากลัวที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายกลับกล้านำร่างตนเองมารับดาบแทนเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนเจาเจาจึงกังวลใจต่อนางมากพอควร
มันไม่มีความเกี่ยวข้องกับความคิดอื่นใดเยี่ยนเจาเจาเพียงรู้สึกสงสารเอ็นดูนางเท่านั้น
ด้านหนึ่งเยี่ยนเจาเจาช่วยอาฮวาพันผ้าตรงบาดแผลอีกด้านหนึ่งก็มองไปยังเรียวแขนบอบบางที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด และยังมีรอยแผลเป็นอีกมากมายในใจพลันรู้สึกอึดอัด
มิรู้ว่าเหตุใดถึงทำให้เยี่ยนเจาเจานึกถึงอาการบาดเจ็บของหนานหมิงเหอเมื่อครั้งก่อนขึ้นมา
ตอนนั้นพี่รองก็บาดเจ็บหนักจากการถูกดาบแทงที่หน้าอกจนเนื้อเปิดหยาดเหงื่อที่หมักหมมจนทำให้เนื้อกลายเป็นสีซีด มองแวบแรกก็พาให้คิดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส
เยี่ยนเจาเจาคิดไปคิดมามิรู้ว่าเหตุใดดวงตาของนางถึงเปลี่ยนเป็นสีแดง
นางรู้สึกหน่วงๆ ที่จมูก ดวงตาทั้งสองข้างกะพริบถี่
ความจริงหยดน้ำตาของเยี่ยนเจาเจาไหลลงจนถึงขนตาแล้วแม้แต่ตัวนางเองก็ยังมิรู้ด้วยซ้ำว่า ใบหน้าของตนมีความเจ็บปวดมากเพียงใด
ตลอดเส้นทางท่าทีของเยี่ยนเจาเจาสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่งนางมิได้มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์เช่นนี้เมื่อชาติที่แล้วนางได้ประสบมามากมายหลายครั้งรวมถึงตอนนี้ที่นางกำลังคุกเข่าอยู่ด้านข้างอาฮวา กำลังช่วยพันแผลให้อาฮวามันรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
ชาติที่แล้วตอนอยู่กับเหลียงอินเขาเคยโดนลอบสังหารหลายครั้ง เขาเป็นคนที่หวาดกลัวความเจ็บปวดยิ่งนักหากผู้อื่นช่วยพันแผลแล้วทำให้เขาเจ็บ เขาก็จะแสดงความโกรธและด่าคนผู้นั้นทันทีเยี่ยนเจาเจามิต้องการเห็นเขาบันดาลโทสะ จึงเป็นฝ่ายรับหน้าที่จัดการสิ่งนี้ด้วยตนเอง
จะว่าไปก็เหมือนความโชคร้ายที่แปรเปลี่ยนเป็นความโชคดีแม้เยี่ยนเจาเจาจะรู้สึกเสียใจที่ได้ผ่านวันและเวลาอันยาวนานมากับเหลียงอินแต่นางในตอนนี้ก็มีทักษะและสภาพจิตใจที่ผ่านการฝึกฝนโดยความยากลำบากในตอนนั้นมาแล้วเมื่อคิดถึงมันก็เป็นเพียงความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมด
ตอนที่เยี่ยนเจาเจาช่วยเหลียงอินพันแผลก็ได้เรียนรู้เรื่องจุดฝังเข็มและจุดห้ามเลือดบนร่างกายมนุษย์ไปด้วยเยี่ยนเจาเจาช่วยกดจุดให้อาฮวาและนำผ้ามาพันแผลห้ามเลือดเอาไว้ การเคลื่อนไหวดูคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งอีกทั้งท่วงท่าก็ยังดูราวกับสงบลง
ทว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ได้รู้สึกเศร้าเพราะคิดถึงเหลียงอิน
นางรู้สึกเศร้าเพราะตัวของนางเองเพราะความคับข้องใจทำให้นางรู้สึกหดหู่ เพราะความคิดถึงและกังวลทำให้รู้สึกโศกเศร้า
เดิมทีความคิดจิตใจของเยี่ยนเจาเจาเป็นอะไรที่ดูมั่นคงเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าตัวนางจะกลายเป็นเชลย แต่นางก็ยังมีการคิดการคำนวณที่เป็นแบบแผนมีระเบียบซึ่งนั่นถือเป็นข้อดีของนาง อีกทั้งยังมีการวางแผนเพื่อออกจากสถานการณ์อันยากลำบากนี้ด้วย
แต่ยามนี้เมื่อเห็นบาดแผลที่อาฮวาต้องมาเจ็บเพราะตนนางนึกถึงภาพบาดแผลจากดาบที่แทงลึกบริเวณหน้าอกของหนานหมิงเหอทั้งยังนึกย้อนมองตัวเองว่าการถูกลักพาตัวครั้งนี้ มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะเอ่ยออกมาได้
เยี่ยนเจาเจาเดินทางไปบนท้องถนน ทุกๆวันถูกกลีบดอกไม้ตัวปัญหาทำให้ขยับตัวไม่ได้ นอนหลับไม่สนิท แม้แต่ตอนพักถ่ายเบายังรู้สึกเหมือนมีคนเดินห่างจากตนแค่ไม่กี่ก้าววันเวลาเช่นนี้ช่างทำให้รู้สึกหดหู่ใจมากจริงๆ
ในอดีตตอนที่รู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่งพิงเยี่ยนเจาเจามิเคยรู้มาก่อนว่าความคับข้องใจคือสิ่งใด
แต่ที่นี่ยามนี้ ความทรงจำทั้งหมดในอดีตที่เกี่ยวข้องกับหนานหมิงเหอได้ปรากฏขึ้นมาในหัวท้ายที่สุดเยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกได้ว่าตนอึดอัดคับข้องใจเป็นอย่างยิ่ง
มีสิทธิ์อันใดกัน?
เยี่ยนเจาเจาต้องการนำสาเหตุและคำว่าเหตุใดทั้งหมดโยนทิ้งไปอยากกระโจนเข้าไปร้องไห้ในอ้อมแขนของพี่รอง เล่าให้เขาฟังว่าตลอดการเดินทางในครั้งนี้นางทุกข์ทรมานและอึดอัดมากเพียงใด
ด้วยความคิดนี้น้ำตาของเยี่ยนเจาเจาก็รินไหลออกมาจากใบหน้าที่ซูบผอมของนาง ประกายของหยดน้ำตารวมตัวกันอยู่ตรงปลายคางมนจากนั้นน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าก็ไหลอาบลงมายังเบื้องหน้า
แต่ตอนนี้ไม่มีพี่รองไม่มีใครมาปลอบประโลมทุกการร้องไห้ของนาง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือไม่มีอ้อมแขนอันอ่อนโยนที่คอยบอกกับนางว่าอย่าร้องไห้
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งร้องไห้ และที่ยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยนเจาเจาที่อยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ต้องการความรู้สึกอ่อนแอและไร้หนทางขอความช่วยเหลือเช่นนี้
ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงส่ายหน้านางหันหน้าไปเช็ดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้าและหันกลับไปพันแผลให้กับอาฮวาต่อ
แม้ว่าอาการบาดเจ็บของอาฮวาจะสาหัสแต่จิตสำนึกของนางยังคงอยู่ เห็นเยี่ยนเจาเจาวางสถานะคุณหนูผู้สูงศักดิ์ของตนลงคุกเข่าลงที่ข้างกายเพื่อทำแผลให้นาง และยังหลั่งน้ำตาให้อีกในใจของนางรู้สึกหวาดกลัวแต่ก็ซาบซึ้งมากเช่นเดียวกัน
ตอนที่อาฮวาก้าวเข้ามารับดาบแทน มันเป็นการเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัวแต่ยามนี้เมื่อเห็นเยี่ยนเจาเจาทำเช่นนี้ อาฮวาก็คิดว่าการกระทำของตนในครั้งนี้อย่างน้อยมันก็คุ้มค่าแล้ว
ไม่นานเลือดก็หยุดไหลบางทีอาจเป็นเพราะบุญคุณเรื่องรับดาบแทน จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยนเจาเจาและอาฮวาใกล้ชิดกันมากขึ้นเยี่ยนเจาเจาที่อยู่ตรงหน้าอาฮวาในตอนนี้ทิ้งภาพลักษณ์คุณหนูไปจนหมดแล้วทั้งสองคนพูดคุยกันราวกับว่าสนิทกันยิ่งนัก
ก่อนที่ทั้งสองจะนอนหลับเยี่ยนเจาเจาก็ได้ดึงอาฮวาและเล่าเรื่องราวระหว่างตนกับพี่รอง ดูเหมือนว่านางเตรียมพร้อมยอมรับอาฮวาเป็นคนกันเองแล้ว
อาฮวารู้สึกสุขใจเมื่อรู้ว่าคุณหนูน่าจะยอมรับตนแล้วดูเหมือนนางจะวางแผนเป็นอย่างดี ภายหลังก็มิแน่ว่าจะพานางติดตามไปด้วยดังนั้นแม้ว่าร่างกายจะได้รับบาดเจ็บ แต่ใบหน้าก็แสดงอาการดีใจออกมา
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็พูดคุยกันต่อและไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อใดเยี่ยนเจาเจาหลับไม่สนิทสักเท่าไร ตอนที่พลัดพรากที่อยู่และใช้ชีวิตอย่างยากลำบากนางมีความฝันมากมายอีกทั้งยังนอนมิค่อยหลับ เพียงด้านนอกหน้าต่างมีเสียงลมพัดผ่านก็ทำให้นางตื่นขึ้นมาแล้ว
เยี่ยนเจาเจาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงเตี้ยนุ่มๆบนตัวไม่รู้ว่าเอาผ้านวมผืนบางมาห่มตั้งแต่ตอนไหน อาฮวาเองก็ปีนขึ้นมานอนบนเตียงด้วยแต่มิได้ห่มร่างกายด้วยสิ่งใดเอาไว้เลย
เยี่ยนเจาเจาเดาว่าภูมิประเทศของที่นี่มิได้เป็นพื้นที่ต่ำแม้กลางวันอากาศจะร้อนระอุ แต่พอตกเย็นลมที่พัดผ่านก็ทำให้รู้สึกเย็นสบาย
เสื้อผ้าที่อาฮวาสวมเป็นชุดเดียวกับที่นางสวมเมื่อตอนกลางวันลักษณะบางยิ่งนัก พอตกดึกเห็นได้ชัดว่าอากาศหนาวลงเมื่อเยี่ยนเจาเจาลูบไปที่มือของอาฮวาก็รู้สึกได้ว่ามันหนาวจนไร้สิ่งใดเทียบ
ผ้านวมผืนบางที่อยู่บนกายน่าจะถูกอาฮวาห่มให้ดูเหมือนนางคอยปกป้องตนอยู่และผล็อยหลับไป
ใจของเยี่ยนเจาเจารู้สึกสับสนเห็นอาฮวาหลับสนิท ในที่สุดก็ลุกขึ้น
นางอุ้มอาฮวาไม่ไหวจึงไปนำเสื้อคลุมตัวใหญ่ของตนมาคลุมร่างของอาฮวาเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้นางป่วย
หลังจากนั้นเยี่ยนเจาเจาก็ไม่รู้ว่าตนหลับไปอีกครั้งตั้งแต่ตอนไหนด้านอาฮวาตื่นขึ้นมาเห็นว่าเยี่ยนเจาเจาหลับสนิทจึงอุ้มอีกฝ่ายเข้าห้องนอน
ด้านนอกมีเสียงนกฮูกดังลอดเข้ามาฟังดูแล้วช่างน่าขนลุกเสียจริง อาฮวาตกใจกลัวจนไม่มีอารมณ์จะนอนต่อ นางเดินไปปิดบานหน้าต่างก่อนจะเดินไปจิบชาสองสามอึกก็รู้สึกเหมือนต้องการจะปลดทุกข์ แต่นางมิอาจใช้ถังสำหรับปลดทุกข์ในห้องนอนได้จึงทำได้เพียงเคาะประตูเพื่อให้คนเฝ้ายามด้านนอกเปิดประตูให้นางออกไปปลดทุกข์
ตอนที่อาฮวาเดินออกไปเยี่ยนเจาเจาก็ลืมตาตื่นขึ้น ดวงตาจับจ้องไปตามเงาแผ่นหลังของอาฮวามุมปากยกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมา
วันที่หกเป็นวันฟ้าเปิดอากาศแจ่มใส คนกลุ่มนี้พาตัวเยี่ยนเจาเจาและอาฮวาขึ้นไปบนรถม้าล้อรถม้าหมุนเคลื่อนโดยมิรู้ว่ากำลังไปที่ใด
ต้องขอบคุณพรที่เยี่ยนเจาเจาขอไปเมื่อครั้งก่อนวันนี้คนเหล่านั้นมิได้เอาตัวเยี่ยนเจาเจายัดใส่ในหีบอีกแล้วเพียงแต่รถม้าคันนี้โกโรโกโสยิ่ง ใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาและอาฮวาจึงมอมแมมไปด้วยฝุ่นมิต่างอะไรไปจากหัวมันฝรั่ง รถม้าที่โคลงเคลงทำให้พวกนางกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่หลายครั้ง
ถนนที่ใช้เดินทางครั้งนี้ทั้งเงียบสงัดทั้งแคบไม่มีชีวิตที่สะดวกสบายอย่างในโรงเตี๊ยมอีกแล้ว
มิรู้ว่าเป็นเพราะการต่อสู้เมื่อครั้งที่แล้วหรือไม่จึงได้ทำให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ การเดินทางก็เป็นไปอย่างรวดเร็วเรียกได้ว่าแทบจะไม่หยุดพักผ่อนเลย
การควบคุมตัวเยี่ยนเจาเจาและอาฮวาก็ดูเข้มงวดยิ่งขึ้นแม้ว่าในท้องของเยี่ยนเจาเจาจะเต็มไปด้วยแผนการและการคิดหาหนทาง ทว่าในช่วงเวลาอันแสนสั้นนี้จึงมิอาจนำมันออกมาใช้ได้
อีกทั้งการส่งข่าวสารของพวกเขายามนี้ก็เป็นไปอย่างรัดตัวมิรู้เป็นเพราะว่าถือดีหรือยุ่งจนหัวหมุนรหัสลับที่พวกเขาใช้ระหว่างกันมีหลายครั้งที่มิได้หลีกเลี่ยงเยี่ยนเจาเจาและอาฮวา
อาฮวาฟังไม่ออก แต่เยี่ยนเจาเจาค่อยๆเข้าใจกฎการใช้ การเลี่ยงคำหลายๆ อย่างของคนเหล่านี้แล้ว และเข้าใจแล้วว่ารหัสลับที่พวกเขาใช้แท้จริงคือสิ่งใดกันแน่
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังฉลาดหลักแหลมยิ่งนักแต่ก่อนนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ได้สอนเกี่ยวกับการใช้รหัสลับสามชุดที่มักจะพบเห็นได้บ่อยรหัสลับที่คนเหล่านี้ใช้มิได้เป็นชุดคำเหล่านั้น ทว่าก็ยังเป็นคำที่ดัดแปลงมาจากพื้นฐานรหัสลับเหล่านั้น
แรกเริ่มเยี่ยนเจาเจาก็ฟังไม่ออกเพียงแต่ค่อยๆ ควานหาก็ทำให้เข้าใจกฎของมันได้ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนเยี่ยนเจาเจาก็สามารถฟังความหมายที่พวกเขาพูดกันได้อย่างคร่าวๆแล้ว
ดูเหมือนคนพวกนี้จะพานางไปที่เมืองเซียงซีผู้นำของคนกลุ่มนี้ใช้ชื่อลับว่า “อาเฟิ่ง” แน่นอนว่าจุดประสงค์ของอาเฟิ่งก็คือการจับตัวเยี่ยนเจาเจามาอย่างเป็นๆทั้งยังย้ำเตือนอีกว่าหากมิจำเป็นก็จะให้เยี่ยนเจาเจาได้รับบาดเจ็บมิได้เป็นเด็ดขาด
แน่นอนว่านี่คล้ายกับสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาคาดเดาเป็นหนึ่งเหตุผลว่าเหตุใดในตอนที่เยี่ยนเจาเจาแสดงความปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ ออกมา คนพวกนั้นจึงตอบรับคำขอ
พวกเขาต้องการเชลยที่เชื่อฟังตราบใดที่เยี่ยนเจาเจาไม่ตาย พวกเขาก็จะไม่พบกับเรื่องอันตรายถึงชีวิต
ทว่าจุดหมายที่พวกเขาเดินทางไปนั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ไปเมืองเซียงซี เช่นนั้นก็ต้องรู้เรื่องสลักกุญแจเชียนจีและข่าวลือเกี่ยวกับสมบัติของตระกูลเหลียง
ผู้ที่รู้เรื่องสลักกุญแจเชียนจีมีประมาณเท่าไรเยี่ยนเจาเจาไม่อาจรู้ได้แต่เพื่อสลักกุญแจเชียนจี ทั้งยังจับตัวเยี่ยนเจาเจามาได้อย่างไร้ช่องโหว่ หากมิใช่เหลียงอินก็น่าจะเป็นชิงเหออ๋อง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้เยี่ยนเจาเจาก็มีทางหนีทีไล่แล้ว
ช่วงเดือนหกเดือนเจ็ดอากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆร่างกายของเยี่ยนเจาเจานับวันก็ยิ่งแย่ลง
เดิมทีร่างกายของนางก็บอบบางอยู่แล้วแม้ว่าหนานหมิงเหอจะช่วยทำให้นางดีขึ้น ทว่าสำหรับนางฤดูร้อนก็ถือเป็นสิ่งที่รับมือได้ยาก
รถม้าถูกปิดทึบ ทั้งร้อนทั้งอับชื้นอีกทั้งยังมิมียาใดๆ เมื่อรวมกับการใช้กลีบดอกไม้เพื่อทำให้นางสลบ จึงเริ่มทำให้เยี่ยนเจาเจาไม่อยากอาหารตลอดทั้งวันน้ำหนักของนางลดลงจนแม้แต่ตาเปล่าก็ยังมองออกว่านางซูบผอมลงยิ่งนัก
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีประสบการณ์เรื่องการขนย้ายสตรีชนชั้นสูงอย่างเยี่ยนเจาเจาเลยเมื่อเห็นสภาพของเยี่ยนเจาเจาเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ทำอะไรไม่ถูก ยามมีกลุ่มทหารไล่ตามมาติดๆแม้แต่ตัวของคนกลุ่มนี้เองก็ยังดูแลกันแทบไม่ได้ เรื่องการดูแลเยี่ยนเจาเจาจึงแทบไม่ต้องพูดถึงเลย
ในการเดินทางที่เร่งรีบคนกลุ่มนี้ไม่รู้ว่าต้องเสียพี่น้องของตนไปเท่าไรจึงจะสามารถส่งตัวเยี่ยนเจาเจาไปถึงชายแดนเมืองเซียงซีได้และในยามนี้เยี่ยนเจาเจาที่เป็นเหมือนดอกไม้งามก็กำลังจะเหี่ยวเฉาลง
นางเป็นสาวงามแต่บอบบางอ่อนแอดวงตาอันปราดเปรียวได้มืดสลัวลง ร่างกายดูป่วยและอิดโรย ดูแล้วไม่หลงเหลือความโกรธอยู่เลยแม้แต่น้อย