ตอนที่ 355 ข้อห้าม
สายตาของคนทั้งร้านทำให้ชาวเรือทั้งสองยิ้มแหย ๆ ก้มหน้าก้มตากินเหล้าของตนพร้อมทั้งลดเสียงลง เสียแต่ว่าแม้จะลดเสียงลงเพียงใดนั่นก็ยังไม่อาจเล็ดลอดหูของคีตาที่นอนรออยู่ข้างนอกไปได้
“ไอ้โง่! เอ่ยฉายานามนั้นออกมาตอนอยู่บนเกาะได้ยังไงวะ! เป็นลูกเรือมา 3ปีสมองโดนคลื่นพัดหายไปแล้วรึไง!” หนึ่งในชาวเรือที่ร่วมโต๊ะเดียวกันคำรามเสียงค่อย ตำหนิสหายร่วมโต๊ะของตนอย่างรุนแรง
“ขอโทษว่ะ ข้าคงเมามากไปแล้วจริง ๆ” ชาวเรือคนนั้นตอบเสียงอ่อย
“โชคยังดีที่แกไม่ได้เอ่ยถึงท่านผู้นั้นตอนอยู่บนท้องทะเล ไม่อย่างนั้นหากท่านรำคาญเรือของเราคงจะจมลงก้นสมุทรไปแล้ว” ชาวเรือผู้ตำหนิแค่นเสียง เขาดื่มเหล้าอึกใหญ่ตามลงไปเพื่อคลายความโกรธ
บทสนทนาเรียบสั้นนี้ทำให้นิทานเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนอกสนใจ เขาพลันนึกถึงกฎข้อห้ามของเหล่าชาวเรือ โดยเฉพาะพวกโจรสลัดหรือเรือที่ไม่ได้สังกัดขุมกำลังใหญ่
ห้ามเอ่ยถึงสองราชาโจรสลัดยามอยู่บนน่านน้ำ
ในตอนแรกนิทานเพียงคิดว่าเป็นความเชื่อที่เพิ่มเติมแสนยานุภาพให้แก่สองราชาโจรสลัดเท่านั้น หากดูเหมือนเหล่าชาวเรือจะยึดถือกันจริงจังกว่าที่นิทานคิดมาก
ถ้าเอ่ยถึงอาจทำให้เรือจม? อย่างกับเป็นนามอัปมงคลเลยแฮะ แล้วท่านรำคาญ? พูดอย่างกับว่าราชาโจรสลัดจะได้ยิน นิทานคิดอย่างขบขัน แม้กระนั้นเขาก็ยังจดจำข้อมูลนั้นไว้ในใจ
โฟเรลไม่เห็นได้บอกอะไรเลย เขาเคยเดินทางในมหาสมุทรมาแล้วเพราะงั้นเขาต้องรู้แน่ แล้วทำไมถึงไม่บอก? หรือว่าวางแผนอะไรไว้ นิทานหรี่ตาลงน้อย ๆ เขานึกถึงความผิดปกติบางอย่างได้จากการที่โฟเรลไม่ยอมบอกข้อมูลแสนสำคัญเช่นนี้กับเรนเดล
เรนเดลไม่พูด! เสียงของคีตาดังขึ้นในดวงจิต เตือนสตินิทานที่โรคขี้ระแวงกำเริบอีกครั้ง
เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ในเมื่อเรนเดลเป็นใบ้เรนเดลย่อมไม่อาจพูดถึงสองราชาโจรสลัด จึงไม่มีความจำเป็นใดต้องบอก
“ไอ้พวกโง่นั่น เกือบทำคนทั้งเกาะฉิบหายกันหมดแล้วไง” ทหารอีกคนหนึ่งที่อยู่โต๊ะห่างออกไปพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด
“ใจเย็นน่า ถึงเป็นท่านผู้นั้นแต่การจะจมเกาะที่มีทหารเรืออยู่เยอะแบบนี้ก็เกินไป” สหายอีกคนกล่าวปลอบ
“บนเกาะนี้มีทั้งทหารเรือจากอาณาจักรไฟกัลป์ กองเรือของกลุ่มการค้าเชียนเป่า เรือวิจัยของหอสมุดและอีกเยอะแยะไปหมดเลยนะเว้ย ไม่ต้องกลัวหรอกน่า” สหายอีกคนเสริม ถึงจะเป็นราชาโจรสลัดแต่อีกฝ่ายก็คงไม่กล้าหาเรื่องขุมกำลังใหญ่พร้อมกันในทีเดียวเช่นนี้
“เงียบเหอะว่ะ พวกแกยังไม่เคยเห็นความน่ากลัวของจ้าวสมุทร” ทหารเรือคนแรกตัวสั่นสะท้าน ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เพราะบทสนทนาของชาวเรือโต๊ะแรกทำให้ทั้งร้านตอนนี้ต่างกระซิบกระซาบกันถึงราชาโจรสลัดโดยที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยฉายานามออกมา เพียงพูดถึงโดยใช้สรรพนามว่า ‘ท่านผู้นั้น’
หากก็พอจะมีโชคดีอยู่บ้าง หลายคนเริ่มวนกลับไปพูดถึงเกาะมหาสมบัติกันอีกครั้ง
“เกาะบ้าบอนั่นมันอะไรกันวะ ข้าพอรู้มาบ้างว่ายังไม่มีผู้ใดพิชิตมันได้ แต่ที่ท่านผู้นั้นมายุ่งเกี่ยวด้วยนี่มันข่าวลือเห็น ๆ เลยไม่ใช่รึไง”
“เหมือนจะไม่ใช่แค่ข่าวลือว่ะ ข้าเองก็ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน เห็นว่าท่านผู้นั้นสั่งกองเรือปิดล้อมทั่วทั้งเกาะ ขับไล่พวกขี้สงสัยไปจนหมดเลย”
“ยังมีเรื่องที่ท่านผู้นั้นหัวเราะลั่นดังกังวานไปทั่วคาบสมุทรตอนที่ถึงเกาะแห่งนั้น ข่าวสารจากลูกเรือของท่านแพร่กระจายออกมาว่าหลังจากนี้จะเกิดเรื่องใหญ่ในท้องทะเล”
“ข้าได้ยินมาว่าเกาะแห่งนั้นคือสถานที่เก็บซ่อนขุมสมบัติในยุคสมัยก่อน ท่านผู้นั้นจึงไม่ยินยอมให้ผู้ได้เข้าไป”
“ทางข้ากลับได้ยินมาว่าแท้จริงแล้วที่แห่งนั้นคือเกาะที่หายไปนานหลายร้อยปีเพราะความลับแห่งท้องทะเล เมื่อมันเผยกลับมา สิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติบนเกาะนั้นจึงมากมายมหาศาล”
“ข้ากลับได้ยินมาว่าเกาะแห่งนั้นคือที่อยู่อาศัยของชนเผ่าโบราณที่หายสาบสูญไป ท่านผู้นั้นจึงพยายามยึดครองชนเผ่านั้นไว้ภายใต้ร่มธง”
ข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเกาะมหาสมบัติกระจายไปทั่วร้าน มีทั้งเรื่องราวที่ฟังแล้วน่าเหลือเชื่อราวกับนิทาน เรื่องราวที่คล้ายกับได้รับการเติมแต่งโดยผู้ปล่อยข่าวลือเอง ไปจนกระทั่งเรื่องเหลวไหลชวนหัวร่อ
เนื่องจากไม่มีสิ่งใดที่นิทานต้องรีบจัดการ เขาจึงนั่งจดจำเรื่องราวเหล่านี้ฆ่าเวลา ร้านเหล้าร้านนี้คงจะไม่พูดถึงเรื่องอื่นอีกแล้วตลอดทั้งคืน นิทานคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าเขาสมควรไปหาข้อมูลที่ร้านอื่นบ้างหรือไม่
หลังจากชั่งใจแล้วจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป เขาไม่อยากทิ้งร่องรอยไว้มากจนเกินไป ระหว่างทางมาที่นี่กับตอนที่คีตารออยู่ข้างนอก มันก็ได้สำรวจเส้นทางและภูมิประเทศไว้มากพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสี่ยงอีก
ในเกาะลูนแห่งนี้การป้องกันถือว่าดีกว่าเมืองท่าข้างสมุทร พวกขุมกำลังในเงาย่อมไม่อาจหาญกล้าท้าทายคนใหม่ทุกคนดังเช่นที่เกิดขึ้นกับแซฟไฟร์ แต่หากนิทานทิ้งร่องรอยไว้มากจนเกินไปเช่นนั้นก็ไม่แน่แล้ว
ประสบการณ์ตอนเป็นแซฟไฟร์นั้นสอนนิทานในเรื่องนี้ เขาไม่ต้องการให้มีผู้ลอบเข้ามาโจมตีเขาโดยที่เขาไม่อาจแม้แต่จะทราบว่าเป็นพวกขององค์ชายสองหรือขุมกำลังเจ้าถิ่นอีก
ก่อนกลับเข้าห้องนอน นิทานไม่ลืมที่จะหันไปทักทายโฟเรลที่จับจ้องมายังหน้าต่างห้องนอนของเขาเมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวในห้อง เธอยิ้มแย้มส่งข้อความ ราตรีสวัสดิ์ ผ่านภาษามือ ก่อนจะดับไฟในห้อง
——————————————————————————————————————————————
เรนเดลและเซเรนเซ่ไปรอโฟเรลที่ท่าเรือก่อนเวลาหลายชั่วโมง ตอน 7 โมงตรงนั้นที่เกาะลูนแห่งนี้ไร้ซึ่งเสียงสวดภาวนาของเหล่านักบวชหรือเสียงสรรเสริญองค์ราชินีดังที่หมู่บ้านศิลาลัย
ที่นี่นั้นมีสมาชิกของขุมกำลังใหญ่อยู่มากเกินไป จึงเกิดเป็นกฎร่วมกันที่รับรู้กันภายในว่าจะไม่มีการแสดงความนับถือขุมกำลังต้นสังกัดของตนจนออกนอกหน้าเพื่อไม่ให้เกิดความกระทบกระทั่งระหว่างกัน
สิ่งหนึ่งที่นิทานเกลียดที่สุดในการสวมบทบาทเรนเดลนั่นคือการแหกตาตื่นแต่เช้า
เพราะเรนเดลเป็นนักบวชธุดงค์ ทุก ๆ เช้าตอน 7โมงเธอต้องลุกขึ้นมานั่งสวดภาวนายามเช้า ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในป่าเขายังใช้ข้ออ้างเรื่องความอันตรายเพื่อละเว้นการสวดไปได้ อีกอย่างการตื่นเช้าในป่าก็เป็นเรื่องปกติของเขา
หลังจากที่ร่วมเดินทางกับโฟเรล นิทานต้องทำตนให้แนบเนียนที่สุด เขาจึงต้องตื่นเช้าเป็นสัปดาห์ติดต่อกัน และที่ยากที่สุดคือการห้ามแสดงท่าทีง่วงนอนแต่ต้องสดใสและดูอิ่มเอมด้วยมันตราในยามเช้า
สำหรับคนรักการนอนเช่นนิทานแล้วการแสดงเป็นนักบวชนั้นโหดร้ายเป็นที่สุด
เมื่อใกล้ถึงเวลา 10โมงตรง ตัวโฟเรลก็โผล่ออกมาจากที่พักที่อยู่ไกล ๆ ในเมื่ออีกฝ่ายนั้นรู้อยู่แล้วว่าเมื่อคืนเขาไม่ได้อยู่ในห้องพักที่เช่าไว้ ในตอนเช้าเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องตบตาอีก
ตัวตนของโฟเรลดึงดูดสายตาของเหล่าชาวเรือและทหารไม่น้อย เผ่าจิตวิญญาณนั้นเป็นเผ่าพันธุ์หายากที่ไม่อาจพบเห็นได้บ่อยนักในพื้นที่แถบนี้ พวกเขาจึงดูจะสนอกสนใจโฟเรลเป็นพิเศษ
นักผจญภัยบางคนเมื่อเห็นหน้าโฟเรลก็สีหน้าซีดเผือด หันไปพูดคุยกับสหายนักผจญภัยของตนโดยรอบ พวกเขาเหล่านั้นเว้นระยะห่างจากโฟเรลอย่างเห็นได้ชัด
ดังในหมู่นักผจญภัยจริงด้วยแฮะ นิทานนึกถึงข้อมูลที่ไพลินส่งมาให้เขา ในนั้นมีข้อมูลของโฟเรลที่เธอนั้นรวบรวมมาให้
เขาเป็นนักผจญภัยที่มีชื่อเสียงพอสมควรเพราะเขาเป็นนักสลักที่เคยเป็นผู้เรียนรู้ 4คำมาก่อน ความแข็งแกร่งของเขาจึงถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ ในหมู่นักผจญภัยระดับบุษราคัม
คำแห่งพลังของเขายังไม่เคยมีใครรับรู้ว่าแท้จริงแล้วคือสิ่งใด ข่าวลือนั้นกล่าวว่าโฟเรลสามารถปกปิดตัวตน โจมตีด้วยเสียง เสริมกำลังกาย โจมตีทางจิต และอื่น ๆ อีกมากมายจนไม่มีใครทราบว่าแท้จริงแล้วพลังเหล่านั้นเกิดจากคำแห่งพลังหรือสมบัติบนตัว
เมื่อรวมกับสถานะเผ่าจิตวิญญาณ เขาจึงเป็นหนึ่งในนักผจญภัยรุ่นใหม่ที่หลายขุมกำลังให้ความสนใจ แม้แต่เพชฌฆาตเองยังเสริมเข้ามาให้ด้วยว่าโฟเรลนั้นแข็งแกร่ง ถึงเป็นนิทานก็ห้ามประมาทเด็ดขาด
'ห้ามประมาท' คืออีกหนึ่งสิ่งที่เขาจดจำไว้เสมอหลังจากกลับออกมาจากสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม การต่อสู้จริงนั้นไม่ใช่การเป่ายิ้งฉุบที่ค้อนชนะกระดาษหรือแพ้กรรไกรเสมอ
แม้นิทานจะแข็งแกร่งแต่หากโดนโจมตีจุดตายเขาเองก็ตายได้เช่นกัน ถึงจะเป็นคนที่อ่อนแอกว่าก็มิได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวิธีโจมตีเขา
“อรุณสวัสดิ์ครับทั้งสอง” โฟเรลกล่าวเสียงเรียบ สายตาสีขาวเทาของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงมากกว่าก่อนหน้าโดยที่เขาไม่คิดปิดบังมันเลยแม้แต่น้อย
‘อรุณสวัสดิ์ค่ะ’ เรนเดลตอบพร้อมรอยยิ้ม ทางด้านเซเรนเซ่เองก็เอาหัวไปดุนมือของโฟเรลเป็นการทักทาย ตัวของโฟเรลแข็งไปน้อย ๆ ก่อนที่จะลูบหัวเซเรนเซ่อย่างเกร็ง ๆ
“ก่อนขึ้นเรือผมมีเรื่องต้องเตือนคุณเรนเดลเกี่ยวกับกฎของการเดินเรือและธรรมเนียมของเผ่าใต้บาดาลครับ” หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมามอบให้แก่เรนเดล เมื่อคืนเขานั้นคิดรวบรวมสิ่งที่ควรระวังและต้องจดจำไว้ในกระดาษแผ่นนี้
“อย่างที่คุณทราบครับ นครโอคานอสที่พวกเรากำลังจะเดินทางไปนั้นอยู่ใต้บาดาล ดังนั้นเรือของเราจะเดินทางบนผืนทะเลไปจนใกล้ถึง แล้วจึงค่อยดำลงใต้ผืนน้ำ” โฟเรลชี้เนื้อหาในกระดาษพร้อมทั้งกล่าวอธิบายไปพลาง
“สมบัติสำหรับหายใจใต้น้ำและลดแรงดันนั้นคุณคงมีอยู่แล้ว แต่สมบัติพวกนั้นผมต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่ามันเพียงช่วยเหลือการหายใจกับลดแรงดันตามชื่อ มันไม่ได้ช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ดังนั้นตลอดเวลาที่อยู่ในนครโอคานอสพวกเราต้องเคลื่อนไหวโดยการว่ายน้ำ”
เรนเดลพยักหน้าหงึก ๆ เธอนั้นรับรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนแล้ว เธอและเซเรนเซ่นั้นได้เตรียมสมบัติพวกนั้นไว้ก่อนแล้ว แถมยังมีสมบัติบางชนิดที่เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวใต้น้ำอีกด้วย
“เงินไกอาใช้งานได้ตามปกติครับ แต่การเปิดกระเป๋าบรรจุวังตอนอยู่ใต้น้ำนั้นอันตรายต่อสิ่งของข้างในมาก เพราะงั้นผมแนะนำให้คุณไปหาซื้อขี้ผึ้งใต้บาดาลมาเคลือบกระเป๋าบรรจุวังไว้ก่อนดีกว่านะครับ มันจะช่วยให้น้ำไม่เข้าตอนเปิด”
เรนเดลนัยน์ตาเบิกกว้าง เธอลืมนึกถึงเรื่องเช่นนี้ไปเสียสนิท! ท่าทางลนลานของเธอทำให้โฟเรลถอนหายใจยาว ล้วงหยิบกระปุกขี้ผึ้งออกมาให้เรนเดล เขาคิดอยู่แล้วว่าให้ไปหาซื้อตอนนี้คงลำบากจึงซื้อมาเผื่อไว้แล้ว
กับกระเป๋าบรรจุวังของเซเรนเซ่นั้นโฟเรลก็มิได้ลืม เขาให้เรนเดลไปถึงสองกระปุก เรนเดลไหว้ขอบคุณถี่ยิบ ให้ไปหาซื้อตอนนี้คงลำบากแถมโดนฟันราคาอย่างหนัก
เซเรนเซ่ที่เห็นว่ามีส่วนของตนเองด้วยก็เข้ามาเอาหัวดุนอกโฟเรลขอบคุณจนเขาตัวเซไปเพราะแรงของมันที่มากกว่าขนาดตัวหลายเท่า
“เรื่องธรรมเนียมอื่น ๆ คุณยังมีเวลาอีกมากให้อ่านครับ การเดินทางบนเรือครั้งนี้กินเวลาหลายวันแน่นอน เพราะงั้นรีบจดจำเนื้อหาในนั้นเข้านะครับ” โฟเรลโบกมือบอกให้อีกฝ่ายหยุดแล้วจึงพูดต่อรัวเร็ว
“แต่มีอยู่สองเรื่องที่คุณต้องจดจำไว้ให้แม่นครับ” โฟเรลขมวดคิ้วของตน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังที่แตกต่างจากน้ำเสียงเรียบนิ่งตามปกติของเขาอย่างเห็นได้ชัด
“หนึ่ง คุณห้ามเผยแพร่มันตราที่นครโอคานอสเด็ดขาด ชาวเผ่าใต้บาดาลนั้นนับถือเทพแห่งเวลา ซูอา ซึ่งมีอีกฉายาเทวะว่าเทพีแห่งจันทรา พวกเขาถือว่ามหาสมุทรคือพื้นที่ซูอาได้แช่แข็งกาลเวลาไว้ มิให้กลายสภาพไปเป็นแผ่นดินครับ”
“ซูอานั้นปกปักและควบคุมมหาสมุทรด้วยจันทราอันเป็นร่างแบ่งภาคของนาง ดังนั้นการเผยแพร่มันตราที่ขึ้นตรงต่อเดรฟัสจึงคล้ายกับการปฏิเสธผืนน้ำและนำพามันตราบนผืนดินมาแปดเปื้อนมหาสมุทรแห่งซูอา”
เรนเดลปั้นสีหน้าผิดหวังอย่างรุนแรงยามได้ยินคำพูดของโฟเรล หากแต่ภายในใจนั้นคือรอยยิ้มกว้างและความดีใจที่ตนไม่ต้องแกล้งทำเป็นเผยแพร่คำสอนอีก
“แม้จะไม่ผิดกฎหมายอะไรแต่ก็จะทำให้เผ่าใต้บาดาลมองคุณเรนเดลด้วยสายตาไม่เป็นมิตรได้ครับ เพราะงั้นควรหลีกเลี่ยง” โฟเรลส่ายหน้า ดับความหวังและความต้องการของอีกฝ่าย สีหน้าของเรนเดลบอกเขาอย่างชัดเจนว่าอีกฝั่งนั้นต้องการจะเผยแพร่คำสอนเพียงใด
“อีกเรื่องหนึ่งคือข้อห้ามของเหล่าชาวเรือและผู้ที่พึ่งพาอาศัยมหาสมุทรครับ นั่นคือห้ามกล่าวฉายานามของผู้ปกครองผืนทะเลทั้งสองโดยเด็ดขาด” เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ สีหน้าของโฟเรลก็จริงจังขึ้นอีกระดับหนึ่ง
“ถึงแม้คุณเรนเดลย่อมไม่อาจกล่าวฉายานามออกมา แต่ผมจำเป็นต้องเตือนไว้ก่อน เพราะชาวเรือยึดถือเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง รบกวนจดจำไว้ด้วยนะครับ” โฟเรลคาดหวังสีหน้างุนงงหรือสีหน้าเข้าใจแล้วของอีกฝ่าย หากที่เขาเห็นกลับมีเพียงสายตาอบอุ่นที่มองเขากลับมาเท่านั้น
ราวกับเป็นสายตาแห่งการยอมรับแทนที่สายตาแห่งความขอบคุณที่เขาเตือน โฟเรลไม่เข้าใจเท่าไหร่นักหากก็เลือกที่จะไม่สนใจสายตานั้น มุ่งหน้าไปยังท่าเทียบเรือของพวกเขา
ก็เป็นคนดีนี่นา นิทานลอบยิ้มในใจ การที่อีกฝั่งเอ่ยเตือนเรื่องนี้แม้จะไม่จำเป็นเลยนั้นแสดงให้เห็นถึงจิตใจของโฟเรลได้อย่างชัดเจน ค่าความไว้ใจในตัวโฟเรลของนิทานสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง