ร่างบอบบางที่ยืนนิ่งราวปฏิมากรรมปูนปั้นผิวกายผุดผ่องแต่ดูโรยแรง มือบางวางพาดขอบหน้าต่างบานใหญ่ของโคมจักรตรา ส่วนเ้าของมือหากมองเผินๆคล้ายกำลังมองทิวทัศน์เบื้องหน้า แต่แท้จริงแล้วกำลังเหม่อลอยไปแสนไกล
ป่านนี้ท่านพี่คงเป็ห่วงข้าแย่แล้ว
องค์เมืองาาญผู้เป็พี่ชายขึ้นครองพนารัฐหลังการจากไปด้วยโรคชราขององค์เมืองและนางเมืองผู้เป็บิดามารดานับเป็การขึ้นครองนครอย่างรวดเร็วในบรรดาทายาทด้วยกัน มี 'จาคี' หญิงสาวผู้งดงามทั้งรูปร่างหน้าตาและจิตใจเป็คู่ครองนางเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของนางนามเอกกับผู้ดูแลคนสนิทขององค์เมืองผู้เป็บิดาทั้งยังเป็นางรับใช้คนสนิทของท่านหญิงเ้าจันทร์เมื่อครั้งยังไม่ได้เป็นางเมืองอีกด้วย
ใครกันที่กล้าลักพาตนมาขังไว้ที่นี่ ‘โคมจักรตรา’ ศาสนสถานที่เป็เอกเทศจากไตรหล้านครบนเทือกเขาสูงเช่นนี้ใครกันที่กล้าทำเื่เลวร้ายถึงเพียงนี้ นี่ยังมีความปราณีอยู่บ้างสินะ..ถึงได้ส่งสองนางหน้าอ่อนที่ชื่อนฐา และ ญาดา มาคอยรับใช้
เรียกว่า ‘เฝ้า’ ดีกว่า เอามากักขังไว้กลางป่ากลางเขาเช่นนี้ยังกลัวข้าคิดหนีไม่ล่ามโซ่กันไว้เลยเล่า..ไอ้คนเลว!
สายลมเย็นพัดมาวูบหนึ่งเหมือนว่าสายลมนั้นได้พัดเอาจิติญญาของท่านหญิงเ้าจันทร์กลับคืนมาด้วยเพียงแค่กะพริบตาสองสามทีก็สามารถจับจ้องทิวทัศน์เบื้องหน้าได้อย่างแท้จริง
ต้นไม้ใหญ่เขียวขจีละลานตาอีกทั้งดอกไม้สีสวยสดนานาพรรณ คนทอดมองไปอย่างเชื่องช้ากลับไม่เห็นความงดงามอย่างที่เคย ดวงหน้ายังคงนิ่งสนิทคล้ายเหล่าดอกไม้งามนั้นไม่สามารถทำให้คนมองรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อยกระทั่งสายตาไปหยุดนิ่งอยู่ที่กลุ่มดอกไม้งามสีเหลือง
เพียงแค่นั้นก็สามารถเรียกรอยยิ้มบางออกมาได้แม้จะเป็่สั้นๆ เมื่อรอยยิ้มจางลงแล้วมีน้ำตาไหลเป็สายอาบแก้มราวกับว่ามีอดีตฝังลึกในความทรงจำ
อดีตที่ไม่อาจลืมเลือนมันได้ไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึกลึกซึ้งเอาไว้ได้
อดีตเมื่อหลายปีก่อนที่ก่อกำเนิด..ความรักในวันงานเทศกาลการละเล่นประจำปี
นับได้ว่าวันนั้นเป็วันที่มีชาวเมืองเนืองแน่นอย่างคาดไม่ถึง บรรดาองค์เมืองและนางเมืองทักทายกันอย่างเรียบง่าย ก่อนแยกย้ายประจำที่นั่งอันทรงเกียรติทิ้งไว้ซึ่งเหล่าทายาทที่ยังจับกลุ่มสนทนากัน
“ท่านชายฑกาณไม่ได้มาหรือท่าน”
“ฑกาณกำลังห่วงเล่นกับน้องน้อยท่านแม่ไม่ให้ธารามาด้วยเพราะเห็นว่ายังเล็กเกินไป เ้าตัวก็เลยไม่มาเสียอย่างนั้น” ทายาทหนุ่มแห่งศิลานครคลายท่อนแขนจากการกอดอก ก่อนตอบคำถามของท่านหญิงมุณาทัยแห่งอัครธานี
“น้องน้อยกำลังน่ารักน่าชังคงเป็ขวัญใจของพี่ๆ สินะ” ท่านหญิงมุณาทัยโปรยยิ้มหวานพลันหันมาทางอีกหนึ่งท่านหญิงน้อยที่คงจะเป็ขวัญใจของคนเป็พี่ไม่แพ้กัน
“ได้ยินว่าหญิงจันทร์ป่วยเป็ไข้หลายวันหายดีแล้วรึ”
“ข้าหายดีแล้วท่านหญิง ไม่อย่างนั้นวันนี้ท่านพี่ไม่ยอมให้ข้ามาด้วยแน่” ตอนนั้นตนยังแอบทอดแววแสนงอนใส่คนเป็พี่ที่ยืนอยู่ข้างกาย
“กลัวว่าจะไม่ได้มาเที่ยวเล่นในงานเทศกาลขนาดยอมกินยารสขมจัดเพื่อจะได้หายไข้เร็ว แล้วอย่างนี้พี่จะไม่ให้เ้ามาด้วยได้รึ”
“ท่านพี่!” ดูเอาเถอะท่านพี่ชอบพูดแหย่กันอยู่เรื่อย อายก็อาย คนออกเยอะแยะ
“ปีนี้ข้าลงแข่งพุ่งหอกชัยด้วยนะ แล้วเ้าทั้งสองล่ะ”ทายาทาาญเขม่นมองอีกสองทายาทหนุ่มด้วยแววตามาดมั่น แล้วมีหรือเมื่อถูกท้าทายทางวาจาและแววตาเช่นนี้..จะไม่ลงแข่ง!
“ข้าก็ลงแข่งขันเหมือนกันขอเ้าอย่าถือสากันหากข้าคว้าชัยชนะครั้งนี้มาได้ เพราะข้าตั้งใจจะมอบให้กับน้องหญิงของเ้าอยู่แล้ว”
คำเกี้ยวของทายาททันวาทำให้ทายาทาาญถึงกับนิ่งอึ้งไปส่งผลให้อีกหนึ่งทายาทคิ้วขมวดมุ่นอย่างหมั่นไส้
“ฮึ! ไปว่ากันในการแข่งขันดีกว่า เสียเวลาพูดพล่ามเหยียดยาว ชัยชนะเพียงหนึ่งเดียวที่้ามอบให้ท่านหญิงน้อยไม่ใช่แค่พวกเ้าเท่านั้นที่้า ปล่อยฝีมือกันออกมาให้เต็มที่ก็แล้วกัน” ท่าทีฮึดฮัดของทายาทมิณเยศทำให้ตนต้องมองเขาอย่างประหลาดใจ
คนอะไรดุจริง
แล้วก็ต้องสะดุ้งใเมื่อจู่ๆ คนดุก็ยัดดอกไม้สวยสีเหลืองใส่มือ
“อยู่กับข้าจะเหี่ยวเสียเปล่า”
“เอ๊ะ! ดอกไม้นั่น” ท่านหญิงมุณาทัยรีบทัก
“เ้าก็เหลือเกินนะมุณาทัยชื่นชมว่างามนักงามหนา พอข้าเด็ดมาให้กลับไม่สนใจ จะทิ้งก็กระไรอยู่” เสียงห้าวทุ้มกล่าวตำหนิคนเป็น้อง พลางตวัดตามามอง
“ข้าให้เ้าละกันน่าจะรู้คุณค่าของมันมากกว่าน้องหญิงของข้า” คำกำชับทำให้ตนรีบกำดอกไม้นั้นไว้แน่นนึกหวั่นว่าถ้าเผลอทำหลุดมือไปอาจโดนคนหน้าดุเอ็ดเอาแน่เชียว
คนไฟแรงก้าวเท้าฉับๆ นำไป “แล้วพวกเ้ามัวช้าอยู่ไยล่ะ หรือนึกกลัวข้าจนไม่อยากร่วมแข่งขันเสียแล้ว”
“เ้ามิณเยศ!” ทายาททันวากระชากเสียงต่ำ แล้วสาวเท้าเร็วตามติด
ท่านหญิงมุณาทัยเท้าเอวฉับแล้วก็บ่นเบาๆ “อะไรกันน่ะท่านพี่ เป็คนเด็ดมาเองแท้ๆข้าแค่ชื่นชมเฉยๆ ไม่ได้้าสักหน่อย แปลกคนจริง! อย่างนั้นข้าขอแยกตรงนี้ละกันท่านชายาาญ หญิงจันทร์ ท่านพ่อคงรออยู่”
แล้วท่านพี่ก็หันมาทำท่าจะคว้าดอกไม้ไปจากมือดีนะว่าไม่ให้
“ถ้าเ้าไม่ชอบก็ทิ้งไปเถอะไม่ต้องใส่ใจอะไรหรอก”
“ท่านพี่ไปร่วมการแข่งขันเถอะไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าจะไปหาท่านพ่อท่านแม่ แล้วจะคอยส่งใจให้ท่านพี่ได้ชัยชนะนะเ้าคะ”
ดอกไม้งาม ดอกไหน ดอกใดเล่า
ดอกที่เ้า ชื่นชม ภิรมย์หา
ถึงมากมาย ร้อยพันดอก ไม่นำพา
เสน่หา แต่ดอกเหลือง...อันเรืองรอง
“ท่านหญิงให้ข้าจัดแจกันให้เถิด” เสียง ‘จาคี’ บุตรสาวนางนมเอกกับผู้ดูแลคนสนิทขององค์เมืองพนารัฐดังขึ้นขณะที่นางกำลังจัดแต่งทรงผมด้วยปิ่นมุกให้กับตน จำได้ว่าตอนนั้นได้แต่เบะปากใส่ราวกับไม่แยแส
“ไม่ต้องหรอก”
“อ้าว! ท่านหญิงไม่้าดอกไม้นี่รึ ข้าเห็นนั่งจ้องอยู่เป็นานสองนาน”
“ใครบอกเ้า..ข้ากำลังคิดว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหนดีต่างหาก”
“ทิ้งทำไมเล่าท่านหญิงดอกไม้สวย”
“ไม่ข้าไม่ชอบดอกไม้สีเหลือง” จาคีฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มๆช่างน่าหมั่นไส้อีกคนแล้ว
“ไม่ชอบดอกไม้สีเหลืองหรือท่านหญิงไม่ชอบแค่ดอกนี้เ้าคะ”
“จาคี!” ทำเสียงดังใส่แล้วก็ยังไม่วายยิ้มอีก
“ผู้ใดหนอ..ให้มาข้าอยากรู้จริง”
“เ้าไม่ต้องรู้หรอกมันไม่สำคัญอะไรเสียหน่อย” อีกฝ่ายทำตาโตเผยแววตาที่เต็มไปด้วยเลศนัย
“อะไรอีกล่ะจาคีขี้สงสัยเหลือเกินนะ”
“ไม่ให้ข้าสงสัยได้อย่างไรกันมีอย่างหรือ..เติบโตมาด้วยกันั้แ่เล็ก กลับบอกว่าไม่ชอบดอกไม้สีเหลืองช่างฟังไม่ขึ้นนะเ้าคะ” คราวนี้ตนลุกพรวดขึ้นทันทีไม่ทำมันแล้วผมน่ะ
เบื่อคนรู้ทัน
“ยังไม่เสร็จเลยท่านหญิง”
“พอแล้วล่ะข้าจะออกไปสูดอากาศข้างนอก”
ดอกไม้สวยสีเหลืองถูกวางทิ้งบนโต๊ะไม้ใกล้หน้าต่างบานใหญ่ส่วนคนที่เฝ้ามองอยู่เป็นานสองนานกลับเดินลิ่วไปที่ระเบียงเสียแล้วสายลมเย็นพัดพลิ้วผ่านม่านลูกไม้บางสีหวานแรงลมจึงพัดเอาดอกไม้งามบนโต๊ะกลิ้งหล่นลงพื้น
“ฮึ! ดอกไม้ในสวนของข้างามกว่าตั้งเป็ไหนๆ ไยต้องสนใจดอกไม้ที่คนหน้าดุอย่างท่านไม่ได้ตั้งใจให้ข้าด้วยล่ะ”
เจอกันทีไรไม่เคยพูดดีด้วยสักคราทำไมท่านต้องมาทำให้ข้าหงุดหงิดใจอยู่ร่ำไปด้วยนะ
เมื่อสายลมเย็นพัดมาอีกวูบหนึ่งมือบางจึงยกขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆ มันะเืเข้าไปถึงข้างในเมื่อนึกถึงชายคนรัก..ที่ไม่ควรรัก
ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาคอยเตือนตนเองอยู่เสมอให้ตัดใจจากเขา..ไม่ให้รัก..ไม่ให้คิดถึง
แต่มันยากเย็นเหลือเกิน
ไม่้าให้คนที่รักต้องมาจบชีวิตดั่งคำทำนายแต่ตอนนี้ ชีวิตนี้ที่ยังหายใจอยู่..อยากมีโอกาสเจอกันอีกสักครั้ง
“มิณเยศช่วยข้าด้วย เหตุใดข้าถึงไร้วาสนาเช่นนี้หากข้าต้องตาย..อย่างน้อยก็เห็นหน้าท่านเป็ครั้งสุดท้าย”
ชายหนุ่มที่กำลังแอบยืนมองหญิงสาวที่เป็ดั่งดวงใจของเขายืนทอดอาลัยเศร้าเขาก็ยิ่งเศร้า
ใจจะขาด
“แม่นายหญิงเป็เช่นนี้นานหรือยัง” ทายาทมิณเยศต้องหันมาถามสองนางผู้อ่อนวัย
“นานแล้วเ้าค่ะท่าน”
“ั้แ่อาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า นี่ก็ลอยเด่นเสมอดวงตาแล้วแม่นายหญิงยังไม่ขยับตัวเลย”
ท่านหญิงเ้าจันทร์ต้องพิษไข้รุนแรงจากละอองหญ้าดำซึ่งพบได้ตามบริเวณเทือกเขาสูงทั่วไป แต่น้อยคนนักที่จะแพ้ละอองของมันอย่างรุนแรงและนางคือหนึ่งในนั้น ทรมานใจทุกครั้งที่เห็นนางระส่ำระส่ายเพราะพิษไข้ครั้นพอสำรอกพิษของละอองหญ้าดำออกมาได้ก็โล่งใจ นึกขอบใจเ้าดารารายที่หาละอองหญ้าขาวได้ทันเวลา
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาควรสารภาพความจริงสักทีไม่ว่านางจะคิดอย่างไร..ถ้ารู้ว่าตนคือคนที่ทำให้นางต้องมาตกอยู่สภาพนี้ จะโกรธเกลียดจนไม่มีวันให้อภัยก็จะยอมรับโดยดี
ขอเพียงแลกกับลมหายใจของนางยังคงอยู่..ข้ายินดี
“เ้าจันทร์”
เ้าของชื่อหันหน้าซีดขาวมามอง “ท่าน”สองมือบางยกขึ้นแนบใบหน้าราวกับจะชั่งใจว่านี่คือความฝันหรือความจริงและมือปล่อยมือลงแล้วมองไปอีกครั้ง
“ท่านชาย” ท่านหญิงเ้าจันทร์รีบโผเข้ากอดจนคนที่รับร่างนั้นถึงกับคาดไม่ถึง
“ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม” ทายาทหนุ่มกระชับอ้อมแขน
“หญิงจันทร์..ข้าเอง”
“ท่านหาข้าเจอได้ยังไง ใครก็ไม่รู้จับข้ามา..ข้ากลัว”ริมฝีปากอุ่นๆ กดลงผิวแก้มอย่างปลอบขวัญ
“ไม่ต้องกลัวแล้ว ไม่มีใครทำอะไรเ้าหรอก”
คนรับความรู้สึกละมุนที่ข้างแก้มค่อยๆ เหลือบตาไปมองสองนางที่กำลังถือสำรับอาหารเข้ามาด้วยท่าทีปกติทำไมถึงเป็ปกติได้ล่ะก็ในเมื่อ..
“เ้าจันทร์ ข้าขอโทษ” คนฟังแทบไม่เชื่อหูตัวเอง คำว่า‘ข้าขอโทษ’ มันเป็คำยืนยันที่ดีที่สุด
“ท่าน..เป็คนพาข้ามาที่นี่รึ”
“ข้าจะไม่ให้เ้าสมัครตนเป็พราหมจารีย์”
“ท่านชาย!”
“ข้ายอมไม่ได้จริงๆ” คนในอ้อมกอดเริ่มดิ้นรนแต่กระนั้นก็ไม่พ้นถูกรั้งร่างกักกอดไว้เช่นเดิม
น้ำใสที่เอ่อจนทำให้ดวงตาเป็ประกายระริกพลันฉุกคิดได้ว่า..ไม่ควรสานต่อความรู้สึกใดให้มากไปกว่านี้ตนคือสตรีตามคำทำนายโบราณอันเป็อันตรายต่อบัลลังก์นครในภายภาคหน้าถึงแม้ไม่ปรากฏชัดว่าจะเกิดขึ้นกับนครใดก็เถอะ
“อย่าห้ามข้า มันไม่เป็ผลดีกับใครเลย”
“ไม่ ก็บอกแล้วว่าข้าไม่ยอม”
“ข้าไม่อยากเห็นหน้าท่าน ออกไป”
“ข้าไม่ขอให้เ้ายกโทษให้ แต่ทุกอย่างที่ข้าทำไป เพราะ..”
“ข้าไม่รับฟัง ขอบอกให้ท่านรับรู้ไว้ว่าข้าไม่เอาความใดๆ กับท่าน ขอเพียงเราไม่ต้องมาเจอกันอีกก็พอ” คนฟังใจหายวาบ
“อย่าพูดอย่างนี้สิ”
“ท่านออกไป”
ในที่สุดก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ยอมทำร้ายชายที่รักด้วยวาจาที่ไม่ตรงกับใจดีกว่าทำลายทั้งชีวิตของเขา ชายหนุ่มมองเ้าดวงใจที่แสดงท่าทีตัดไมตรีด้วยแววตาแสนรัก
“ข้าขอโทษเ้าจันทร์ หากเ้าจะฟังข้าสักนิด”
“ก็บอกแล้วไงว่าข้าไม่ฟัง ท่านออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าไม่อยากเห็นหน้าท่าน”
“ท่านออกไปได้แล้ว”
“เ้าจันทร์”
“ออกไปสิ ออก..” เมื่อหมดพละกำลังจะยืนกายไว้ได้อีกท่านหญิงเ้าจันทร์จึงฟุบนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา
“เ้าจันทร์!”