บทที่ 1 หลิวไป๋ฮวาผู้โดดเดี่ยว
โรงพยาบาลกุ้ยิ…
แสงแดดในยามเช้าตรู่ที่สาดส่องผ่านผ้าม่านผืนบางให้ความอบอุ่นใน่ใกล้เข้าหน้าหนาว และช่วยให้ร่างกายคลายความหนาวเหน็บ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีสายลมที่พัดเอื่อยเข้ามาให้ร่างกายที่แสนจะไร้เรี่ยวแรงรับรู้ได้ถึงไอเย็นที่พัดผ่านใบหน้า
สายลมที่คล้ายจะหอบเอาความหวังให้หญิงสาวที่ปลงกับชีวิตและรู้สึกอาลัยตายอยากได้ฟื้นคืนความหวังที่แสนริบหรี่กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทว่าเพียงชั่วพริบตาที่สายลมแ่พัดเอื่อยนั้นสงบลง ความรู้สึกสิ้นหวังกลับคืบคลานเข้ามากัดกินจิตใจซ้ำอีกครั้ง
ใบหน้าเศร้าหมอง และดูซีดเซียว ไร้ซึ่งชีวิตชีวาแตกต่างจากก่อนหน้านั้นโดยสิ้นเชิง หลิวไป๋ฮวา เ้าของความสิ้นหวังที่สามารถส่งทอดความรู้สึกหดหู่นี้ได้โดยง่ายเพียงแค่ผู้นั้นจับจ้องมา เธอในตอนนี้ไร้ซึ่งเค้าโครงเดิมอีกแล้ว หากใครมาเห็นก็คงจะจำไม่ได้ว่านี่คือหญิงสาวผู้ที่เคยสดใส ร่าเริง และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา หลิวไป๋ฮวาผู้นี้เผชิญโชคร้ายมาทั้งชีวิต คงโชคดีอยู่เพียงเื่เดียวคือการที่ชีวิตเธอไม่เหลือใครอีกต่อไปแล้ว จะได้ไม่มีใครต้องมาเห็นสภาพที่น่าเวทนาของเธอ สภาพที่เธอก็ไม่อยากให้ใครมารับรู้เช่นกันว่ามันน่าสมเพชเช่นใด
โรคประหลาดที่รุมเร้า กัดกินจนร่างกายที่ไร้ภูมิคุ้มกันเจ็บป่วยได้ง่าย และอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่และใกล้เคียงกับคำว่าตายทั้งเป็ โรคประหลาดที่ไม่มีใครรักษาได้ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่ว่าจะเป็หมอด้านความเชื่อ หรือแม้กระทั่งหมอแผนปัจจุบันเธอล้วนไปรักษาตามคำบอกเล่าของคนในหมู่บ้านมาแล้วทั้งหมด
หมอคนนั้นดี หมอคนนี้เก่ง หมอที่เป็ถึงอัจฉริยะในด้านการรักษาผู้ป่วยให้หายมาแล้วเป็หลายร้อยคน ทว่าหมอเ่าั้กลับไม่มีความสามารถในการรักษาโรคประหลาดนี้ได้ ทำได้เพียงแค่การรักษาไปตามอาการ และประคองอาการให้หลิวไป๋ฮวาผู้นี้มีชีวิตรอดไปวัน ๆ เท่านั้น แต่นับวันอาการที่ว่ากลับยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาไปตามแผนการรักษาเลยแม้แต่อย่างใด
“แค่ก ๆ” เสียงไอโขลกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนร่างกายผอมบางสั่นสะท้านไปตามแรง มือเรียวบางยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้แน่นเพราะกลัวว่าเสียงไอของเธอจะไปรบกวนคนอื่น ๆ ที่นอนรักษาตัวอยู่เตียงใกล้เคียง ดวงตาหม่นแสงมองไปยังท้องถนนที่คับคั่งไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ ก่อนที่หลิวไป๋ฮวาจะลดระดับมือลง เพราะััเปียกแฉะจากของเหลวบางอย่าง
เป็ไปตามที่คิด…
ใน่หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาร่างกายของเธอย่ำแย่ถึงขั้นไอออกมาเป็เื บางวันขณะที่เอนกายพิงหัวเตียงก็มีเืกำเดาไหลผ่านลงมาจากจมูกจนถึงปลายคาง ร่วงหยดลงเป็สายคล้ายหยดน้ำจนเตียงนอนชุ่มไปด้วยเื ยิ่งสร้างความเวทนาให้ผู้ที่มาพบเห็นเป็อย่างมาก ทว่าน่าแปลกที่ไร้ซึ่งความเ็ปทางด้านร่างกาย แต่หลิวไป๋ฮวาก็รับรู้ได้ว่าตัวเธอคงไม่สามารถทานทน และมีชีวิตอยู่ให้นานกว่านี้ได้อีกแล้ว
ฟุบ
เืบนฝ่ามือถูกปาดเช็ดลงกับเสื้อของโรงพยาบาล ที่มีทั้งร่องรอยเืที่แห้งกรังไปบ้างแล้วจนเสื้อเป็สีเข้มและมีกลิ่นคาวลอยขึ้นมาเป็ระยะ ซึ่งในตอนนี้หากจะเพิ่มรอยใหม่ก็คงจะไม่เสียหายอะไรไม่ใช่หรือ?
“คุณหลิว ถึงเวลาทานยาแล้วค่ะ” พยาบาลคนเดิมเอ่ยขึ้นในขณะที่เดินเข้ามาประชิดขอบเตียงพร้อมกับยาหลากสีที่มีปริมาณเกือบห้าเม็ดภายในถ้วยที่วางเอาไว้บนถาด เธอจำไม่ได้แล้วว่ายาเ่าั้มีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการของเธออย่างไรบ้าง เพราะยิ่งกินก็มีแต่ยิ่งย่ำแย่ คล้ายจะไม่ได้ช่วยบรรเทาเลยแม้แต่น้อย
หลิวไป๋ฮวาหลุบตาลงมองแก้วที่บรรจุเม็ดยาเอาไว้ด้วยสายตาว่างเปล่า ในขณะที่พยาบาลหยิบผ้าที่ถือติดมือมาเช็ดริมฝีปากของหญิงวัยกลางคนอย่างแ่เบาด้วยท่าทางใจดี เพราะคนไข้คนนี้อยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลมานานมากแล้วจนกลายเป็คนไข้ประจำ คนไข้ที่อยู่เตียงใกล้กันผลัดเปลี่ยนคนไปแล้วนับสิบ ทว่าเธอคนนี้กลับยังคงรักษาตัวอยู่ที่เดิม เตียงเดิม
นี่คงถึงเวลาที่เธอควรจะเปลี่ยนสถานที่ในการพักฟื้นเสียที… เพราะเงินที่มีเหลืออยู่ในตอนนี้คงเพียงพอต่อการรักษาไปได้อีกแค่ไม่กี่วัน
“คุณพยาบาล” น้ำเสียงแ่เบาถูกพ่นผ่านริมฝีปากซีดเซียว เช่นเดียวกับใบหน้าที่ไร้สีเืของหลิวไป๋ฮวา มือเย็นเฉียบที่ดูเล็กลงกว่าแต่ก่อนยื่นไปจับแขนของพยาบาล ทั้งสายตาที่สื่อไปถึงการขอร้องอ้อนวอนอย่างเป็ที่สุด
“เห็นทีว่าฉันคงจะอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์นี้แล้วล่ะ” พูดออกไปด้วยสายตาที่หม่นแสงลง แต่กลับไม่ได้ดูเสียใจมากมายขนาดนั้น เพราะเธอคล้ายจะทำใจไปบ้างแล้วแต่ก็ยังนึกเสียดาย ที่เกิดมาได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ด้วยเวลาที่แสนสั้นยิ่งนัก
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะคะคุณหลิว หากยังได้รับการรักษาอยู่ที่นี่ ฉันเชื่อว่าอาการของคุณหลิวจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน” พยาบาลสาวตอบด้วยเสียงอ่อนโยน ทั้งดวงตาที่สื่อออกมาอย่างเป็ห่วงเป็ใยนั้น ยิ่งทำให้หลิวไป๋ฮวานึกขมขื่น นานเท่าไหร่แล้วที่เธอไม่ได้รับความปรารถนาดีจากใจจริงเช่นนี้
หญิงวัยกลางคนทำเพียงแค่หยักยิ้มออกมาราวกับว่าคำพูดของพยาบาลนั้นช่างเป็เื่ที่ฟังดูขบขันยิ่งนัก
“ถ้าหากดีขึ้น ฉันคงไม่อยู่ที่นี่เป็ครึ่งค่อนปีหรอก”
“โถ่ คุณหลิวอย่าเพิ่งคิดมากไปนะคะ อย่างไรคุณหมอก็จะรักษาคุณหลิวอย่างเต็มที่แน่นอน ถ้าเป็อย่างนั้นฉันเชื่อว่าคงมีสักวันที่คุณหลิวจะต้องหายกลับไปเป็ปกติแน่ค่ะ”
“ไม่หรอก ฉันรู้ตัวเองดี โรคประหลาดที่ไม่มีที่มา ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้สาเหตุเช่นนี้จะรักษาให้หายได้อย่างไรกัน ความหวังของฉันมันหมดไปตั้งนานแล้วล่ะ”
“คุณหลิวอย่าเพิ่งถอดใจไปเลยค่ะ อย่างไรถ้าหากรักษาให้ถึงที่สุด ฉันเชื่อว่า…”
พยาบาลสาวยังพูดไม่ทันจบ หลิวไป๋ฮวาก็ส่ายหน้าไปมาอย่างแ่เบาเพื่อปฏิเสธอีกฝ่ายที่กำลังให้ความหวังเธอวันแล้ววันเล่าขณะที่เธอคิดจะถอดใจ ในตอนนี้ทุกอย่างคงจะจบลงได้แล้ว
คงจะถึงเวลาของเธอแล้วจริง ๆ
“เมื่อวันก่อนที่คุณหมอหลี่เคยพูดว่าหากฉัน้าสิ่งใดให้บอก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ค่อย ๆ วางแก้วที่บรรจุเม็ดยาจำนวนหนึ่งในมือลงอย่างไม่คิดจะกลืนมันเข้าไปอีกแล้ว ในเมื่อคิดจะหยุดการรักษาทุกอย่าง สิ่งนี้ก็คงจะไม่ใช่สิ่งจำเป็อีกต่อไป
“...”
“ตอนนี้ฉันยังขอได้อยู่หรือเปล่า?”
“คุณหลิว…” พยาบาลสาวมองเธอด้วยสายตาเวทนา
หลิวไป๋ฮวายกยิ้มบาง เป็่เวลาเดียวกับที่สายลมหนาวพัดผ่านจนผมยาวปลิวไสวไปตามแรงลม คล้ายกับกำลังให้ความหวังสุดท้าย ทว่า…
พอเสียทีเถอะ หลิวไป๋ฮวาเหนื่อยเกินกว่าที่จะอยู่ต่อแล้ว