ตอนที่นางกลับถึงตำหนัก จวิ้นอ๋องยังไม่กลับ หงซิ่วนั่งอ่านหนังสืออยู่บนตั่งชั้นสองอีกพักใหญ่ กระทั่งเหลือบไปเห็นเขายืนมองนางผ่านหน้าต่างในตำหนักไท่หยาง จึงค้อมศีรษะให้เขาคราหนึ่ง เห็นเขาบ่ายหน้าไปทางระเบียง หงซิ่วให้ซุ่นจั้งประคองเดินออกไป
ิซีเหอลงนั่งเก้าอี้หวายพลางพยักหน้าให้นางนั่งลงเก้าอี้ด้านข้าง รอให้สาวใช้ชงชาเสร็จยกถ้วยชามาวาง เขาถึงโบกมือให้สาวใช้ล่าถอยออกไป
กลิ่นชาหลงจิ่นโชยมาอย่างอ้อยอิ่งผสมผสานกับลมผลัดฤดูส่งให้บรรยากาศสุขสงบพาให้จิตใจผ่อนคลาย เดิมทีจุดนี้มีไว้ชมจันทร์เก้าอี้หวายจึงตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก กั้นกลางด้วยโต๊ะไม้สักตัวเล็ก เขากับนางนั่งห่างกันไม่มากนัก ิซีเหอยกชาขึ้นจิบอึกหนึ่ง ก่อนจะมองไปเบื้องหน้า พลางถามขึ้น “เ้าไปทำอันใดที่ตระกูลโส่ว”
หงซิ่ววางถ้วยชาในมือลง ตอบเขาไปว่า “ไปทวงสมบัติคืนเพคะ”
เขากล่าวอย่างรู้เท่าทัน “มิใช่ว่าเ้าไปเื่ชาวบ้านจากกว้านเสียนหรอกหรือ”
หงซิ่วยอมรับโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน “เพคะ เื่นั้นด้วย”
เมื่อเห็นว่านางไม่โกหก เขาก็เล่าเื่ที่โส่วเย่าหนานพึ่งเข้าวังให้ฟัง
หลังจากที่นางกลับออกจากจวนสกุลโส่ว แม่ทัพโส่วรีบเข้าวังไปโวยวายกับฮ่องเต้ ขอให้พระองค์ช่วยออกหน้าบอกกล่าวกับจวิ้นอ๋องให้ทำโทษบุตรสาวของตน เื่ที่นางแอบอ้างบารมีเสือ วางอำนาจบาตรใหญ่ในจวนแม่ทัพ ฟังว่าท่าทางของแม่ทัพโส่วเดือดดาลเป็อย่างยิ่ง สุดท้าย ฮ่องเต้เรียกจวิ้นอ๋องไปตำหนิอยู่พักใหญ่ แม่ทัพโส่วถึงได้คลายความโกรธ
จากนั้นแม่ทัพโส่วก็เอ่ยเื่การจลาจลต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้และจวิ้นอ๋อง ฮ่องเต้ิซีจงจึงมีรับสั่งให้จวิ้นอ๋องสืบหาความจริงเื่ที่เกิดขึ้น
ฟังแล้ว หงซิ่วไม่ได้แปลกใจ ด้วยคาดไว้ก่อนแล้วว่าโส่วเย่าหนานต้องทำเช่นนี้ เพราะการคิดพึ่งพาสนมเต้าเฟยนั้นนับว่าไม่ใช่เื่ที่ฉลาดเลย ดีไม่ดี หากความจริงถูกขุดขึ้นมาจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ตลอดเวลาที่เขาเล่า ิซีเหอคอยจับตาดูสีหน้าท่าทางของนางอยู่ตลอด ครั้นเห็นว่านางยังมีท่าทีเฉยชา ก็เอ่ยขึ้น “ดูเ้าไม่ประหลาดใจ”
หงซิ่วเผลอมองสบตากับเขาก่อนจะหลุบตาลงตอบไปว่า “เื่นี้ย่อมไม่น่าประหลาดใจเพคะ ท่านพ่อไม่ใช่คนโง่ คราแรกที่ทำไปคงคิดไม่ถี่ถ้วน หลังจากที่มีคนเตือนย่อมเข้าใจในทันที”
เขารู้ว่านางมีเื่ปิดบัง แต่ครั้นจะถามต่อไปคงไม่มีทางได้คำตอบ ิซีเหอจึงหันกลับไปมองบ้านเรือนในเมืองเป่ยจิง พลางยกชาขึ้นจิบ ทั้งสองนั่งจิบชาชมเมืองกันเงียบๆ จนกระทั่งถึงมื้อเย็น ิซีเหอสั่งให้ตั้งโต๊ะอาหารบนสะพานเชื่อม
มื้อเย็นค่อยๆ ผ่านไปอย่างเงียบเชียบภายใต้แสงโคมไฟที่ห้อยระย้าบนหลังคาสะพานลายฉลุ ชายหนุ่มหล่อเหลาหญิงสาวงดงามช่างเป็ภาพที่ชวนมอง กิริยามารยาทบทโต๊ะอาหารของหงซิ่ว ทำให้ฉวีกงกงเผลอยิ้มออกมา ซุ่นจั้งที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งยิ้มน้อยๆ เช่นกัน ภาพของนางในยามนี้ ทำให้ผู้คนหลงลืมหงซิ่วคนเดิมไปสิ้น
ทว่าความสงบกลับอยู่ได้ไม่นานนัก เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้น ทำให้ตะเกียบในมือของทั้งคู่ชะงัก ิซีเหอหันไปมอง เห็นสาวใช้ของสวีอีกำลังะโขึ้นมา
“ท่านอ๋องเพคะ คุณหนูเป็ลมเพคะ ช่วยคุณหนูของบ่าวด้วย”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้วางตะเกียบลง พอเห็นว่าหงซิ่วจะวางตาม จึงหันไปบอกนาง “เ้าทานต่อเถิด ข้าจะลงไปดูเสียหน่อย” เอ่ยจบ เขาก็เดินผละไป จวิ้นอ๋องลุกจากโต๊ะไปแล้ว ย่อมไม่ใช่มารยาทที่ดีที่นางยังจะนั่งทานอยู่คนเดียว หงซิ่วหันไปสั่งซุ่นจั้ง “เอาอาหารกลับไปอุ่น รอท่านอ๋องมาเมื่อไหร่ ค่อยนำมาขึ้นโต๊ะ”
“เพคะ” ซุ่นจั้งรับคำ พานางกำนัลทั้งสองมาช่วยยกอาหาร
หงซิ่วมองลงไปเบื้องล่าง เห็นว่าซุ่นหยิ่งกำลังร้องไห้ฟูมฟายใหญ่โตราวกับมีใครตายก็ได้แต่ส่ายหน้า
เิซีเหอเดินไปถึงก็หันไปสั่งให้สาวใช้ประคองเหอสวีอีกลับเรือน ทั้งยังสั่งให้คนไปตามหมอ แต่ซุ่นหยิ่งกลับกล่าวว่า “ท่านอ๋องเพคะ ให้คุณหนูเข้าไปพักในตำหนักก่อนได้หรือไม่เพคะ ฮือๆ คุณหนูของบ่าวอาการหนักยิ่ง”
ไม่ต้องรอให้จวิ้นอ๋องเอ่ยปาก ฉวีกงกงก็ตวาดเสียงดัง “เ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้เอ่ยออกมาเยี่ยงนี้ นายเ้าอาการหนักจริงหรือไม่เดี๋ยวหมอมาคงได้รู้ เพราะท่านหมอที่กำลังจะมาหาใช่หมอต้มตุ๋นที่พวกเ้าจ้างมาคราวนั้น” ฉวีกงกงกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า เดิมทีที่ท่านอ๋องต้องลุกจากโต๊ะอาหารมา เขาก็เดือดดาลพออยู่แล้ว นึกว่าเขาไม่รู้หรือ ว่าสองนายบ่าวคู่นี้กำลังเสแสร้ง
ิซีเหอเพียงแค่ยืนเอามือไพล่หลังห่างไปสิบก้าว มองด้วยสายตาไม่บ่งบอกอารมณ์ ทว่านั่นกลับทำให้เหอสวีอีที่กำลังเสแสร้งเหงื่อกาฬแตกพลั่ก นางกำนัลประคองเดินไปได้เพียงสี่ก้าว นางก็ทำท่าเป็ฟื้นคืนสติ
“ข้าเป็อันใดไป” สวีอีเอ่ยอย่างระโหยโรยแรง ก่อนจะทำท่าเป็พึ่งเห็นจวิ้นอ๋อง แสร้งถามด้วยความใ “ท่านอ๋องมาทำอันใดที่นี่เพคะ”
ถึงเขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าสวีอีเสแสร้งแกล้งทำ แต่ิซีเหอกลับไม่ได้นึกโกรธ มองนางอย่างอ่อนโยนพลางกล่าวว่า “เปิ่นหวางเห็นเ้าเป็ลมก็เลยลงมาดู นี่ควรจะเป็เวลาอาหารเย็นมิใช่หรือ อีเอ๋อออกมาทำอันใด”
สวีอีแสร้งทำตัวอ่อน กำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าฉวีกงกงกลับไม่รอให้นางได้ใช้มารยาสาไถยมารบกวนจวิ้นอ๋องอีก รีบหันไปสั่งสาวใช้ “ยังจะมายืนรออะไรอยู่อีก รีบพาคุณหนูเหอไปส่งที่เรือนเร็ว นางหน้าซีดออกปานนั้น เกิดเป็อันใดขึ้นมาจะทำเยี่ยงไร!”
ปากที่กำลังจะอ้าออกของสวีอีชะงักค้าง กลืนคำพูดออดอ้อนลงคอ ต้องจำยอมให้นางกำนัลพากลับเรือน พอกลับมาได้ก็ตบตีสาวใช้ ทำลายข้าวของ
ิซีเหอกลับขึ้นมาบนสะพาน เห็นอาหารควันกรุ่นวางอยู่บนโต๊ะ เลยอดที่จะเหลือบมองหงซิ่วไม่ได้ ไม่นึกว่านางจะรอเขา หงซิ่วรอให้เขาคว้าตะเกียบขึ้นมาถือ นางถึงได้คว้าตาม ซึ่งการกระทำของนาง ไม่ต่างจากภรรยาที่พึงปฏิบัติต่อสามี อาหารเย็นมื้อนี้จึงแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นอยู่กลายๆ ิซีเหอถึงกับทานข้าวเพิ่มขึ้นอีกถ้วยหนึ่ง สร้างความปลาบปลื้มให้ฉวีกงกงยิ่งนัก
หลังจากบ่าวไพร่เก็บโต๊ะไปหมดแล้ว เขาก็บอกให้นางไปพัก หงซิ่วยอบกายให้เขาคราหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับตำหนักเยว่เลี่ยง
ครั้นนางไปแล้ว เขาพลันนั่งเหม่อมองดูดวงจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า แววตาดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง ในหัวพลางนึกย้อนไปถึงอดีต
ปีนั้นกว่าที่หมอเหอจะรักษาขาของเขาจนหายใช้เวลาไปหนึ่งปีเต็ม พอรู้ว่าิซีจงขึ้นเป็ฮ่องเต้ พระสนมหยางกุ้ยเฟยผู้เป็มารดาได้รับแต่งตั้งเป็ไท่เฟย ิซีเหอจึงตัดสินใจกลับเมืองหลวง วันนั้นฮ่องเต้พระองค์ใหม่รีบมารับเขาที่หน้าประตูวังด้วยองค์เอง ในตอนนั้นเขายังไร้เดียงสาเกินไปจึงไม่รู้เบื้องลึกเื้ั ไม่เคยเอะใจเลยว่าที่ฮ่องเต้กระตือรือร้นถึงเพียงนั้นเพราะเหตุใด
กระทั่งผ่านไปหกปีหลังจากไท่เฟยสิ้นพระชนม์ จวิ้นอ๋องถึงได้รู้ว่าที่แท้แล้วที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ได้นั้น เป็เพราะฮ่องเต้ิซีจง้าเก็บเขาไว้เพื่อใช้ข่มขู่ไท่เฟย เมื่อไม่มีหยางไท่เฟยชีวิตของจวิ้นอ๋องิซีเหอย่อมไร้ค่า
ในตำหนักเยว่เลี่ยง หงซิ่วดึงสายตากลับจากสะพานเชื่อมมาอ่านตำราในมือ ในใจรู้สึกเห็นใจิซีเหอเป็อย่างยิ่ง เด็กคนนี้เก็บอาการทางสีหน้าไม่เก่งเอาเสียเลย มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเขากำลังคิดสิ่งใด หากเป็เช่นนี้ต่อไป วันข้างหน้าคงถูกิซีจงฆ่าตายเข้าสักวัน คิดแล้วหงซิ่วก็ได้แต่ถอดถอนใจออกมา พลางมองไปที่เขาอีกครั้ง ทว่าครานี้เขากลับมองนางอยู่ก่อนแล้ว นางและเขาจึงสบตากันพอดี
ผ่านไปครู่ใหญ่ ิซีเหอถึงได้ดึงสายตากลับลุกเดินกลับเข้าตำหนักไท่หยาง