พลบค่ำวันถัดมาเมื่อจางเหว่ยกลับมาถึง เทียนหลง แสดงความสนใจกับสมุนไพร ที่จางเหว่ยเก็บมา ถามโน่นถามนี่เช่นนี่เป็สมุนไพรอะไร มีสรรพคุณอะไร เก็บมาจากที่ไหน ขายได้ราคาดีไหม หลังจากจางเหว่ยเก็บสมุนไพรเรียบร้อย ก็หันมาถามขึ้นว่า “เ้า้าอะไรกันแน่” เทียนหลง จึงบอกความ้า ขอเรียนวิชาสมุนไพร และ วิชาแพทย์ จางเหว่ยอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น “ข้าคิดไม่ถึงเลย ว่าเ้าที่เป็ทารกจากดวงดาว จะมีความสนใจ ในสมุนไพรใบยาและวิชาทางการแพทย์ จากที่เ้าเล่ามาโลกของเ้า มีความรู้อันเป็มหัศจจรย์นัก ทำไมเ้าถึงคิดที่จะเรียนวิชา จากข้าละ”
เทียนหลงตอบในทันที “วิชาการแพทย์ในโลกข้าเน้นที่การใช้อุปกรณ์เครื่องมือเป็ส่วนใหญ่ ที่จริงแล้ว วิชาแพทย์ส่วนใหญ่ล้วนมีรากเหง้าจากธรรมชาติ ไม่ว่าวิธีรักษาพยาบาล หรือยารักษาโรค ล้วนเกิดจากการศึกษาร่างกายมนุษย์ และการใช้พืชสมุนไพร เพียงแต่ในโลกของข้ามีระยะเวลาในการทดลองค้นคว้ายาวนาน ประกอบกับมีการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถสืบค้นย้อนหลังทำให้ความรู้และวิชาบางส่วนไม่สูญหายไปตามเวลานั้นหมายถึงการต่อยอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ย่นระยะเวลาในการวิจัยหรือสร้างวิทยาการใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือใหม่ๆที่มีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ท้ายสุดย่อมดูเหมือน กับการใช้เครื่องมือวิเศษและยาวิเศษทั้งที่แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ กลับเป็ความรู้เื่สมุนไพรตามธรรมชาติมีคนสนใจเรียนรู้น้อยลง”
“ตัวข้าเองก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับยาสมุนไพรและการรักษามาบ้างเล็กน้อยถึงแม้ว่าข้าไม่ได้เป็แพทย์ แต่ในโลกของข้า มีพี่ชายที่แสนดีสามารถบอกเื่ราวทุกเรืองที่ข้าอยากรู้ แน่นอนเกือบทุกเื่รวมถึงข้อมูลทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็ข้อมูลเื่อะไร ถึงแม้มันจะเป็เื่ราวอยู่ที่อีกมุมของโลกก็เถอะ” พูดถึงตอนนี้ เทียนหลงก็ถอนหายใจ พลางคิดในใจว่า “…..ลาก่อน...พี่กู๋*”
“แต่ในตอนนี้ข้าอยู่ในโลกของท่าน อย่าว่าแต่เครื่องมือไฮเทคที่ไม่สามารถหามาใช้ได้สักชิ้น แค่ยาแก้ปวดหัวสักเม็ดยังหาไม่ได้เลย ประเด็นสำคัญที่สุด ที่ทำให้ข้าอยากเรียนคือ ข้ารู้สึกว่าวิชาสมุนไพรและวิชาแพทย์ของท่านปู่ ล้ำเลิศยิ่งนัก นอกจากนี้ถึงแม้ว่าข้ายังไม่รู้จักโลกนี้เลย แต่หากข้าอยากจะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้ข้าต้องกินต้องใช้ และ้ามีอาชีพ ไว้เป็ต้นทุน ซึ่งเป็สิ่งที่ควรมีมิใช่หรือ?”
ฟังถึงตอนนี้ จางเหว่ยยินดีจนน้ำตาคลอเบ้า “เ้า..เ้า...ฉลาดนัก..ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเด็กน้อย อายุเพียงห้าขวบปี จะคิดได้ขนาดนี้ ตัวข้าเองก็ไร้ซึ่งทายาทสืบต่อวิชา อย่างแท้จริงมีแต่ลูกศิษย์ในนาม ข้าเคยออกค้นหาผู้สืบทอดเป็เวลาหลายสิบปี เดินทางไปทั่วหล้ายามเสาะหาไม่พบพาน จนมาพักเท้าที่นี่ ไม่เคยคิดเลยว่า...ทายาทของข้าจะเป็ทารกจากดวงดาว”
“ท่านปู่หมายความว่า..?.”
จางเหว่ยหัวเราะลั่นบ้านด้วยความเบิกบานใจ พูกพลางผงกหัวไปพลาง “ใช่...ตกลงข้าสอน...ข้าสอน..เ้า”
เย็นวันนั้นยามหัวค่ำจางเหว่ย ตั้งโต๊ะวางป้ายสำนัก พูดด้วยความเคร่งขรึม นี้เป็ป้ายสำนักอาจารย์ทางการแพทย์ของข้า “ชื่อสำนัก โอสถวิถีฟ้า เป็สำนักถือการบำเพ็ญด้วยการปรุงโอสถผ่านวิถีเต๋าทุกรุ่นหนึ่งมีศิษย์หลักเพียง 1 คนนอกจากนี้ในสำนักยังมีศิษย์สายรองทำหน้าที่ต่างๆกันเรียกว่าผู้พิทักษ์โอสถ ทั้งหมด5 คน การสืบทอดใช้วิธีคัดเลือกโดยตรงของศิษย์แต่ละคน ข้าเป็ศิษย์สายตรงคนปัจจุบันปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งชือ ปรมาจารย์เตียเม้งจื่อ ตอนนี้เ้าทำการคารวะป้ายประจำสำนักและท่านปรมาจราย์เสียก่อน”
หลังจากผ่านพิธีคำนับอาจารย์และเข้าสำนักแล้วจางเหว่ยอธิบายเพิ่มเติมว่า “สำนักโอสถวิถีฟ้าเป็สำนักกึ่งพรตไม่มีข้อกำหนดใดๆ นอกจากสืบทอดวิชาโอสถ และ ตั้งอยู่ในคุณธรรมเพียงแค่นี้ ..อ้อ..เพื่อเป็การปกปิดและความสะดวกเ้าเรียกข้าว่า ปู่จาง เหมือนเดิมดีที่สุด ” หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งก็พูดต่อไปว่า “แต่..การสืบทอดวิชาโอสถนั้นมีเงื่อนไขอยู่สองข้อ” เทียนหลง ฟังพลันใจสั่นไหว “อะไรหรือครับท่านปู่.?”
เงื่อนไขข้อแรก เื่ธาตุประจำตัวของผู้สืบทอดโอสถอย่างน้อยต้องเป็ผู้มีธาตุไม้กับธาตุไฟ ที่เสมอกัน
เงื่อนไขข้อที่สอง เื่ต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ เนื่องจากในการหาสมุนไพรและปรุงหลอมโอสถจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย แค่การเข้าไปเก็บสมุนไพร ก็ต้องมีวิชาตัวเบาและต้องสามารถต่อสู้กับสัตว์อสูร ที่เฝ้าสมุนไพรได้ นอกจากนี้สมุนไพรมีค่าย่อมเป็ที่หมายปอง หากไร้วรยุทธ์อาจ อาจถูกปล้นชิงจนมีอันตรายถึงชีวิตได้ส่วนวิชายุทธ์จะเป็อะไรนั้น ไม่ได้มีกำหนดกฎเกณฑ์ หากว่าทายาทไม่มีวรยุทธ์มาก่อนทางสำนักมี วิชาพลังปราณปฐีเก้าั เป็วิชาปราณขั้นพื้นฐาน ให้เริ่มฝึกฝนก่อนหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับวาสนาของแต่ละคน ว่าได้รับโอกาสฝึกวิชาอะไร
วิชาพลังปราณปฐีเก้าัเป็พลังปราณที่ท่านปรมาจารย์ เตียเม้งจื่อ ได้รับมาจากวิหารโบราณแห่งหนึ่งในทะเลเหนือตามประวัติยาวนานสองหมื่นปีของสำนัก มีเพียงปรมาจารย์ผู้บุกเบิกเพียงคนเดียวที่ฝึกปรือสำเร็จ ตามคำร่ำลือ วิชานี้อยู่ในระดับขั้นปราณจักรพรรดิ มีอานุภาพร้ายแรงไม่ธรรมดาอย่างที่สุดท่านเคยส่องแสงประดับวงการเทพยุทธ์ในยุคนั้นจัดเป็ลำดับหนึ่งไม่มีสองในขั้นวรยุทธ์เดียวกัน ส่วนสาเหตุว่าทำไมไม่เคยมีใครฝีกสำเร็จต่อจากนั้นเหตุผลง่ายมากเพราะลมปราณนี้ห้ามผู้ที่เคยฝึกวรยุทธ์มาก่อนฝึกปรือทั้งหมดอาจฝึกแยกเป็ส่วนๆได้ตามธาตุหลักของผู้ฝึกปรือ หลังจากนั้นต่อมาทายาททุกรุ่นล้วนแล้วแต่รับผู้พ้นวัยเด็กแล้วทั้งสิ้นเนื่องจากยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในการคัดเลือกอีกพอสมควร แม้แต่ตัวข้าเอง ก็เข้าสำนักเมื่ออายุล่วงเข้ายี่สิบปีและฝึกวรยุทธ์อื่นๆมาแล้ว
เทียนหลง “ข้าไม่รู้จักวิทยายุทธ์ใดๆเลยในโลกของข้า คำว่าวิทธยายุทธ์ เป็เหมือนเทพนิยาย ห่างไกลจากความเป็จริงมากนักเก่งวรยุทธ์แล้วไง เป็แชมป์แล้วไง เจอลูกปืน จุดสองสองนัดเดียวก็จอด“ ว่าแล้วก็อธิบายเื่ปืน ให้จางเหว่ยฟังคร่าวๆ
พร้อมตั้งคำถาม “ในโลกนี้ ยังมีารบพุ่งอยู่ใช่ไหมผู้คนถึงยังมีวรยุทธ์” จางเหว่ย นิ่งสักพักแล้วอธิบายว่า “การรบพุ่งระหว่างอาณาจักรนั้นเคยเกิดขึ้นมานานแล้ว หลายสิบ หลายร้อยปี แต่โลกนี้ถึงแม้มีกฎของเมืองแต่ก็เป็โลกของผู้เข้มแข็งกลืนผู้อ่อนแอ เ้าไม่มีวันรู้ได้ ว่าวันหนึ่งเ้าจะไปเตะหน้าแข้งใครเข้าอาจเป็ผู้มีอำนาจ โจรป่า ผู้ประสงค์ร้าย ถึงเ้าจะไม่ไปหาเื่เองก็เถอะอย่าคิดเื่ว่ามันจะไม่มาหาเ้า และสิ่งสำคัญที่สุด การหลอมโอสถระดับสูงต้องใช้วรยุทธ์ในการกลั่นหลอม ถ้าเ้าไม่มีวรยุทธ์ ไม่ต้องคิดถึงการหลอมโอสถแค่เก็บสมุนไพรก็ลำบากแล้ว”
ท้ายที่สุดก็มาถึงคำถามสำคัญ เทียหลง ยิ้มซื่อๆ แล้วถามว่า “แล้ว..ข้ามีคุณสมบัตินั้นหรือท่านปู่...?.”
จางเหว่ย ลูบหัว เทียนหลงด้วยความเอ็นดู “สำหรับเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้เ้าสอบผ่านแล้ว….”
“ผ่านแล้ว..ข้าผ่านได้อย่างไร.!” เทียนหลง โพล่ง ด้วยดีใจระคนแปลกใจ
“เ้าเคยสงสัยว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่า เ้าอายุห้าขวบ นั้นเป็คำตอบเดียวกันกับที่ข้ารู้ได้อย่างไรว่าเ้ามีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของสำนัก ยามเ้าาเ็รักษาตัว ข้าเคยตรวจพลังธาตุประจำตัวของเ้าเพื่อจ่ายยาด้วยหินตรวจสอบพลังธาตุ หินชนิดนี้จะบอก อายุของร่างกายและพลังธาตุของเ้าแล้วพบว่า ร่างกายเ้ามีอายุห้าปีแต่เ้าไม่มีพลังธาตุใดๆเลย ข้าแปลกใจมาก
ข้าตรวจใหม่ทีละธาตุจึงพบเื่ที่น่าใว่า เ้ามีพลังธาตุถึงเก้าชนิดในร่าง แต่เนื่องจากพลังธาตุทั้งหมดผสมกลมกลืน ไม่มีธาตุใดน้อยไม่มีธาตุใดมากกว่ากัน สมบูรณ์เสมอกันถึงขีดสุดจากอดีตถึงปัจจุบัน เท่าที่ข้ารู้ ไม่เคยมีใครเป็แบบเ้า ดังนั้น คุณสมบัติข้อแรกของเ้า..ผ่าน
ส่วนเื่ วิชายุทธ์ของเ้าข้าถ่ายลมปราณเข้าในร่างกายเ้าเพื่อรักษาอาการาเ็ภายใน ไม่พบร่องรอยของการเดินลมปราณตามเส้นทางการฝึกปราณใดๆ แต่ กลับพบว่า ในร่างกายของเ้าซ่อนพลังวัตรอันมหาศาลเอาไว้ ขอเพียงเ้าสามารถชักนำพลังวัตรให้เคลื่อนตามแนวทางการฝึกลมปราณได้ เ้าก็จะมีพลังยุทธ์ ส่วนมากน้อยแค่ไหน นั้นต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝน”
เทียนหลง อ้าปากตาค้าง “พลังวัตรคืออะไร มันมาจากไหนเหตุไฉนข้า...ถึงมีพลังวัตร..?”
จางเหว่ย อธิบายอย่างอดทน“พลังวัตรคือ พลังงานจากฟ้าดิน เป็พลังงานที่เกิดจากการสะสมโดยการ ผนึกลมหายใจแห่งฟ้าดินแล้วแปลงลมหายใจแห่งฟ้าดิน เป็พลังงานฟ้าดินบริสุทธิ์ เก็บกักสะสมไว้ในร่างกายเรียกว่าพลังวัตร ยิ่งมีปริมาณสูงเท่าไรยิ่งดีเมื่อนำมาใช้งานจะมีพลังยืนยาวและมหาศาลแค่ไหน ขึ่นอยู่กับระยะเวลาในการฝึกปรือแต่พลังนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนและเวลา เปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำที่ขยายได้ยิ่งฝึกนานเท่าไหร่ ยิ่งขยายรองรับพลังได้มากเท่านั้น เช่นหากฝึกสิบปีขนาดของอ่างพลัง อาจมีขนาดเท่าชามโคม หากฝึกยีสิบปี อาจมีขนาดเท่าถังน้ำ ดังนั้นยิ่งฝึกนานยิ่งมีพลังงานให้ใช้เยอะแต่นี่เป็แค่การเปรียบเทียบคร่าวๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย ส่วนจะใช้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการโคจรพลังลมปราณ เช่นบางคนสามารถโคจรตามแนวปราณธาตุอัคคีทำให้สามารถใช้วรยุทธ์ธาตุอัคคี ได้เป็ต้น
แต่พลังก็คล้ายสิ่งของ เมื่อใช้แล้วย่อมมีหดหายไปตามการใช้งานแต่ร่างกายสามารถสะสมจนมีปริมาณเท่าเดิมหรือมากกว่า อาจเติมด้วยการฝึกลมปราณ หรือ เติมด้วยพลังของวิเศษตามธรรมชาติ”
“ส่วนตัวเ้า ข้าััได้ถึงพลังวัตรปริมาณมหาศาล เกินกว่าที่ข้าจะประมาณได้ เ้าคงไม่รู้ว่านับั้แ่เ้ามา ตลอดเวลาที่เ้าไม่ได้สติร่างกายเ้าจะเข้าสู่ การฝึกวัตร ระดับัชั้นจักรพรรดิ์ แม้ยามเ้าหายดีแล้วนอนหลับตามปรกติ การฝึกนั้นยังคงต่อเนื่องไม่ขาดตอน ข้าตรวจชีพจรเ้าครั้งสุดท้ายเมื่อสามวันก่อน พบว่ายิ่งนานวัน พลังวัตรของเ้ายิ่งเพิ่มขึ้นข้ารู้สึกได้ว่าพลังวัตรของเ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว อยู่ตลอดเวลา”
“รายละเอียดเกี่ยวกับวรยุทธ์ต่างๆ ข้าจะค่อยๆถ่ายทอดให้เ้า แต่ตอนนี้ข้าจะมอบ วิชาปราณปฐีเก้าัให้เ้าไปศึกษาดูก่อน” ว่าแล้วก็หยิบแผ่นหยกขนาดกว้าง สิบนิ้วยาวสิบสองนิ้ว บนแผ่นหยกสีขาวนวล มีลวดลาย ัเก้าตัวประทับอยู่เลือนรางทันทีที่เทียนหลง รับหยกนั้นมาในมือ ทันใดบนหยกก็ปรากฏอักษรสีแดงเข้ม ลอยขึ้นมาจากกึ่งกลางแผ่นหยก
“…วิชาปราณปฐีเก้าั..”
*พี่กู๋-หมายถึง Google