เสียงกลองศึกกระหึ่มสะท้อนผ่านอากาศยามเช้าของอัลเทียร์ อีเทอเรีย ดังกังวานจากยอดหอคอยสูงสุดลงสู่ทุกถนนและตรอกของเมืองหลวง สะท้อนผ่านกำแพงเวทมนตร์ของเมืองอย่างทรงพลัง เสียงกลองไม่เพียงเป็นเสียงเรียกให้ประชาชนตื่น หากแต่เป็นเสียงของโชคชะตาที่กำลังเดินหน้าสู่มหาสงคราม
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมายัง “ลานพิธีศักดิ์สิทธิ์” เบื้องหน้าของ “เสาศักดิ์สิทธิ์แห่งพันธสัญญา” ซึ่งตั้งตระหง่านกลางจัตุรัสราชวัง ลานหินสีเงินเรืองแสงสลักลวดลายเวทพันธสัญญาโบราณ กลายเป็นฉากหลังแห่งการรวมจิตวิญญาณของทุกเผ่า ทุกอาณาจักรในภพนี้
พระราชาไลออส อัลทิอุส ในชุดพิธีราชันย์ยืนอยู่เบื้องหน้าเสาเวท สูงสง่า สวมผ้าคลุมราชวงศ์สีทองขาว และมงกุฎคริสตัลแสง
“เหล่าลูกแห่งแสง... วันนี้พวกเราทั้งหมดไม่ได้ยืนแยกจากกันในนามอาณาจักร แต่เรายืนร่วมกันในนามของโลก!”
เสียงของพระราชาดังขึ้นกึกก้องด้วยพลังเวทขยายเสียงจากอัญมณีบนบัลลังก์พกพา คำพูดนั้นกระตุ้นหัวใจของประชาชนและกองทัพที่ยืนเรียงแถวอย่างเคร่งขรึมจนทุกหัวใจสั่นสะเทือน
พิธีกรรมแห่ง “การสลักเวทพันธสัญญา” เริ่มต้นขึ้น แสงเวทสีทองพุ่งออกจากเสาศักดิ์สิทธิ์สู่ “ธงนำทัพ” และ “โล่ประจำตัว” ของแม่ทัพทั้งสี่อาณาจักร เวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปบนผืนผ้าและโล่ราวกับลมหายใจของดวงดาว
เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ ยืนอย่างเงียบขรึม แม้ผ้าคลุมของเขาจะเปื้อนรอยศึกจากอดีต แต่ในแววตามีแต่เปลวเพลิง
เฟเรนเซีย วาลิอันท์ ประสานมือไว้หน้าตัว ริมฝีปากขยับภาวนาเสียงแผ่ว ๆ ด้วยคำเวทโบราณ
คราส ดารัน ยืนนิ่งเหมือนป้อมปราการไม่มีวันพังทลาย
อาเดลิส ฟินาริน หลับตาสื่อจิตกับเหล่าเทพแห่งธรรมชาติ ผู้ปรากฏผ่านสายลมเบา ๆ ที่พัดวนรอบร่างเธอ
และ… กลุ่มของเรย์ ยืนอยู่ในแถวหน้าสุด — เรย์ ไอริส เอลร่า โมกะ ในชุดรบสมบูรณ์ พลังเวทใหม่เอี่ยมไหลเวียนรอบตัวพวกเขาอย่างสงบนิ่ง
ไอริสสวมชุดสีขาวเงิน คฑาแห่งแสงส่องประกายจาง ๆ ข้างตัวเธอ เอลร่าหายใจลึก มือวางบนคันธนูใหม่ที่มีอักขระเงาเรืองแสง โมกะ… แม้จะเป็นเพียงสัตว์เวท แต่ยืดตัวอย่างสง่างาม ขนสีฟ้าขาวเปล่งแสงเรืองรองคล้ายจะตอบรับเสียงศึกเช่นกัน เรย์ยืนสงบนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังเสาศักดิ์สิทธิ์ พลางกล่าวในใจเงียบ ๆ
“เพื่อปกป้อง... เพื่อมิจัง... และเพื่อแสงที่เหลืออยู่ในโลกนี้”
เขาก้าวออกมาเพียงก้าวเดียว เพื่อเป็นผู้นำในการกล่าวคำปฏิญาณของกลุ่ม
“ข้า เรย์ — ในนามของผู้ไร้ตำแหน่ง — ขอสาบานต่อแสงแห่งพันธสัญญา… ว่าจะสู้จนถึงลมหายใจสุดท้ายเพื่อรักษาแสงสุดท้ายของโลกนี้ไว้”
แสงจากเสาเวทล้อมตัวพวกเขาทั้งสี่ไว้ทันที เป็นสัญญาณว่าพันธสัญญาได้ยอมรับคำปฏิญาณนั้นแล้ว
เสียงกลองดังขึ้นอีกครั้ง กึกก้องยิ่งกว่าครั้งใด...
— สงครามได้เริ่มต้นแล้ว
ลานพิธีเวทเบื้องหลังเสาศักดิ์สิทธิ์ยังคงส่องแสงระยิบระยับจากการอัญเชิญพลังแห่งพันธสัญญา ในขณะเดียวกัน ทหารนับหมื่นจากทั้ง 4 อาณาจักร รวมถึงกองทัพของอัลเทียร์ อีเทอเรีย ต่างทยอยเคลื่อนขบวนจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังเส้นแบ่งเขตเวทของแนวตะวันออกเฉียงเหนือ — จุดที่คาดว่า “รอยแยกแห่งความมืด” จะเปิดขึ้นอีกไม่เกินหกชั่วโมง เสียงกลองศึกสะเทือนผืนดิน สะท้อนก้องเหนือขุนเขาและสายลม เสียงกีบเท้าสัตว์อัญเชิญเหยียบย่ำดินอย่างพร้อมเพรียง ฝุ่นควันจากล้อพาหนะเวทบดบังแสงอรุณจนมืดมัวราวกับเงาสงครามเริ่มปกคลุมโลก เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ ควบม้าสีดำสนิท นำกองทัพเหล็กกล้าเดินหน้าผ่านแนวป่าเบญจพรรณ โล่เกราะสะท้อนแสงทองระยับ ดาบสองมือใหญ่ในมือสะบัดชูขึ้นเป็นสัญญาณ
“ทัพเหล็กกล้า ขยับแนว! แถวที่หนึ่ง–สาม ไปยังแนวโค้งตะวันออก!”
เสียงคำสั่งเขาชัดเจนแม้จะไร้เวทขยายเสียง—ทหารในแนวรับแต่ละชั้นเรียงตัวดุจเกราะเหล็กมีชีวิต
จากฟากฟ้าด้านทิศใต้ กองเวทของไฮราเซียเหินฟ้าผ่าน “พรมเวทบิน” และวงแหวนเคลื่อนย้ายฟ้า นักเวทนับพันในเสื้อคลุมสีเงินฟ้าบินเรียงแถวสี่เหลี่ยมอย่างแม่นยำ ประกายเวทประจำธาตุส่องออกจากอาวุธประจำตนราวกับดอกไม้ไฟเวทที่ไม่มีวันดับ
“ชั้นเวทที่หนึ่ง เตรียมปล่อยม่านสะท้อน! ชั้นเวทที่สอง ขยายขอบเวทป้องกัน!”
ท่านหญิงเฟเรนเซียยืนอยู่กลางแท่นเวทบินระดับสูง คฑาแห่งลำดับที่ 12 ของสำนักอาร์คาน่าโบราณในมือเธอส่องสว่าง ราวกับเป็นดวงดาวกลางวัน จากฝั่งตะวันตก พลเอกคราส ดารัน สั่งให้กองทัพซีลีออนตั้งป้อมยิงเวทแบบพับได้กลางที่ราบสูง ลำแสงเวทจากป้อมเหล่านั้นกวาดขึ้นฟ้าเป็นแนวอาณาเขต นักรบถือหอกเวทบุกทะลวงเตรียมพร้อมตั้งแนวฉากรับการบุกแบบคลื่น อาเดลิส ฟินาริน นำทัพเอลฟ์จากป่าเทพ เดินอย่างเงียบงันแต่แน่นหนา เสียงใบไม้ลู่ไหวเป็นจังหวะเดียวกับฝีเท้าเหล่าสัตว์อัญเชิญขนาดใหญ่ — มังกรพฤกษา สิงห์รากไม้ และวิหคแห่งหมอกเวท นักเวทสายธรรมชาติแผ่พลังฮีลออกเป็นชั้นเรืองแสงสีเขียวรองรับทัพหลักเบื้องหลัง
ส่วนศูนย์กลางการบัญชาการของอัลเทียร์ — ธงนำทัพสีขาวทองปักแน่นอยู่กลางป้อมสูงสุด กองเวทราชสำนัก ประจำตำแหน่งโดยรอบวงเวทย์ขยายคำสั่ง ราชาไลออสเองยังยืนอยู่เบื้องหน้าจอมเวทราชสำนัก ใช้แววตานิ่งสงบมองทั้งห้าทัพที่เคลื่อนไหวพร้อมเพรียงอย่างมั่นใจ
กลุ่มของเรย์ — อยู่ในแนวหน้า แต่ไม่สังกัดหน่วยใดโดยตรง พวกเขาได้รับสถานะ “หน่วยจู่โจมอิสระ” ภายใต้บัญชาโดยตรงของราชาและสภากลางพันธมิตร มีอำนาจเคลื่อนที่เร็ว เข้าปะทะ และบุกทะลวงจุดที่ทัพหลักเข้าไม่ถึง ไอริสอยู่ในชุดนักพรตชุดสงคราม คฑาแห่งแสงสลักใหม่ในมือเปล่งประกายเช่นเดียวกับเกราะเวทสีขาวเงิน เรย์ใส่ชุดคลุมรบเงา แววตาคมเยือก เย็นแต่แน่วแน่ เอลร่าพกธนูเวทบนหลัง เสื้อคลุมจันทราโอบล้อมไหล่ไว้ และโมกะ… ยังคงสวมเกราะเวทที่ได้รับมาใหม่จากเอลร่า กระโดดเกาะไหล่เรย์พร้อมเสียง “หงึ” เบา ๆ
เมื่อธงทัพทั้งห้าพุ่งแสงขึ้นฟ้าพร้อมกัน — เสียงประกาศจากระบบเวททั่วเมืองดังกึกก้อง
【เข้าสู่สถานะ: ศึกสูงสุดแห่งพันธสัญญาแสง】
【เวลาเหลือก่อนการปะทะ: 6 ชั่วโมง】
...โลกทั้งใบกำลังเคลื่อนเข้าสู่เส้นแบ่งแห่งความเป็น–ความตาย
— และมันเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น
หกชั่วโมงสุดท้ายก่อนการปะทะครั้งแรก กองทัพทั้งหมดตั้งแนวครบสมบูรณ์ เหล่าทหารจากทุกอาณาจักรตึงเครียด แต่ยังมั่นคงยืนหยัดภายใต้คติ “เราคือพันธสัญญาแห่งแสง”
…ทว่าบนฟากฟ้าเหนือเขตตะวันออกเฉียงเหนือ กลับเริ่มมีบางสิ่งแปรเปลี่ยน ดวงอาทิตย์ซึ่งเคยส่องแสงอุ่นค่อย ๆ มัวหม่นลง เงาแห่งหมอกสีดำหนาทึบลอยเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างไร้เสียง ปกคลุมเส้นขอบฟ้าในแบบที่ไม่ธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย เสียงหวีดบางเบาเริ่มดังจากที่ไกลแสนไกล — ไม่ใช่ลม ไม่ใช่เสียงโลหะ มันคือเสียง… ของเงานิรันดร์ ที่แนวหน้าตะวันออกเฉียงเหนือ นักเวทของไฮราเซียเบิกตากว้างพร้อมกัน ขณะจิตสัมผัสของพวกเขารับรู้ถึง “มวลเวทอันแปลกปลอม” ขนาดมหาศาล กำลังแทรกเข้ามายังขอบเขตอาณาเวทอย่างฉับพลัน
และทันใดนั้น…
ตูมมมม!!
เส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า — แตกออก!
เหมือนกระจกเวทถูกมือมืดฉีกออกจากกัน มิติกลางอากาศแตกร้าวออกเป็นรอยแยกขนาดยักษ์ สูงเทียบเท่าหอคอยสามชั้น แผ่คลื่นเวทสีดำอมม่วงม้วนเข้าหากันหมุนวนเป็นเกลียว คลื่นพลังนั้นกระแทกเข้าใส่แนวม่านเวทที่พวกพันธมิตรสร้างไว้จนสั่นสะเทือนระลอกแรก เรย์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้านศูนย์กลางเงยหน้าขึ้นมอง — พร้อมกับคนทั้งสนามรบ ร่างหนึ่ง… กำลังลอยอยู่กลางรอยแยกนั้น
มิจัง
หรือในตอนนี้… คือร่างของเธอที่ถูก “เงานิรัน” ครอบครองโดยสมบูรณ์แล้ว เส้นผมสีดำฟ้าของเธอปลิวไหวกลางอากาศ ชุดคลุมเวทที่เคยเป็นสีขาวกลับกลายเป็นดำสนิท ลวดลายรอบชายผ้าสะท้อนแสงม่วงวูบวาบน่าขนลุก ดวงตาข้างหนึ่งสว่างสีทองอ่อน — ข้างหนึ่งดำสนิทเหมือนหลุมอเวจี
ไม่มีคำพูด ไม่มีท่าทีเหมือนมนุษย์อีกแล้ว แต่กระแสจิตบางอย่างพุ่งตรงมาหา… "เรย์" คนเดียว
“...เจ้า... จะยอมเสียโลก... เพื่อรักษาข้าไว้หรือไม่?”
“หรือจะปล่อยให้ข้ากลืนแสงทั้งหมด — เพื่อปลดปล่อย ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของเจ้า?”
เรย์รู้สึกถึงน้ำเสียงในคำถามนั้น — ไม่ใช่แค่เสียงของศัตรู หากแต่คือเสียงของมิจัง… ที่ยังแฝงอยู่ภายในเงานั้น เขากำหมัดแน่น ดวงตานิ่งเฉียบ… ไม่ตอบออกไป แต่ภายในใจเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ไอริสยกคฑาขึ้นป้องกัน เอลร่าเตรียมธนูเวท และโมกะเริ่มเรืองแสงจาง ๆ อย่างเงียบงัน แต่ยังไม่ทันได้ตั้งแนวป้องกัน — เสียงที่สอง ก็ตามมา… เสียงคล้ายหัวเราะ... ไม่ใช่ของมิจัง ไม่ใช่ของมนุษย์ มันเป็นเสียงต่ำ ลึก เย็นยะเยือกเหมือนเลื้อยผ่านกระดูกของทุกคนในสนาม
“มวลมนุษย์... สั่นไหวได้เพียงเพราะเงาของเธอ… แล้วจะเป็นเช่นไร หากเงาทั้งห้า ย่างเท้าลงมา... พร้อมกัน?”
เงานิรันดร์ไม่ได้มาเพียงลำพัง
แสงจากรอยแยกในฟ้าสะท้อนให้เห็น… กองทัพอสูร ที่เริ่มก้าวออกจากความมืดมิดเบื้องหลังเธอ —ไม่ใช่หลักพัน… แต่คือ หลักหมื่น และมากกว่าพันธมิตรถึง สามเท่า เสียงฮือฮา กระซิบกระซาบ ความกลัวที่ค่อย ๆ ซึมแทรกลงในหัวใจของทุกคนในแนวรบเริ่มสะสม… — แล้วแม่ทัพอสูรทั้งห้า… ก็ปรากฏตัวพร้อมกันบนยอดรอยแยก พวกมันยืนเรียงแถวเหนือก้อนหินเวทแหลมสูง เงาร่างคล้ายเทพอสูรชำเลืองลงมาที่โลกมนุษย์
1. เวอร์เรน ธานิอัล – The Void Claw
รูปร่างเหมือนเสือดำผสมมังกร หัวหลายชั้น ขาแยกเป็นเงาห้าทาง
พลัง: ทำลายพลังเวทในระยะสัมผัสให้ “เป็นศูนย์”
เสียงคำรามทำให้เวทระดับกลางใช้งานไม่ได้ชั่วคราว
2. ไนล์ คาเรียส – The Shadowbinder
เงาร่างไร้ดวงตา มีผ้าคลุมยาวลากถึงพื้น หยดเงาไหลจากปลายนิ้ว
พลัง: สะกดเป้าหมายให้อยู่กับที่โดยไม่ต้องโจมตี
เคยผนึกเมืองทั้งเมืองไว้ใน “การนิ่งเฉียบ” เพียงแค่ปรายมือ
3. โอล์วา ซินน์ – The Eater of Light
ร่างหญิงผมขาวยาวถึงเอว หน้าตางามแต่ปรากฏรอยแผลทั่วตัว
พลัง: กลืนกินเวทแสงทั้งหมด เปลี่ยนเป็น “ระเบิดมืด” ตอบโต้
ปรากฏในสงครามพันปีก่อน และสังหารแม่ทัพฝ่ายแสง 12 นายภายในวันเดียว
4. เทอร์รอส ดาร์คเฟน – The Rift-Howler
ร่างหมาป่ายักษ์ที่มีดวงตาหกดวงทั่วตัว ขาเป็นเส้นพลังมิติบิดเบี้ยว
พลัง: เปิด “รอยแยกขนาดเล็ก” ทุกครั้งที่คำราม ทำลายสนามเวท
เคยฉีกกองบัญชาการกลางฝ่ายทิศเหนือออกเป็นสองส่วน
5. แกรฟีนท์ โอนด์รอล – The Herald of Nothing
ไม่มีร่างกายแน่นอน ลอยอยู่ในชุดเกราะว่างเปล่า เงาลอยเวียนในอากาศ
พลัง: กลืนกิน “ตัวตน” ของผู้คน เปลี่ยนเป็น “อสูรซ้ำรูป”
ทุกครั้งที่มันสังหาร — เป้าหมายจะกลายเป็นภาพเงาอสูรเคียงข้างมัน
ทั้งห้าตัว — ต่างยืนนิ่ง รอคำสั่งจากร่างของมิจัง / เงานิรันดร์
เรย์มองภาพนั้น… แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ
“นี่ไม่ใช่ศึกเพื่อชัยชนะแล้ว…”
“...นี่คือศึกที่ต้องรอดให้ได้… เพื่อดึงเธอกลับมา”
เสียงระฆังศึกสามครั้งดังกึกก้องเหนือเขตเมืองหลวง เสียงที่แม้จะเคยเป็นสัญญาณเตือน แต่คราวนี้คือ “ประกาศเริ่มต้น” ของสงครามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป แสงอรุณสุดท้ายเลือนหายไปหลังม่านหมอกเงา ทั่วทั้งแนวรบตอนนี้ถูกห่อหุ้มด้วยบรรยากาศที่หนาวเย็นจนทะลุกระดูก ทั้งที่ไม่มีลม ไม่มีฝน ไม่มีหิมะ… แต่ทุกคนรู้สึกเหมือนเวลาทั้งหมดหยุดลง กลุ่มของเรย์ยืนประจันหน้ากับภาพตรงหน้า เรย์กำหมัดแน่น สวมชุดรบสีดำเทาเคลือบเงาเวทที่แฝงสัญลักษณ์ของ “หน่วยจู่โจมอิสระ” ด้านหลังผ้าคลุม มีตราประทับสีเงินของพันธสัญญาแสงเรืองจาง ๆ ไอริสยืนอยู่ด้านข้างในอาภรณ์ขาวเงิน ปลายคฑาแห่งแสงเปล่งพลังจาง ๆ ราวกับเตรียมพร้อมตอบสนองทุกคำสั่ง เอลร่ายืนปิดท้ายข้างหลัง โมกะเกาะไหล่เธอ — หางของมันสั่นเล็กน้อยแต่แววตาสีทองกลับแน่วแน่เกินใคร เสียงกลองศึกจากฝั่งพันธมิตรเริ่มต้นช้า ๆ ก่อนจะดังเป็นจังหวะเดียวกันทั่วทั้งสามแนวรบ
ตึ่ม… ตึ่ม… ตึ่ม…
เสียงฝีเท้าทหารเวท ทหารสายรุก และหน่วยสัตว์อัญเชิญจากทั้งสี่อาณาจักรเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเป็นคลื่นแนวหนา พลังเวทของทหารไฮราเซียรวมตัวกันเหนือฟ้าเป็นเกราะคริสตัลพลังงานกลุ่มใหญ่ อัศวินเหล็กจากแกรนด์โวล์ฟานด์เดินเป็นแถวแน่น อาวุธยกขึ้นพร้อมใจกันสะท้อนแสงอันสุดท้ายของวัน หน่วยกลยุทธ์จากซีลีออนเปิดลานยิงเวทเคลื่อนที่ เตรียมตอบโต้แบบเคลื่อนพลต้านกำลัง เหล่าเอลฟ์และสัตว์อัญเชิญจากเอลมินาทราเดินเงียบ ๆ แต่กระแสชีวิตจากต้นไม้เวทเหนือแนวป่าก็เริ่มเปล่งแสงเรืองรอง ทุกหน่วย… เดินเข้าสู่สงครามโดยไร้เสียงโห่ร้อง ไม่มีความตื่นเต้น มีแต่ความเข้าใจว่า “นี่คือบททดสอบแห่งการมีอยู่” ...
กลุ่มของเรย์เคลื่อนที่แยกออกจากแนวรบหลักในฐานะหน่วยจู่โจมพิเศษ พวกเขาได้รับคำสั่งโดยตรงจากราชาไลออสให้ใช้ทักษะที่หลากหลายเข้าโจมตีจุดสำคัญในแนวอสูรและทำลายเส้นพลังเวทสนับสนุน ทันทีที่กลุ่มแทรกตัวผ่านชายแนวเวทของพันธมิตร—ความกดดันรอบกายก็เปลี่ยนไปทันที เสียงของโลกกลายเป็นเสียงอื้ออึงจากเวทมืด อากาศเริ่มหนืด — ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาถูกต้านทานราวกับเดินในน้ำเหนียว แต่เรย์กลับไม่ลดจังหวะ เขาใช้ทักษะ Shadowflow Reflex สอดแทรกไปยังแนวต้านเวทตรงหน้าด้วยความเร็วสูง
“พวกเราจะเจาะเข้าไปใกล้แนวรอยแยกให้มากที่สุดก่อนเริ่มปะทะ!”
“ถ้าเราปล่อยให้เงานิรันด์ตั้งเส้นสนามพลังหลักได้… พวกมันจะเปิดมิติเพิ่มอีก!”
...
แนวอสูรเริ่มปรากฏชัดกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ แต่ละตัวรูปร่างไม่ซ้ำกัน มีทั้งร่างกึ่งคนกึ่งเงา ร่างโลหะดำลอยเหนือพื้น ร่างหมุนวนเป็นพลังงาน และบางตัวยืนเฉยแต่แค่จ้องมาก็ทำให้ขาสั่น
“พวกนี้ไม่ใช่มอนสเตอร์ทั่วไป…” ไอริสกระซิบผ่านกระแสจิต
“พวกมัน... คือความกลัวที่มีตัวตน”
...
และในขณะที่หน่วยจู่โจมของเรย์กำลังเคลื่อนเข้าใกล้แนวสนามรบกลางมากขึ้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในจิตของพวกเขาทั้งหมด
“ขออภัย… ที่ทำให้เจ้าเห็นข้าในสภาพนี้…”
น้ำเสียงนั้น… เป็นเสียงของมิจัง — จริง ๆ โมกะตัวสั่น หูของมันลู่แนบหัว เอลร่าสะอึก ดวงตาเบิกกว้าง เรย์หยุดเดินตรงนั้น — ไม่เพราะกลัว แต่เพราะน้ำเสียงนั้น… ยังคงมีน้ำตาอยู่ในคำพูด
“รีบเข้ามาเถอะ… ก่อนที่ ‘ฉัน’ จะหายไปจริง ๆ”
เสียงจบลง
ความเงียบปกคลุมสนามรบอีกครั้ง เรย์เงยหน้าขึ้น… แววตาเปลี่ยนเป็นนิ่งราวกับเหล็กกล้า
“พวกเรา... ถึงเวลาสู้แล้ว”
เมื่อเสียงของมิจังจางหายไปในห้วงจิต กลุ่มของเรย์ยังคงยืนนิ่งท่ามกลางลมหายใจหนักอึ้งแห่งสนามรบ ไม่มีใครกล่าวอะไร แต่แววตาของแต่ละคนกลับเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยแข็งกร้าวเท่านี้มาก่อน แสงสีเทาดำเริ่มล้อมรอบท้องฟ้าทางตะวันออกเฉียงเหนือ ม่านหมอกมืดแผ่กระจายข้ามเส้นอักขระของอาณาเขตเวทอัลเทียร์ไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ใช่ลม ไม่ใช่คลื่น—แต่คือ “การมาถึง” ของเงานิรัน และจากตรงนั้นเอง…
กองทัพอสูรของเงานิรัน
พวกมันแผ่ขยายเต็มพื้นที่ไกลสุดสายตา… มากกว่า 3 เท่าของกำลังพันธมิตร เหล่าอสูรมีรูปร่างหลากหลาย—บางตนเป็นเงาควัน บางตนมีร่างกายเหมือนปะติดปะต่อจากความฝันร้าย บางตนยืนสองขาแต่ไร้หัว บางตนลอยเหนือพื้นดินพร้อมดวงตาหลายสิบคู่เรียงรายไปทั่วร่าง พวกมันเงียบ… ไม่ส่งเสียง แต่แรงกดดันแผ่ซ่านไปถึงกระดูกสันหลังของทุกคนในแนวหน้า และเบื้องหลังแนวอสูรเหล่านั้น— ร่างของ มิจัง — หรือ ร่างเงานิรันดร์ — ลอยตัวอยู่เหนือกองทัพ ห่มคลุมด้วยผ้าคลุมเวทสีดำสนิทเหมือนดูดกลืนแสงทั้งฟ้า ดวงตาข้างหนึ่งของเธอเป็นสีทอง แต่ข้างหนึ่งกลายเป็นหลุมสีดำที่ดูดพลังเวทจากอากาศรอบข้างไม่หยุด เธอไม่เคลื่อนไหว… ไม่พูดอะไร… แต่ จิตใจของทุกคนในแนวหน้ากลับได้ยินเสียงกระซิบ
“จงเลือก…”
“จงยอมสยบ หรือจงแตกสลาย”
...
และเบื้องล่างร่างของเธอ — “แม่ทัพอสูรทั้งห้า” ปรากฏตัวเรียงหน้ากระดาน
1. อาเครน ธานธัส (Arcren Thanthas) – ผู้กลืนความทรงจำรูปร่างเหมือนชายหนุ่มใส่เสื้อคลุมศึกเก่า ๆ แต่หน้ากลวงโบ๋ ด้านหลังลากหางสีหมึกยาว 20 เมตร
เวทพิเศษ: Black Seal of Forgetting — ทำให้ศัตรูลืมทักษะการต่อสู้ของตนชั่วคราว
คลื่นพลังของเขาเหมือนคำสาปเปื้อนเลือด
2. มาลด์ ลีโวทัส (Mhald Leovotas) – เงาไร้ร่างเงาร่างดำล้วน ยาวเหมือนงูมีขามากกว่า 10 คู่ ไม่มีดวงตา ไม่มีเสียง
ปรากฏตรงไหนก็ไม่รู้—แต่ฟันทุกอย่างให้กลายเป็น “ความว่าง”
เวทพิเศษ: Nullbite — การกัดที่ทำลายโครงสร้างเวทมนตร์ทั้งหมดในจุดที่สัมผัส
3. ซาลานด์ เรกานอร์ (Zalande Reganor) – ผู้ห้อมล้อมความกลัวอสูรหญิงรูปร่างสูงโปร่งเหมือนนักบวชผ้าไหมดำคลุมทั้งตัว
เสียงหัวเราะของเธอทำให้หัวใจสั่นและเวทฟื้นฟูไร้ผล
เวทพิเศษ: Scream Spiral — คลื่นเสียงเวทที่ทำให้เป้าหมายตื่นกลัวจนไม่สามารถร่ายเวทได้
4. โกราธ มุนด์กรัค (Gorath Mundgrak) – ขุนศึกหินเงาตัวใหญ่กว่าอสูรทั่วไป 4 เท่า หัวเหมือนยักษ์หิน ดวงตาสีแดงเรืองแสงในเงาควัน
ถือขวานคู่เวทหนักกว่าร้อยกิโล ใช้ในการบดแนวป้องกัน
เวทพิเศษ: Earthshatter Roar — กระแทกพื้นเวทให้แตกกระจายแม้เป็นเขตเวทระดับราชัน
5. อิธรา เวอเรนต์ (Ithra Verent) – ปีกเงาแห่งคำสาปมีปีกดำคู่ยาวเหนือหัว สูงกว่า 5 เมตร ใบหน้าถูกปิดด้วยหน้ากากเศียรสัตว์
ลอยเหนือพื้นตลอดเวลา กระจายหมอกคำสาปได้ทุกวินาที
เวทพิเศษ: Cursed Feathers — ขนนกสีดำที่ตกลงพื้นจะกลายเป็นเวทสาปที่ระเบิดเมื่อเหยียบ
...
บรรยากาศเปลี่ยนไปในพริบตา
ไม่ใช่เพราะจำนวน ไม่ใช่เพราะรูปร่าง… แต่เพราะ “ความเงียบที่กดทับ” ทุกอย่างไว้
แม้แต่เวทของทหารไฮราเซียยังสั่น แม้แต่กำแพงเหล็กของแกรนด์โวล์ฟานด์ยังมีรอยร้าวจากแรงคลื่นเงา แม้แต่สัตว์อัญเชิญบางตนของเอลมินาทราก็เริ่มหอนอย่างสับสน โมกะซุกเข้ามาแนบขาเอลร่า
“หงึ... มัน... มันมาแล้วจริง ๆ…”
เรย์จับไหล่ของทุกคน พลางหายใจลึก ไอริสหลับตานิ่ง รวบคฑาไว้แน่น เอลร่าเงยหน้าสบตาเรย์ แม้จะสั่น แต่ดวงตาเต็มไปด้วยศรัทธา
“พวกเรา…” เรย์พูดเบา ๆ
“...ไม่จำเป็นต้องชนะศึกนี้ในทีเดียว”
“แค่รอด… ให้ได้จนถึงตอนที่เราจะได้ดึงมิจังกลับมา — แค่นั้นพอ”
...
เสียงกลองศึกเงียบลงในฉับพลัน ฟากฟ้าทั้งหมดมืดสนิท เสียงระเบิดสายแรกเริ่มดังขึ้นจากแนวรบฝั่งซีลีออน
— สงคราม… เริ่มขึ้นแล้ว —
เปรี้ยงงง!!!
เสียงระเบิดเวทกระแทกแนวหน้าของพันธมิตร เสาเพลิงสีแดงดำพุ่งทะยานขึ้นจากจุดปะทะของทัพซีลีออนกับกองอสูรคลื่นแรก รอยแยกมิติยังคงเปิดกว้าง พ่นคลื่นอสูรไม่หยุดหย่อน ราวกับหลุมดำกลืนกินสรรพสิ่ง หน่วยของพลเอกคราส ดารัน เป็นด่านแรกที่ปะทะศัตรู—อาวุธวิศวกรรมเวทถูกระดมยิงไม่หยุด รถยิงเวทระดับป้อมปราการเคลื่อนเข้าแนวลึก แต่กลับมี “สิ่งแทรกซ้อน” ปรากฏขึ้น
อสูรคลาส “Shadow Maw” — สิ่งมีชีวิตร่างหมึกยักษ์ แต่มีขาแบบแมลงกระโดด 6 ข้าง ลอยตัวเหนือพื้นพร้อมกรงเล็บที่ดูดพลังเวทจากเครื่องยิงเวทโดยตรง ป้อมหนึ่งถูกกลืนหายไปภายใน 10 วินาที
“ยิงระยะสั้น! ปิดล้อมเป็นวง!” เสียงของคราส ดารันตะโกนสั่ง พลังเวทของเขาแผ่คลื่นสีทองกระแทกแผงอสูรคลื่นแรกจนกระเด็นเป็นแนว ท่ามกลางเถ้าดำที่ปลิวว่อน
...
แนวรบฝั่งแกรนด์โวล์ฟานด์—เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ ควงขวานยักษ์พุ่งใส่กลุ่มอสูรเงาแบบไม่หวั่นไหว พลัง STR ของเขากวาดร่างศัตรูทีละสิบ ยี่สิบ ตน แต่ทุกครั้งที่เขาฟัน ศัตรูก็ฟื้นกลับขึ้นมาจากเงาเดิม!
“พวกมัน... ไม่ได้ใช้ร่างจริง!” อัลวาตะโกน
เขาสั่งถอยชั่วคราว สลับใช้โล่เวทสร้างกำแพงชั้นที่สอง เตรียมเวทสแกนมิติจากแม่ทัพไฮราเซียเพื่อตรวจจับร่างจริงของอสูร
...
แนวรบหลังของเอลมินาทรา—นักเวทพฤกษาและนักบำบัดเร่งกางกำแพงเถาวัลย์เวทรักษาพันธมิตร กลิ่นพฤกษาชุ่มฟ้ากระจายเต็มฟากด้านหลัง
อาเดลิส ฟินาริน สั่งใช้ “Summon: Eden Roots” — ต้นไม้เวทขนาดมหึมางอกจากพื้น แผ่รากเรืองแสงเข้าเสริมแนวหลัง ช่วยฟื้น HP และ MP ให้กองทัพแนวหน้า
...
ในขณะนั้น...
กลุ่มของเรย์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่ง “หน่วยจู่โจมพิเศษ” — กำลังเดินลัดเลาะแนวศึกจากทางเหนือสุดสู่กลางสนาม
เรย์, ไอริส, เอลร่า, โมกะ ใส่ชุดรบเต็มยศ
เรย์—คมในทุกการเคลื่อนไหว ตาไม่ละจากขอบฟ้าที่มีร่างเงานิรันดร์ลอยนิ่ง
ไอริส—เรืองแสงจากคฑาในมือเหมือนจะละลายเงารอบตัว
เอลร่า—นิ่งเยือก แต่เวทเงาจันทราโคจรรอบตัวเป็นจังหวะ
โมกะ—ดวงตาสีทองเรืองแสง พลังในตัวเขาเต้นแรงกว่าเดิม
เสียงจากหูฟังเวทแจ้งว่า:
“อีก 3 นาที จะถึงตำแหน่งกลางสนาม จุดที่เชื่อมการรบของ 3 ทัพ”
เรย์พยักหน้า “ทุกคน... พร้อมหรือยัง”
ไอริสยิ้มบาง “พร้อมแล้ว”
เอลร่าสบตา “เพื่อมิจัง…”
โมกะกระโดดขึ้นบ่าเรย์ “หงึ! จัดให้เต็ม!”
...
ทันใดนั้นเอง— แรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงปะทะพื้นทั้งสนาม! รอยแยกมิติกลางฟ้าขยายกว้างขึ้นอีกระดับ และร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏจากหมอกเงาเหนือกองทัพอสูร มิจัง—ในร่างของ “เงานิรันสมบูรณ์แบบ”
ดวงตาทั้งสองเป็นสีดำสนิท หางผมพริ้วไหวไร้ลม ผ้าคลุมเวทโบกสะบัดราวกับมันมีชีวิต และเมื่อเธอเอ่ยเสียงแรกออกมา—
“เริ่มบทแห่งความสิ้นหวัง...”
เสียงเธอกระจายไปทั่วทั้งสนามรบ… ทุกคนได้ยิน… ทุกคนหยุดมือ จากนั้น เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นช้า ๆ
ฟ้าววววววววววววววววววววววววววววววว!!!
คลื่นพลังเวทสีดำเทาแผ่กระจายเป็นวงกว้างจากมือเธอ ทำให้ “เงาของทุกคน” บิดเบี้ยวและเริ่ม “ลุกขึ้นมาเอง” ใช่…
พวกเขากำลังจะต่อสู้กับ "เงาของตัวเอง" ทั่วทั้งสนาม!
...
เรย์พูดในใจ
“นี่แหละคือการทดสอบจริง…”
“ขอโทษนะ มิจัง… แต่ฉันจะต้องลากเธอกลับมาให้ได้ — ไม่ว่าจะต้องฝ่าความมืดแค่ไหนก็ตาม!”
เสียงระบบดังขึ้นในหัวของทุกคนในกลุ่ม:
【เควสต์หลัก: ดึงจิตวิญญาณของ "มิจัง" กลับคืนจากเงานิรัน】【สถานะสงคราม: ปะทะเต็มรูปแบบ】