“มึง~” เสียงดังมาแต่ไกลให้ต้องละจากมือถือหันไปมองพบว่าเป็นบูมที่กำลังวิ่งมาทางนี้
“บอกว่าอย่าวิ่ง เดี๋ยวก็ล้มหรอก”
“ก็กลัวไม่ทันอ่ะ”
“แหม่ เรียนตั้งเก้าโมง”
“แล้วติมอ่ะ ไม่มาหรอ”
“ไม่มาๆ”
“หรอ”
“ป่ะๆ ขึ้นเรียนกันเถอะ”
เดินกันไปขึ้นลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องเรียนที่ต้องเรียนวันนี้ ขณะที่ลิฟต์กำลังขึ้นไปยังชั้นจุดหมายจู่ๆ บูมก็หันมาถาม
“มึง เมื่อวานมึงกลับกับไอติมหรอ” ไทม์หันไปมองเพื่อนที่กำลังรอคำตอบ
“อืม ทำไมอ่ะ”
“แล้วได้แวะไหนกันป่ะ”
“ก็แวะนะ”
“แวะไหนหรอ ไปทำไรกัน” ประโยคคำถามของบูมทำให้ไทม์เริ่มสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร “ก็…พอดีเจอพี่ดีนแฟนเก่าพี่ลูซี่น่ะ เขาโดนตะลุมบอนเลยเข้าไปช่วยเขา”
“มีเรื่องกันหรอ แล้วติมมันเจ็บมากมั้ย” สีหน้าที่ดูเป็นห่วงมากเกินกว่าเหตุทำให้เริ่มคิ้วขมวดปม
“ก็…ช้ำในอ่ะ”
“ว่าไงนะ!!!”
ตึง!!! แรงกระแทกกับกำแพงลิฟต์ทำให้ตัวลิฟต์สั่นและเกิดเสียงดัง แต่ที่มันแปลกกว่าก็คงเป็นฝีมือมาจากที่บูมเพื่อนสนิมของเขากระแทกเจาเข้ากับกำแพงลิฟต์
“ทำไมมึงไม่ช่วยมันล่ะ! มึงทำอะไรอยู่ห๊ะ!! ต้องรอให้มันตายก่อนรึไง!!!”
น้ำเสียงตะโกนพร้อมกับมือทั้งสองที่กำลังเขย่าตัวเขาอยู่ทำให้ไทม์ถึงกับพูดไม่ออก นี่คือเพื่อนของเขาจริงๆ หรอ นี่คือเพื่อนที่เขาเคยมองว่านิสัยดีจริงๆ หรอ
“ช่วยนะ นี่ไง กูก็มีแผล” ไทม์ยกมือข้างที่มีแผลจากการกำมีดให้ดู บูมที่เห็นจึงปล่อยตัวเขาและหันหลังยืนนิ่งไป เป็นจังหวะเดียวกันที่ลิฟต์เปิดออกพอดี
“ขอโทษที นั่นสินะ ยังไงมึงก็ต้องช่วยมันอยู่แล้ว”
พูดจบบูมก็เดินนำออกไปทิ้งให้ไทม์ได้แต่ยืนงง
ภายในคลาสเรียนทุกอย่างก็ดหมือนปกติยกเว้นแค่เขากับบูม ตั้งแต่ออกจากลิฟต์บูมกับไทม์แทบไม่ได้คุยกันเลย จะมีคุยแค่เรื่องงานก็เท่านั้น
พอเลิกเรียนวันนี้พวกปี 1 ต้องเข้ากิจกรรมวันวิทยาศาสตร์ต่อและไทม์ต้องอยู่กับบูมทั้งวัน แบบนี้ไม่ดีแน่ยังไงก็ต้องเคลียร์ เขาไม่อยากเสียเพื่อนแบบครั้งเมื่อตอนมัธยมอีกแล้ว
“บูม มึงชอบติมใช่มั้ย”
บูมที่กำลังเดินนำอยู่ก็หยุดกึกก็หันมามองไทม์ด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออกก่อนจะหลบตาไป “อืม”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ช่วงสอบก่อนเข้ามหาลัย”
“ยังไม่ได้บอกมันหรอ”
“กูไม่กล้า กูกลัว”
บรรยากาศรอบๆ จู่ๆ ก็เกิดเงียบสนิทจนได้ยินเสียงป้าแม่บ้านถูพื้นที่กำลังถูพื้น เสียงในหัวเริ่มตีกันมั่วไปหมดไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เรื่องแค่นี้เองกูจัดการได้น่า” บูมหันมายิ้มแสดงสีหน้าเพื่อไม่ให้ไทม์เป็นห่วง “ป่ะๆ ไปงานวิทย์กัน เดี๋ยวตอนเย็นไปเยี่ยมไอติม”
บูมหันมาดึงมือไทม์ก่อนจะพากันเดินไปยังที่จัดงานวันวิทย์ “อืม”
หลังจากทำกิจกรรมวันวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนก็นั่งรถประจำทางตรงไปยังบ้านติม พอมาถึงบ้านบูมก็ตรงดิ่งไปกดกริ่งไม่นานก็มีป้าแม่บ้านออกมาเปิดประตู
“เพื่อนของคุณติมใช่มั้ยคะ”
“ครับ”
“เชิญค่ะ”
สองหนุ่มเดินตามคุณป้าเข้ามายังในตัวบ้าน ไทม์ใช้สายตากวาดมองรอบๆ เพื่อสำรวจ บ้านของติมเป็นทรงโมเดิร์นหลังใหญ่ มีสวนขนาดใหญ่ด้านนอกให้นั่งเล่น มีสระน้ำส่วนตัวที่ใหญ่พอที่จะให้คนสิบคนสามารถลงไปเล่นได้ ด้านในตกแต่งสไตล์โมเดิร์นเรียบๆ แต่หรู
“คุณติมอยู่ในห้องทำงานนะคะ ชั้นสามห้องในสุดเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ทั้งสองคนเดินไปตามทางที่คุณป้าแม่บ้านบอกจนมาถึงห้องที่คิดว่าน่าจะเป็นห้องทำงานของติม ไทม์เคาะประตูสองทีก่อนประตูจะถูกเปิดออกเผยให้เห็นคนด้านใน
“หืม? มาไงเนี่ย” ติมกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสอง
“มาเยี่ยมน่ะ แล้วมึงเป็นไงมั่ง” บูมชะโงกหน้ามาแทรกทำให้ไทม์ที่ยืนอยู่ถึงกับหันมองเพื่อนเล็กน้อย
“ก็ดีขึ้นแล้ว”
ทั้งสองคนเดินตามติมเข้ามาในห้องทำงานที่มันไม่ดูเหมือนในห้องทำงานเลยสักนิด มันเหมือนเป็นห้องสำหรับเล่นเกมส์ เสียมากกว่า ก็ดูสิ พี่แกเล่นตกแต่งโทนอวกาศซะขนาดนี้เป็นใครก็บอกว่านี่คือห้องเล่นเกมส์
“แล้วทำไมทำหน้าแบบนั้น” ไทม์หันมองเพื่อนทั้งสองที่กำลังสนทนากันก่อนจะหย่อนตัวลงที่เก้าอี้ “ไม่มีไรสักหน่อย”
“หรอ? แน่ใจนะ”
“เออน่า แล้วไหนว่าแค่ช้ำในไง ทำไมแขนมึงมีผ้าพันแผลล่ะ”
“อ่อ พึ่งโดนเมื่อเช้า เจอคนเสพยาอาละวาดแล้วโดนลูกหลงนิดหน่อยน่ะ”
“มึงนี่ ชอบเจ็บตัวอยู่เรื่อยเลยนะ”
“ไอ้ไทม์เจ็บตัวเยอะกว่ากูอีก”
“ไอ้ไทม์มันไม่เป็นไรหรอก มันเก่งจะตาย แต่มึงสิน่าเป็นห่วง” คำพูดของบูมทำเอาไทม์ที่นั่งฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว มันหมายความว่าไง หมายความว่าชีวิตเขาจะเป็นยังไงก็ช่างมันหรอ
“มึงพูดเหมือนมันจะเป็นยังไงก็ช่างเลย”
“กูเปล่าพูดสักหน่อย” บูมเริ่มหน้าเสียแถมบรรยากาศในห้องเริ่มไม่โอเค ไทม์ที่เห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องไม่ให้บรรยากาศเสีย
“เออ วันนี้อาจารย์บอกว่าอาทิตย์หน้าจะสอบเทสเรื่องโปรแกรม เดี๋ยวเขาจะบอกโจทย์วันสอบอีกที”
“อ่า เค”
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็คุยกันต่อ แม้ว่าบรรยากาศภายในห้องจะเริ่มหายตึงเครียดแต่ก็ยังมีความอึดอัดที่ยังคงเหลืออยู่
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูเรียกให้พวกเขาละความสนใจจากคอมพิวเตอร์ให้หันไปมอง
“ขออนุญาตค่ะคุณติม”
“ครับ” สิ้นเสียงอนุญาตประตูก็เปิดออกพร้อมกับคุณป้าแม่บ้านที่โผล่ออกมาจากหลังประตู
“โทรศัพท์จากคุณผู้ชายค่ะ”
“เดี๋ยวกูมานะ” ติมลุกออกไปจากห้องทำให้ตอนนี้เหลือเขากับบูมแค่สองคน
บรรยากาศที่เคยคลายอึดอัดตอนนี้มันวนกลับมาอีกรอบ ไทม์มองเพื่อนชายที่เอาแต่หลบตา
“มึง” บูมเอ่ยขึ้นขณะที่สายตายังคงจดจ้องไปที่หน้าจอคอม “ว่า”
“กูขอไรมึงอย่างได้มั้ย”
“อะไรหรอ”
“อย่าอยู่ใกล้ติมได้มั้ย กูไม่อยากอยากให้มันเจ็บตัวอีก” บูมหันพร้อมกับใบหน้าที่จริงจัง แต่มันกลับให้ไทม์รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก
“ได้สิ” เสียงที่ตอบออกมาเบาหวิวจนแทบจะไม่ได้ยิน “ขอบใจนะ”
ไทม์เม้มปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด มือหนาจิกกางเกงจนแทบขาด ไทม์ไม่อยากตอบแบบนี้ แต่เพราะไม่อยากเสียเพื่อนที่พึ่งจะสนิทกันเลยต้องยอมทำ
ประตูห้องเปิดออกให้สองคนด้านในหันไปมองพบว่าติมกลับมาแล้ว
“เมื่อกี้พ่อโทรมาเรื่องไรหรอ” บูมหันถามเพื่อนที่พึ่งเข้ามา
“ให้ส่งฟอร์เวิร์ดเมลให้เฉยๆ”
“มึง กูกลับก่อนนะ” ไทม์หันไปบอกเพื่อนทั้งสองคน
“ทำไมอ่ะ”
“กูลืมไปว่ามีธุระที่บ้านอ่ะ”
“เดี๋ยวกูไปส่ง”
“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวกูกลับเอง” ไทม์เลือกที่จะปฏิเสธติมเพราะไม่อยากเผชิญกับความอึดอึด บวกกับไม่อยากมีปัญหากับบูมด้วย
“กูจะไปส่ง” ติมกดน้ำเสียงพร้อมกับสีหน้านิ่งทำให้ถึงกลับไม่กล้าปฏิเสธ
“ถ้างั้นกูกลับด้วยดีกว่า มึงไปส่งกูด้วยได้มั้ย” บูมที่เห็นว่าทุกคนจะไปกันหมดจึงขอกลับด้วย เขาไม่ยอมที่จะปล่อยติมให้อยู่กับไทม์สองต่อสองเป็นอันขาด หรืออาจจะเพราะเหตุผลอื่น
“เออๆ”
เสียงพูดคุยภายในรถดังเป็นระยะโดยที่คนคุยมีแค่บูมคนเดียว แล้วประเด็นคนที่เขาชวนคุยคือติมแต่ติมก็ตอบเพียงแค่ ‘อืม’ กับคำตอบเล็กๆ น้อยๆ
ขับเรื่อยๆ จนตอนนนี้มาถึงแถวบ้านบูม ตอนแรกบูมก็ทำท่างจะค้านจะให้ติมไปส่งไทม์ก่อน แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวติมด่าเลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
หลังจากส่งบูมเสร็จเขาก็หันมาบอกลาติมกับเขา ทันที่บูมเดินขึ้นอพาร์ทเม้นท์ติมก็หันมาบอกให้เขาไปนั่งหน้า “นั่งนี่ก็ได้”
“มา นั่ง นี่” ติมกดเสียงต่ำใช้น้ำเสียงแกมบังคับทำให้ไทม์ต้องลุกไปนั่งข้างหน้าตามที่บอก
รถยนต์เคลื่อนตัวออกขับไปตามถนนเรื่อยๆ บรรยากาศในรถเงียบสนิทจนได้ยินเสียงแอร์ได้อย่างชัดเจน
“ไอบูมมันชอบกู กูรู้” ประโยคของติมทำเอาไทม์ถึงกับหันไปมองที่ตอนนี้เพื่อนชายยังคงจดจ้องอยู่ถนน “กูไม่ได้ยินหรอกนะ แต่ก็พอเดาจากสีหน้าของพวกมึงได้”
ไทม์ไม่พูดอะไรต่อเขาเอาแต่ก้มหน้าจมอยู่กับความคิด “เลิกคิดมากได้แล้วน่า กูไม่ทิ้งมึงไปไหนหรอก”
“กูกลัว กูไม่อยากแตกหักกับเพื่อนกับเรื่องนี้”
ดวงตาเริ่มร้อนก่อนจะเริ่มมีน้ำตาค่อยๆ ไหลออกมา ไทม์ยกยมือปาดน้ำตาที่ทยอยไหลออก รถยนต์ค่อยๆ จอดเทียบที่หน้าบ้านของไทม์บรรยากาศในรถกลับมาเงียบอีกครั้ง
“กูไม่อยากพูดแบบนี้หรอกนะ แต่โอกาศที่เราจะกลับไปอยู่กันสามคนค่อนข้างยาก” คำตอบของติมทำเอาไทม์ถึงกับปล่อยโฮ
“แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กูสัญญาว่าจะอยู่กับมึง กูจะไม่ยอมทิ้งมึงไปไหนอย่างแน่นอน”