“จะไปมีใครสร้างเพิงให้ต้นกล้าผักกันเล่าทำเช่นนั้นย่อมบดบังสายฝนและน้ำค้างน่ะสิ” นางซูส่ายหน้าแล้วหัวเราะเด็กน้อยช่างคิดเพ้อฝันนัก “หิมะเล็กน้อยอย่างเมื่อก่อนมิได้ทำให้ตายทั้งหมดแต่ยามนี้หิมะตกหนักเกินไปต่างหาก”
เย่ชิงชิงกะพริบตา“การสร้างเพิงบังหิมะและลมช่วยให้ผักไม่ถูกความเย็นจนแข็งตายนะเจ้าคะ”
ป้าหวังนั้นนับเป็นหนึ่งในผู้ปลูกผักรายใหญ่ของหมู่บ้านเถียนซินเพื่อให้บ้านตนเองได้กินผักสด เย่ชิงชิงตัดสินใจลงมือเอง สร้างโรงเรือนให้ป้าหวัง
โรงเรือนที่นางคิดหาได้เหมือนโรงเรือนผักสมัยใหม่ไม่ไร้ซึ่งเทคนิคควบคุมอุณหภูมิ และการปลูกนอกฤดูอาจจะไม่ได้ดีเท่าการปลูกตามธรรมชาติเย่ชิงชิงเพียงต้องการปกป้องต้นกล้าผักจากลมและหิมะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้พวกมันเท่านั้น
โรงเรือนปลูกผักไม่เหมือนบ่อบำบัดสิ่งปฏิกูลที่ต้องการเพียงกรอบนอกคร่าวๆเย่ชิงชิงเลือกแท่งถ่านเรียวยาว ใช้เป็นดินสอขีดเขียนบนกระดาษ แล้วแก้ไขไปมาจนกระทั่งได้แบบร่างออกมาหนึ่งแผ่น
ในยุคที่ไม่มีแผ่นพลาสติกเช่นนี้นางจำต้องใช้กระดาษไขคลุมด้านบนเพื่อบังลม กระดาษไขนั้นกันน้ำได้ดี มักใช้ทำร่มราคาจึงไม่ใช่เบาๆ
กระดาษไขหนึ่งม้วนสิบอีแปะไม่รู้ว่าจะต้องใช้กี่ม้วนสำหรับแปลงผัก... เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะลังเลใจนี่มิใช่ที่ดินของตนเอง หากป้าหวังไม่ต้องการเล่าจะทำเช่นไร?
เย่ชิงชิงเล่าเรื่องโรงเรือนปลูกผักให้ป้าหวังฟังด้วยความหวังดีไม่คาดคิด ป้าหวังกลับพยักหน้าเห็นด้วยในทันที และแสดงความจำนงที่จะลองทำดู
ลูกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามาเมื่อครึ่งปีก่อนอดไม่ได้ที่จะทัดทาน “เรื่องนี้หาใช่เล็กน้อยไม่แม่นางชิงยังเด็ก คำพูดจะเชื่อถือได้อย่างไร ท่านแม่ควรจะปรึกษาท่านพ่อเสียก่อน”
“แม่นางชิงฉลาดนัก ข้าเชื่อใจนาง!” ป้าหวังโบกมือ“ลองใช้พื้นที่ห้าส่วนมาลองดูก่อน”
ลูกสะใภ้ได้ยินดังนั้นก็มิกล้ากล่าวอะไรมากนักป้าหวังเป็นผู้ดูแลเรื่องราวส่วนใหญ่ในบ้าน เมื่อนางเอ่ยปากเช่นนั้นโรงเรือนปลูกผักก็ต้องสร้างขึ้นตามนั้น
อันดับแรกคือโครงสร้างของโรงเรือนการยึดขาตั้งทั้งสี่มุมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งจากนั้นจึงเลือกใช้ไม้ไผ่ลำเล็กที่มีความยืดหยุ่นดีมาสานไขว้กันทำเป็นโครงสร้างแล้วค่อยคลุมด้วยกระดาษไข
การสร้างใช้เวลาสองถึงสามวันรวมค่ากระดาษไขเป็นเงินแปดสิบอีแปะ เมื่อมองจากระยะไกลที่ดินแปลงนี้ก็โดดเด่นไม่เหมือนใคร
“เงินแปดสิบอีแปะมิใช่จำนวนน้อยสำหรับครอบครัวเรา อย่าให้สูญเปล่าเลยนะ...”ลูกสะใภ้บ่นพึมพำเสียงเบา
บุตรชายของป้าหวังตบไหล่นางเบาๆเพื่อปลอบใจ “ปล่อยให้ท่านแม่จัดการเถิดหากวิธีนี้ใช้ได้ผล ทุกฤดูหนาวนับจากนี้ครอบครัวเราจะได้เงินเพิ่มขึ้นทุกปี”
ผักในฤดูหนาวนั้นราคาสูงนักหากบ้านใดมีผักสด ย่อมขายในเมืองได้ราคา ครอบครัวพวกเขาปลูกผักมาหลายชั่วอายุคนมีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่น เมื่อปลูกผักได้ดีงามทุกปีก็อาศัยสิ่งนี้เก็บเงินซื้อของเตรียมปีใหม่
ท้องฟ้าปลอดโปร่งได้ไม่กี่วันก็กลับมืดครึ้มอีกหิมะระลอกนี้จะเป็นบททดสอบแรกของโรงเรือนปลูกผัก
นางซูเห็นเย่ชิงชิงวิ่งเข้าออกบ้านบ่อยๆราวกับว่าใส่ใจเรื่องแปลงผักมากกว่าเรื่องของตนเองเสียอีกนางอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำในใจว่าเด็กคนนี้ช่างเป็นคนหัวดื้อนักไม่รู้ว่าหมกมุ่นอยู่กับบางเรื่องจนมิรู้เดือนรู้วันไม่รู้ว่าไปได้นิสัยเช่นนี้จากใครมา
เป็นเรื่องที่น่ายินดีนักโรงเรือนกระดาษไขสามารถทนทานต่อการแรงลมจากพายุหิมะได้สำเร็จเมล็ดผักที่ป้าหวังหว่านลงไปอีกครั้งก็งอกเงยเป็นต้นกล้าสีเขียวสดใสเจริญเติบโตอย่างงดงาม มิได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเลยแม้แต่น้อย
“หากผักชุดนี้เติบโตไปได้ด้วยดี ก่อนปีใหม่ย่อมขายได้ราคาดีเป็นแน่!”ป้าหวังยินดียิ่งนัก พบปะผู้ใดก็เอ่ยชมว่าเย่ชิงชิงฉลาด
เดิมทีคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยความสุขสันต์แต่ทว่า...ฤดูหนาวปีนี้กลับแตกต่างออกไป
เรื่องแรกครอบครัวเตียวสู่พาพวกพ้องมาขอพึ่งพิง ลูกจิ้งจอกของพวกมันก็เติบโตแล้วไม่เพียงเท่านั้นเจ้าสองตัวนี้...ลูกนกหรือ?
“นี่มันอะไรกัน?” เย่ชิงชิงมองบ้านที่กำลังจะกลายเป็นสวนสัตว์ด้วยความงุนงง
เรื่องที่สองหลังจากหิมะตก อุณหภูมิก็สูงขึ้นกะทันหัน น้ำแข็งและหิมะทั้งหมดละลายหมดสิ้นแดดร้อนระอุติดต่อกันหลายวัน!
สิ่งที่ทำให้เย่ชิงชิงไม่เข้าใจคือเจ้าเตียวสู่ดูเหมือนจะนั่งไม่ติดที่ ส่งเสียงจี๊ดจี๊ดอย่างกระวนกระวายไม่หยุด
นางซูก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งอุ้มเตียวสู่ขึ้นมาตรวจดูอย่างระมัดระวัง “ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“เกรงว่าอากาศจะเปลี่ยนแล้ว”
หวงขาเป๋ไม่ค่อยเดินผ่านมาทางนี้เย่ชิงชิงรู้ว่าเขาชอบสัตว์ตัวเล็ก จึงวิ่งไปชวนเขามาเยี่ยมบ้านเพื่อดูว่าเจ้าเตียวสู่ป่วยหรือไม่
“หลายวันมานี้อากาศกลับอุ่นขึ้นกะทันหัน เหมือนเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา!”หวงขาเป๋จ้องมองเจ้าเตียวสู่ที่กำลังดื่มน้ำ แล้วกล่าวต่อไปว่า“สัตว์นั้นรับรู้ได้ไวกว่ามนุษย์มาก หากพวกมันรับรู้ถึงอันตรายย่อมรีบหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยเสียก่อน”
เย่ชิงชิงพยักหน้าสัตว์ทั้งหลายย่อมมีวิธีเอาตัวรอดของพวกมันเอง “ท่านลุงหวงคิดว่าจะมีภัยธรรมชาติหรือเจ้าคะ”
ภัยธรรมชาติมีหลายประเภทนักเคยเห็นในข่าวว่าก่อนเกิดแผ่นดินไหว งูและหนูจะวิ่งหนีกันอลหม่าน...หากที่นี่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาจริงๆ ก็มิรู้ว่าจะหลบไปที่ใดดี!
หวงขาเป๋เห็นนางขมวดคิ้วแน่นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “แม่หนูน้อยเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อวานข้าเข้าป่า เห็นอินทรีภูเขาบินต่ำเกรงว่าพายุหิมะลูกใหญ่กำลังจะมาถึง”
เย่ชิงชิงได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายพายุหิมะหรือ ขอเพียงไม่ใช่แผ่นดินไหว สิ่งอื่นก็มิเป็นไร
หวงขาเป๋เป็นคนที่มีเหตุผลเสมอเย่ชิงชิงเชื่อคำพูดของเขาไปแล้วครึ่งหนึ่ง จึงรีบวิ่งไปบอกนางซูให้เตรียมพร้อมรับมือโดยเร็วที่สุด