ตอนที่ 27สร้อยข้อมือไม้กฤษณา
เธอเห็นแสงสีทองจางๆ ที่เปล่งออกมาจากสร้อยข้อมือไม้กฤษณาแต่กลับมีพลังหยินสีเทาแผ่ออกมาจากสัญลักษณ์ที่ถูกสลักเอาไว้บนสร้อยข้อมือฟู่เยี่ยนเพ่งมองไปยังสร้อยข้อมือไม้เส้นนั้นด้วยความตั้งใจก่อนจะพบว่าสัญลักษณ์เ่าั้คือตัวอักษรของยันต์กลืนกินโชคลาภนั่นเอง !แล้วมันเป็ฝีมือของอาจารย์คนไหนกันล่ะ?
ช่างเป็สัญลักษณ์ที่น่ารังเกียจมากแม้ว่าสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเส้นนี้จะถูกประดิษฐานอยู่หน้าพระพุทธรูปมานานหลายปีจนมันถูกกัดกร่อนสิ่งไม่ดีออกไปจนหมดและกลายเป็สิ่งที่เสริมโชคลาภได้เป็อย่างดีไปแล้วก็ตามแต่หากถูกสลักสัญลักษณ์นี้ลงไปก็เท่ากับว่าโชคลาภเ่าั้ได้ถูกสกัดกั้นเอาไว้จนหมดแล้วเช่นกัน
ในตอนนี้สร้อยข้อมือแห่งความศรัทธาที่ถูกนี้ได้กลายเป็สิ่งที่คอยกลืนกินโชคลาภไปเสียแล้วซึ่งมันมีแต่จะทำให้ไป๋โม่เฉินต้องพบเจอแต่โชคร้ายเท่านั้น !
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉินอีกครั้งหากเขาไม่มีสร้อยข้อมือเส้นนี้รั้งโชคลาภเอาไว้ เขาจะเป็คนที่มีโชคลาภโดดเด่นมากๆ ซึ่งนั่นเป็โชคชะตาที่แท้จริงของเขา !
เมื่อเห็นว่าเธอมีสีหน้าที่ดูเคร่งขรึมทั้งยังมองมาที่เขาด้วยท่าทีที่จริงจังอีกด้วยไป๋โม่เฉินจึงรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที
“ไป๋……เอ่อพี่เฉิน พี่ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าใครเป็คนให้สร้อยข้อมือเส้นนี้กับพี่ ? ”ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแววตาของไป๋โม่เฉินก็ดูจริงจังขึ้นมาด้วยเช่นกัน
“สร้อยข้อมือเส้นนี้ฉันได้มันมาจากยายของฉันเองหลังจากที่แม่ของฉันเสียไป ยายก็ได้ขอมันมาจากเ้าอาวาสที่วัดเทียนเหมินโดยเธอหวังว่ามันจะช่วยปกป้องให้ฉันปลอดภัย มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ? ”
ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดออกไปว่า “สร้อยข้อมือเส้นนี้เป็สิ่งที่ดีลูกปัดทำมาจากไม้กฤษณาซึ่งได้รับการกราบไหว้บูชาต่อหน้าองค์พระพุทธรูปมานานหลายปีแล้วและลูกปัดเหล่านี้ก็มีพลังแห่งความศรัทธาของชาวพุทธอยู่มากมายซึ่งจะสามารถอวยพรให้ผู้คนปลอดภัย รวมไปถึงประสบความสำเร็จในชีวิตได้”
“แต่อักขระที่ถูกสลักเอาไว้บนนั้นมันไม่ได้ส่งเสริมในในด้านโชคลาภเลยมันกลายมาเป็ค่ายกลของการกลืนกินโชคลาภเสียมากกว่า หากวันนี้ฉันไม่เจอมันเข้าพี่เฉินจะต้องพบเจอกับเื่ร้ายภายใน 3 วันอย่างแน่นอนซึ่งมันอาจจะทำให้พี่ถึงกับพิการหรือไม่ก็เสียชีวิตได้เลยด้วยซ้ำ ! ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ไม่เพียงแค่ไป๋โม่เฉินเท่านั้นที่ใแม้แต่ฟู่ซินและคนอื่นเองก็ต่างรู้สึกใจนเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากไปหมดแล้ว
แต่ไป๋โม่เฉินแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้นและดูเหมือนว่าเขาจะไม่เชื่อเื่นี้อีกด้วย
“เสี่ยวฮั่วเธอต้องช่วยพี่เฉินนะ รีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่พี่เฉินจะเป็อะไรไปเถอะ ! พี่เฉินใครก็ตามที่มอบสร้อยข้อมือเส้นนี้ให้กับพี่ ? คน ๆนั้นต้องจ้องจะทำร้ายพี่อยู่อย่างแน่นอน ! ”ฟู่เซินพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูร้อนรนใจ แม้ว่าเขาและไป๋โม่เฉินจะพบกันด้วยความบังเอิญแต่ทันทีที่พบกัน เขาก็รู้สึกสนิทกับไป๋โม่เฉินมาก ๆไม่ต่างอะไรจากเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานเลย
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉินและเมื่อเห็นว่าเขาไม่เชื่อ เธอจึงได้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“พี่ชื่อไป๋โม่เฉินปีนี้พี่จะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ พี่เป็ลูกชายคนเดียวแม่ของพี่จากไปเมื่อพี่มีอายุได้ 6 ขวบต่อมาพ่อของพี่ก็ได้แต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยงตอนที่พี่อายุได้ 9 ขวบซึ่งพี่มีน้องชายคนละแม่ 2 คน และน้องสาวอีก 1 คน เนื่องจากพ่อของพี่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นกับพี่มากพอดังนั้นคุณปู่และคุณย่ารวมไปถึงคุณตาและยายของพี่จึงได้ปฏิบัติต่อพี่ราวกับสมบัติล้ำค่ามาโดยตลอดฉันพูดถูกหรือเปล่า ? ”
ฟู่เยี่ยนพูดในสิ่งที่เธอมองเห็นผ่านใบหน้าของไป๋โม่เฉิน
ซึ่งหลังจากที่ได้ยินเช่นนี้ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกใเล็กน้อยอันที่จริงแล้วเขาไม่เคยเปิดเผยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวของเขาเหล่านี้ออกไปเลยแม้แต่หลี่หงอี้เองก็ไม่รู้ว่าแม่ของเขาเสียชีวิตไปตอนที่เขาอายุเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นถึงสีหน้าที่ตกตะลึงของไป๋โม่เฉินซึ่งฟู่ซินและคนอื่นที่ได้ยินเื่ราวทั้งหมดที่เขาต้องเผชิญมาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจเขาเช่นกัน
“เสี่ยวไป๋น้องสาวของฉันได้รู้เื่เกี่ยวกับอภิปรัชญาจริง ๆ นายสามารถเชื่อเธอได้และนายก็มั่นใจได้เลย พวกเราจะไม่บอกเื่นี้กับใครอย่างแน่นอน ! ”ฟู่ซินพูดกับไป๋โม่เฉินด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมโดยเขาได้พูดถึงความสามารถของฟู่เยี่ยน จากเหตุการณ์ของเสี่ยวจวินและตัวของเขาเองรวมไปถึงพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาอีกด้วย
ไป๋โม่เฉินชะงักไปครู่หนึ่งไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้พูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาว่า“สร้อยข้อมือเส้นนี้ไม่เคยอยู่ห่างตัวฉันเลยมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ฉันไปเล่นกับลูกพี่ลูกน้องและบังเอิญทำลูกปัดแตกไป2-3 เม็ด” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ไป๋โม่เฉินก็หยุดพูดไปครู่หนึ่งจากนั้นแววตาของเขาก็ดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อป้าของฉันมาเห็นเข้าเธอก็ดุลูกพี่ลูกน้องของฉันอย่างแรง ก่อนจะเอาสร้อยข้อมือของฉันไปเมื่อเธอเอามันมาคืน ฉันก็เห็นว่ามันมีสัญลักษณ์พวกนี้อยู่แล้วและเธอยังได้บอกกับฉันอีกว่าเธอไปขอให้พระจากวัดเทียนเหมินซ่อมมันให้กับฉัน”
ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดถึงอดีตที่ผ่านมาซึ่งป้าของเขานั้นปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับพ่อแม่แท้ ๆ มาโดยตลอดเขาจึงไม่อยากเชื่อว่าความรักที่เขาได้รับมาตลอดหลายปีนั้นจะเป็ความรักจอมปลอม
“เสี่ยวฮั่วแล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าใครกันแน่ที่้าทำร้ายฉัน ? ”ดูเหมือนว่าไป๋โม่เฉินนั้นยังคงดูเศร้าอยู่เล็กน้อย
ฟู่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าเขากำลังเศร้า เธอจึงรู้สึกเศร้าตามไปด้วยและได้คิดถึงชะตาของตัวเองในชีวิตที่แล้วขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะทำนายดวงชะตาให้พี่ก็แล้วกัน” หลังจากที่พูดจบฟู่เยี่ยนก็ได้เดินเข้าไปในห้อง ซึ่งที่จริงแล้วเธอ้าที่จะเข้าไปในดินแดนต่างมิติต่างหาก
เธอหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิที่ดูแวววาวออกมาสามเหรียญซึ่งเหรียญทั้งสามนี้เป็สิ่งที่มาจากในหนังสือบรรพบุรุษของเธอเมื่อเธอเข้ามาในดินแดนต่างมิติก็พบว่ามันได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว
ฟู่เยี่ยนไม่เคยใช้มันมาก่อนเลยนี่จึงเป็ครั้งแรกที่เธอจะใช้มัน
ฟู่เยี่ยนโยนเหรียญทองแดงทั้งสามเหรียญออกไปพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ก่อนจะเห็นว่าสัญลักษณ์หกเหลี่ยมเ่าั้ดูซับซ้อนมากจริงๆ ! เธอยังคงมีท่าทีที่ดูสงบ และเริ่มดูคำทำนายบนเหรียญทองแดงเ่าั้วินาทีต่อมา ก็ได้มีเหงื่อผุดออกมาเต็มหน้าผากของเธอ
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นฟู่ซินและคนอื่นต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่ละสายตาส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆเมื่อนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนอ่านคำทำนายบนเหรียญทองแดงเสร็จเหงื่อของเธอก็ผุดขึ้นมาท่วมตัวไปหมด ซึ่งทำให้เหล่าพี่ ๆของเธอต่างก็รู้สึกเป็กังวลมาก เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เหมี่ยวจึงรีบเอาผ้าเช็ดตัวมาซับเหงื่อให้กับน้องสาวของเธอทันทีส่วนฟู่เซินก็ได้รินน้ำใส่แก้วมาให้น้องสาวของเขาดื่ม และฟู่ซินที่อยู่ข้าง ๆก็ยังคอยพัดให้กับน้องสาวของเขาอีกแรง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนฟื้นตัวกลับมาเธอก็พูดช้า ๆ ว่า “จากคำทำนาย ฉันเห็นถึงภัยพิบัติครั้งนี้ของพี่โดยมันเริ่มมาจากความมั่งคั่งและสถานะของพี่ในตอนนี้นั่นเองฉันมองเห็นเพียงคนสองคน ซึ่งเป็ผู้าุโที่ใกล้ชิดกับพี่มาก ๆ ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบใบหน้าของไป๋โม่เฉินก็ดูซีดลงไปทันที หลังจากที่ผ่านไปครู่หนึ่งชั่วขณะหนึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้พูดต่อโดยที่ไม่ได้สนว่าว่าเขาจะทำใจได้หรือเปล่า
“ไม่ใช่แค่ต้องระวังคนเท่านั้นนะคะสร้อยข้อมือไม้กฤษณาอันนี้ก็เป็หายนะด้วยเช่นกันแต่มันแค่ยังไม่ได้เกิดขึ้นตอนนี้เท่านั้นนี้มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่พี่กลับไปยังเมืองหลวงฉะนั้นพี่ต้องระวังคนที่มีความหมายของทองคำอยู่ในชื่อเ่าั้ด้วยแต่ว่าภัยพิบัติครั้งนี้ยังมีโอกาสดี ๆ ซ่อนอยู่ด้วยซึ่งมันขึ้นอยู่กับพี่แล้วว่าจะแก้ปัญหายังไง”
หลังจากที่พูดจบฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดถึงเื่นี้อยู่ภายในใจไป๋โม่เฉินร่ำรวยและมีอำนาจมากถึงขนาดที่คนมากมายอยากจะฆ่าเขาเลยอย่างนั้นหรือ
เดิมทีไป๋โม่เฉินรู้สึกแย่มากๆ เมื่อได้ยินคำพูดก่อนหน้านี้ แต่หลังจากที่เขาได้ยินคำพูดประโยคหลังเขาก็ไม่ได้แปลกใจเลย ราวกับว่าเขารู้เื่นี้มานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น
วินาทีต่อมาเขาก็ได้พูดขึ้นว่า “สองคนที่เธอพูดถึงนั้นมีความหมายของทองคำอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหมทั้งยังเป็ผู้หญิงอีกด้วยใช่หรือเปล่า ? ”
และก็เป็ไปตามที่เขาคาดเอาไว้ฟู่เยี่ยนพยักหน้าด้วยความมั่นใจ
ไป๋โม่เฉินฝืนยิ้มออกมาด้วยความขมขื่นดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถแสดงความไม่พอใจออกมาได้เลย
“เธอคือน้าของฉันเองแซ่ของเธอก็คือเหม่ย และชื่อของเธอคือชิง เธอปฏิบัติต่อฉันไม่ต่างจากลูกชายแท้ ๆของเธอเลย และเราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอดไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็คนที่้ากำจัดฉัน !ส่วนผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีความหมายของทองคำอยู่ในชื่อนั้น เธอเป็แม่เลี้ยงของฉันเองซึ่งเธอก็ดีกับฉันมาก ๆ เช่นกัน เธอมีชื่อว่าเฉิ่นหยู”
ทันทีที่พูดจบไป๋โม่เฉินก็ยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างเย้ยหยันพร้อมกับแววตาที่ดูซับซ้อนเล็กน้อย
ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อไปเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่นอกเหนือจากความเข้าใจของพวกเขาส่วนฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกเศร้าไปด้วยเช่นกันที่รู้ว่าป้าและแม่เลี้ยงของเขา้าที่จะฆ่าเขาแบบนี้ !
ไป๋โม่เฉินไม่ได้พูดอะไรมากนักเกี่ยวกับเื่ส่วนที่เหลือและฟู่ซินเองก็ให้เกียรติเขาโดยการไม่เอ่ยถามถึงเื่นี้เช่นกัน
“อาจารย์ฟู่แล้วพอจะมีวิธีไหนที่สามารถทำให้สร้อยข้อมือเส้นนี้กลับคืนสู่สภาพเดิมบ้างหรือเปล่า? มันคือสิ่งที่คุณยายของฉันมอบให้ ฉันจึงไม่อยากจะทำให้เธอเสียใจ”หลังจากได้ฟังสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดเมื่อครู่นี้ไป๋โม่เฉินจึงได้เรียกเธอว่าอาจารย์อีกด้วย
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไปว่า “ขอฉันลองหาวิธีดูก่อนก็แล้วกันแต่พี่เฉินจำเป็จะต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสัก 2-3 วันด้วยนะคะเพราะสิ่งนี้ไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน”
“ไม่มีปัญหาฉันไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ ! ” ทันทีที่พูดจบไป๋โม่เฉินก็ได้โค้งคำนับให้กับฟู่เยี่ยน
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้หลบเลี่ยงอะไรและยอมรับการคำนับนี้โดยตรง
เมื่อฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยกลับมาจากการเก็บข้าวพวกเขาก็ต้องเห็นสีหน้าที่ดูโกรธเกรี้ยวของเหล่าเด็ก ๆทำเอาทั้งสองต่างก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาทันทีทว่ามันก็ไม่ใช่เื่ที่จะมาถามอะไรต่อหน้าแขก
หลังจากที่ทานมื้อเที่ยงเสร็จไป๋โม่เฉินก็ได้ไปที่เทศมณฑลเพื่อส่งโทรเลขดังนั้นหวังซู่เหมยจึงได้ใช้โอกาสนี้สอบถามเื่ที่เกิดขึ้นใน่เช้าจากลูก ๆของเธอทันที
“ไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะมีชีวิตที่น่าสังเวชถึงเพียงนี้! เขาสูญเสียแม่ไปั้แ่อายุยังน้อย ทั้งยังมาเจอแม่เลี้ยงที่แสร้งทำดีกับเขาอีกและป้าของเขาเองก็ยัง้าที่จะเอาชีวิตของเขาอีกด้วย ฮึ่ม !ทำไมครอบครัวที่ร่ำรวยทั้งหมดในเมืองหลวงถึงได้มีจิตใจโเี้แบบนี้กัน !พวกเขายังเป็มนุษย์อยู่หรือเปล่า ! ”
หวังซู่เหมยทั้งรู้สึกโกรธและสงสารไป๋โม่เฉินไปพร้อมๆ กัน และเธอยังได้เตรียมของพิเศษบางอย่างเอาไว้ให้กับเขาด้วย
ไป๋โม่เฉินได้ไปยังที่ทำการไปรษณีย์ประจำเทศมณฑลเพื่อส่งโทรเลขถึงปู่ของเขาโดยได้บอกว่าเขาชอบที่นี่มาก ๆ จึงอยากจะขออยู่เที่ยวต่ออีกสัก 2-3 วัน
นอกจากนี้เขายังได้ส่งโทรเลขถึงผู้บัญชาการไป๋ พ่อของเขาอีกด้วยโดยเื่แรกนั้นคือเื่ที่เขาได้ซื้อโสมป่าเรียบร้อยแล้ว และเื่ที่สองก็คือเขา้าที่จะเข้ารับการคัดเลือกบุคลากรกองกำลังพิเศษในปีนี้ด้วยจึงอยากขอให้พ่อของเขาช่วยลงทะเบียนให้
หลังจากที่ส่งโทรเลขเสร็จไป๋โม่เฉินก็รู้สึกมีความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น ในเมื่อพวกเธอวางแผนที่จะต่อต้านเขาดังนั้นเขาก็จะทำให้คนที่คิดไม่ดีต่อเขาไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีก !แล้วมาดูกันว่าในอนาคตใครจะเป็ผู้ที่เหนือกว่า !
ซึ่งแผนที่แม่เลี้ยงของเขาวางเอาไว้นั้นก็คือเธออยากให้เขาไปอยู่ในพื้นที่ชนบทแทนที่ไป๋โม่อันน้องชายคนที่สองของเขาแต่พ่อของเขาจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอนดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงไม่ได้สนใจที่จะต้องเผชิญหน้ากับเธอ ส่วนเื่ป้าของเขานั้นตอนนี้เขายังคงมีคุณยายอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากนักและสิ่งที่ป้าของเขา้าก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสมบัติในส่วนที่แม่ของเขาจะได้รับซึ่งมันก็ต้องตกเป็ของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็เอาไปไม่ได้ !
ก่อนหน้านี้การเข้าร่วมกองทัพเป็ทางเลือกเดียวของเขาเช่นกัน แต่เขายังไม่พร้อมที่จะทิ้งปู่ย่า ตา ยาย ไป แต่ครั้งนี้เขาไม่มีทางเลือกอีกแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเื่ที่เกิดขึ้น กลอุบายต่าง ๆ ก็ไร้ประโยชน์ !