สุดยอดนักผจญภัย

    เบเรียลทะลวงระดับ!

    บอสดันเจี้ยนมองไปที่พวกไลท์ด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นตื่นเต้น

    “ ฮ่าฮ่า หลังจากที่ออกมาก็มีเหยื่อมาให้ฆ่าถึงที่เลยงั้นหรอ ” บอสดันเจี้ยนหัวเราะออกมาทันทีจากนั้นสายตาของมันก็เต็มไปด้วยจิตสังหารและชี้ดาบยักษ์มาด้านหน้า

    “ ฆ่ามนุษย์ตรงหน้านั้นซะแล้วนำพวกมันมาเป็นอาหารอันโอชะให้กับพวกเรามนุษย์หมาป่าหิมะ ” บอสดันเจี้ยนตะโกนขึ้นมาทันที

    ไลท์และคนอื่นที่เห็นว่าบอสดันเจี้ยนชี้ดาบมาที่ตัวเองก็เข้าใจได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    “ งั้นก็เล่นกับพวกมันสักหน่อยแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบนาที

    เวลานี้บอสดันเจี้ยนมนุษย์หมาป่าหิมะกำลังมองไปที่พวกไลท์ด้วยแววตาหวาดกลัว ห่างออกไปไม่ไกลจากพวกไลท์ ลูกน้องของมันมากกว่าแปดสิบตัวได้ตายไปทั้งหมดแล้วและได้กลายเป็นละอองแสงพร้อมกับดรอปของบางอย่างลงมาเป็นจำนวนมาก

    ของที่ดรอปออกมจากมนุษย์หมาป่าหิมะก็คือคริสตัลเวทย์มนต์

    โดยที่มนุษย์นั้นส่งคนออกมาเพียงแค่สองคนเท่านั้น 

    สองคนที่ว่ามาก็คือไลก้าและคอลรุย

    “ พวกสารเลวเอ้ย!!! ” บอสดันเจี้ยนคำรามออกมาด้วยความโกรธก่อนที่จะพุ่งตัวเข้าไปหาไลก้า

    “ น่าสงสารจริงๆ ” ไลก้าหัวเราะก่อนที่จะควงหอกแทงใส่บอสดันเจี้ยนอย่างรวดเร็ว

    ฟุบหอกของไลก้าแทงเข้าไปที่คอของบอสดันเจี้ยนก่อนที่จะมีกระแสไฟฟ้าซ็อตร่างของบอสดันเจี้ยนจนมันไหม้เป็นตอตะโก 

    จากนั้นร่างของบอสดันเจี้ยนก็กลายเป็นละอองแสงก่อนที่จะมีบางอย่างหล่นลงมา

    ไลก้าหยิบของที่ดรอปมาจากบอสดันเจี้ยนก่อนที่จะต้องมองไปสิ่งของในมือด้วยความประหลาดใจ

    ของในมือของไลก้าคือหัวใจแห่งเหมันต์ 

    “ ลูกพี่นี้ใช่หัวใจแห่งเหมันต์ไหม? ” ไลก้าเดินกลับมาพร้อมกับนำหัวใจแห่งเหมันต์ให้กับไลท์และคนอื่นๆดู

    ไลท์และคนอื่นๆดูก็จำได้ทันทีว่ามันคือหัวใจแห่งเหมันต์จริงๆ 

    “ ดูเหมือนว่าพวกเราจะโชคดีนะเนี้ยที่ได้หัวใจแห่งเหมันต์มาแบบนี้ ” ไลท์หัวเราะออกมาจากนั้นก็มองไปที่เบเรียลด้วยรอยยิ้ม 

    คนอื่นๆเองก็หัวเราะออกมาเหมือนกันทุกคนรู้ดีว่าหัวใจแห่งเหมันต์อันนี้จะต้องเป็นของเบเรียลแน่นอน เพราะเธอเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ใช้เวทย์น้ำแข็ง

    ไลท์ยื่นหัวใจแห่งเหมันต์มอบให้กับเบเรียล คนอื่นๆเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะครั้งนี้โชคดีที่เป็นของเบเรียล อีกอย่างถ้าหากเป็นพวกเขาได้เบเรียลก็ไม่ได้ว่าอะไรเหมือนกัน 

    แน่นอนว่าเบเรียลเองก็ไม่ได้ปฏิเสธเธอรับมันมาด้วยความเต็มใจ 

    เธอไปหาที่นั่งก่อนที่จะดูดซัพมันทันที เพราะเธอเองก็อยากที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะตามไลท์ให้ทัน เธอไม่อยากถูกไลท์ทิ้งห่างไปไกลแบบนี้

    การดูดซัพหัวใจแห่งเหมันต์ก็ง่ายมากเพียงแค่ดูดซัพออร่าของมันไปเรื่อยๆจนหมดเท่านั้น 

    ผ่านไปนานกว่าสามชั่วโมง เบเรียลก็ดูดซัพหัวใจแห่งเหมันต์จนหมด 

    หัวใจแห่งเหมันต์ได้สลายกลายเป็นละอองไปกับสายลม

    ไม่นานออร่าของเบเรียลก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะระเบิดออกมา 

    ไลท์และคนอื่นๆที่กำลังทำกิจกรรมอย่างอื่นอยู่ถึงกับหยุดชะงักก่อนที่จะรีบมาดูอาการของเบเรียลทันที

    เมื่อพวกไลท์มาถึงก็เห็นเบเรียลกำลังลุกขึ้นยืนก่อนที่จะสัมผัสออร่าของเบเรียลได้ว่าออร่าของเธอได้เข้าสู่ระดับSเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    “ ยินดีด้วยนะเบเรียล ” ไลท์เป็นคนแรกที่พูดขึ้น จากนั้นคนอื่นๆก็พากันแสดงความยินดีกับเบเรียล 

    “ เดซี่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ใช่คนแรกที่ไปถึงระดับSนะ ” ไลก้าหยอกล้อเดซี่ 

    เดซี่ยิ้มก่อนที่จะหายตัวไปเตะไลก้าจนลอยกระเด็นไปไกลหลายเมตร 

    “ แล้วมันยังไงล่ะ อันดับไม่สำคัญหรอกน่าอีกไม่นานฉันก็จะเข้าสู่ระดับSได้อยู่แล้ว” เดซี่พูดขึ้น

    “ อู้ยยย เจ็บๆๆๆ ” ไลก้าโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด 

    คนอื่นๆก็พากันกันหัวเราะออกมาเพราะความปากพาซวยของไลก้า

    “ งั้นคืนนี้พวกเราพักที่นี้แล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับมองดูแสงแดดที่ตอนนี้ใกล้ตกดินไปแล้ว

    พวกไลท์ก็กลับไปที่ทะเลสาบอีกครั้งก่อนที่จะกางเต็นท์ทันที 

    ไลท์และคนอื่นๆกำลังนั่งกินอาหารเย็นโดยที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดันเจี้ยนในตอนบ่าย

    “ เพราะมันอยู่ในป่าหรอถึงไม่มีคนมาเห็น?  ” คอลรุยถามออกมาด้วยความสงสัย

    “ ฉันคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงสงครามทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะออกมาจากเมืองหรอก เพราะฉะนั้นดันเจี้ยนที่ปรากฏอยู่ที่กลางป่าแบบนี้จึงไม่มีใครมาเห็น ” เฮลเฟลชคาดเดา

    “ ฉันเห็นด้วยกับเฮลเฟลชนะ เพราะช่วงสงครามคงไม่มีใครกล้าที่จะออกมาจากเมืองแน่ๆ แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะอยู่ไม่ห่างจากเมือง ” ไลท์พูดขึ้น 

    “ แต่ยังไงก็ช่างเถอะ เพราะดันเจี้ยนนี้จึงทำให้พวกเรามีตัวตนระดับSอีกคนแล้ว ” ไลก้าหัวเราะออกมาก่อนที่จะยกแก้วเบียร์ขึ้นมา

    “ เอ้าฉลองให้กับเบเรียลที่เข้าสู่ระดับSได้แล้ว ” ไลท์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับชูแก้วเบียร์ตามไลก้าขึ้นมา

    จากนั้นทุกๆคนก็พากันชูแก้วเบียร์พร้อมกับชนกัน

    เช้าวันต่อมา ในขณะที่พวกไลท์กำลังนอนอยู่ จู่ๆก็มีกลุ่มเอลฟ์หลายคนกำลังวิ่งตามกิ่งไม้มายังจุดที่พวกไลท์อยู่

    ไลท์และคนอื่นๆสัมผัสถึงการมาของพวกเอลฟ์ได้ก่อนที่จะออกมาจากเต็นท์ของตัวเองทันที

    เมื่อพวกเอลฟ์มาถึงก็เห็นเต็นท์ทหารที่พวกทหารใช้กันก็ประหลาดใจก่อนที่จะเดินไปที่หน้าเต็นท์ทันที 

    ไลท์มองดูพวกเอลฟ์กว่าสิบคนก็ด้วยความสงสัย

    “ มนุษย์งั้นหรอ? ” เอลฟ์ทั้งหลายพากันมองไปที่พวกไลท์ด้วยความสงสัยก่อนที่จะเข้าใจได้ทันทีว่ามนุษย์มาที่นี้ได้ยังไง กองทัพมนุษย์เพิ่งจะกลับมาจากทางสงครามที่ชายแดน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะเจอมนุษย์อยู่ที่นี้

    “ พวกเจ้าเห็นดันเจี้ยนแถวนี้ไหม? ” เอลฟ์ชายคนหนึ่งถามขึ้น

    “ เห็นสิแต่ว่าพวกเราได้ทำลายดันเจี้ยนนั่นไปแล้ว ” ไลก้าเป็นคนตอบ

    “ ทำลายไปแล้ว? ” เอลฟ์ทั้งหมดพากันประหลาดใจแต่ก็แฝงไปด้วยความไม่เชื่อ เพราะพวกเขารู้ดีว่าดันเจี้ยนที่ปรากฏขึ้นมานั้นแข็งแกร่งมากและออร่าของมันเกือบจะอยู่ในระดับSอีกด้วย 

    พวกเขามาที่นี้ไม่ใช่เพราะมาทำลายดันเจี้ยนแต่ว่าพวกเขามาเพื่อเฝ้าสังเกตว่าดันเจี้ยนจะแตกเมื่อไหร่และก็รอกำลังเสริมจากกองทัพมาทำลายดันเจี้ยน

    “ ไม่ทราบว่าพวกเจ้าคือ? ” เอลฟ์ชายอีกคนถาม

    “ พวกเราคือกลุ่มนักผจญภัยของเผ่ามนุษย์ ชื่อกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ ” ไลท์ตอบด้วยรอยยิ้ม

    เดธปาร์ตี้? 

    เดี๋ยวนะเดธปาร์ตี้นี้ไม่ใช่กลุ่มนักผจญภัยของมนุษย์ที่มีแข็งแกร่งและทรงพลังที่สังหารพวกปีศาจจนพวกมันยังต้องวิ่งหนีเมื่อเจอกับกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้

    “ พวกคุณคือกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้จริงๆอย่างนั้นหรอ ” เอลฟ์ทั้งหมดพากันตกใจและมองไปที่พวกไลท์ด้วยแววตาเปร่งประกาย

    “ ใช่แล้วล่ะ ” ไลท์ตอบและพยักหน้ารับ

    “ เข้าใจแล้วครับ ” เอลฟ์ทั้งหมดไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาสามารถทำลายดันเจี้ยนได้เพราะปรากฏว่าบุคคลที่ทำลายดันเจี้ยนก็คือกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ที่มีชื่อเสียงจากสงครามในครั้งนี้

    “ ท่านคือท่านไลท์ใช่ไหมครับ?  ” เอลฟ์คนหนึ่งเดินไปหาไลก้าถามกับถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น

    ไลก้าที่ถูกถามก็หัวเราะออกมาพลางส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า “ ลูกพี่อยู่นั้น ” 

    ไลก้าชี้ไปที่ไลท์

    ทันใดนั้นเอลฟ์ทั้งหมดก็พากันมองไปยังทิศทางที่ไลก้าชี้ 

    เอลฟ์ทั้งหมดประหลาดใจเพราะพวกเขามองดูไลท์ที่ไม่ค่อยมีออร่าของความเป็นผู้นำอยู่เลย แต่ทว่าไลก้ากลับดูมีออร่าความเป็นผู้นำมากกว่า

    “ สวัสดี ” ไลท์ทักทายพวกเอลฟ์ด้วยรอยยิ้ม

    “ เอ่อ…สวัสดีครับท่านไลท์ ” เอลฟ์ทั้งหมดรีบทำความเคารพไลท์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแห้งๆ

    หลังจากนั้นพวกเอลฟ์ทั้งหมดต่างก็พูดคุยกับไลท์และคนอื่นๆด้วยความเคารพและชื่นชม

    ผ่านไปไม่นานพวกเอลฟ์ก็กลับไปพร้อมกับความดีใจเหมือนกับได้เจอไอดอลของตัวเอง 

    “ เอาล่ะๆกินข้าวเช้ากันดีกว่า ” ไลท์พูดขึ้นก่อนที่จะหยิบอุปกรณ์ทำอาหารออกมาวางไว้ที่พื้น

    เวโรนิก้าก็เดินมาเป็นลูกมือให้กับไลท์ทันที แม้ว่าเวโรนิก้าจะทำอาหารอร่อยกว่าไลท์แต่ทว่าไลท์ก็มักจะทำอาหารเมนูใหม่ๆออกมาให้พวกเขากินเป็นประจำ เพราะแบบนั้นเวโรนิก้าจึงมักจะกลายเป็นลูกมือของไลท์

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือน

    พวกไลท์ได้ปรับแผนการเดินทางเล็กน้อยพวกเขาจะมุ่งหน้าไปที่เมืองมิลิทาเลียนที่เป็นเมืองที่ติดกับทวีปเอลฟ์มากที่สุด เพราะพวกเขาต้องการนำกริมรีปเปอร์ไปกับพวกเขาด้วย อีกอย่างพวกเขาก็ทิ้งกริมรีปเปอร์ไว้นานแล้วและพวกเขาก็กลัวว่าจะมีปัญหากับกริกรีปเปอร์

    ตอนนี้พวกไลท์ได้มาถึงอาณาจักรเมลเทียร์อีกครั้ง ในตอนนี้เผ่าเอลฟ์ทั้งหมดเป็นมิตรกับมนุษย์มากยิ่งขึ้นเพราะมนุษย์ได้ส่งกองกำลังทหารมาช่วยเหลือพวกเขาในยามที่พวกเขาต้องการกำลังเสริม นอกจากนี้พวกเขายังได้ไลท์ที่เป็นมนุษย์ช่วยเหลือหลายครั้งจนสามารถผ่านวิกฤตต่างๆมาได้ 

    ต้องบอกว่าในสงครามครั้งนี้ถ้าหากไม่มีไลท์แล้วล่ะก็เผ่าเอลฟ์คงได้พ่ายแพ้ไปนานแล้วและไม่แน่ว่าแม้กระทั้งจักรพรรดินีแฟร์ซ่าและแม่ทัพอีกหลายคนอาจจะตายในสงครามก็เป็นได้

    ไลท์ไม่ได้แวะที่เมืองหลวงเมลเทียร์แต่ทว่าพวกเขาอาศัยการบินไปข้ามเมืองหลวงไปเลย 

    แต่ทว่าในขณะที่พวกไลท์กำลังบินอยู่นั้น จู่ๆก็มีกลุ่มเอลฟ์หลายคนบินตามหลังมา

    ทันใดนั้นพวกไลท์ก็จำได้ทันทีว่าภายในเมืองหลวงเมลเทียร์ห้ามไม่ให้บินอยู่เหนือเมืองหลวง

    “ ลืมไปซะได้ ” ไลท์ส่ายหน้าเบาๆ

    เจ้าหน้าที่เอลฟ์กว่าสิบคนบินมาล้อมพวกไลท์เอาไว้

    เจ้าหน้าที่เอลฟ์มองไปที่พวกไลท์ก่อนที่จะจำหน้าของพวกไลท์ได้ทันที

    “ ท่าน…ท่านไลท์!! ” 

    ปรากฏว่าหัวหน้าเจ้าหน้าที่เหล่านี้คือโคเทล่า ผู้บัญชาการเจ้าหน้าในเมืองหลวงทั้งหมด นอกจากนี้ยังเคยนำเจ้าหน้าที่เอลฟ์มาจับตัวพวกไลท์หลังจากที่พวกไลท์ได้ทำการสังหารองค์ชายโรดิโก้และคนของเขา

    โคเทล่าและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดพากันตกใจและถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เพราะพวกเขารู้ดีว่ากลุ่มมนุษย์ตรงหน้านั้นแข็งแกร่งขนาดไหนนอกจากนี้พวกเขาก็ยังเป็นพระสหายขององค์จักรพรรดินีแฟร์ซ่าอีกด้วย

    “ หวังว่าจะไม่เป็นอะไรนะที่พวกเราจะบินข้ามเมืองหลวงแบบนี้ ” ไลท์เปิดปากพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    โคเทล่าและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆพากันส่ายหน้า 

    บ้าหรอ จะให้พวกเขาไปมีปัญหากับท่านไลท์ที่เป็นถึงตัวตนระดับSSSเนี้ยนะ พวกเขาไม่ได้อยากตายถึงขนาดนั้นสักหน่อย 

    นอกจากนี้ชื่อเสียงของไลท์ก็โด่งดังในเมืองหลวงมากเพราะเขาสามารถเอาชนะสองราชาปีศาจได้ ใครๆก็รู้ว่าราชาปีศาจเป็นตัวตนระดับSSS แถมไลท์ยังเอาชนะได้สองตัว

    ซึ่งการเอาชนะราชาปีศาจบาร์เฮลม มีแม่ทัพเอลฟ์และจักรพรรดินีแฟร์ซ่าเป็นพยายาน แต่ทางด้านราชินีปีศาจแอมโพไดซ์ ทหารทั้งหมดในค่ายหลักต่างก็เป็นพยานได้ว่าไลท์ได้ออกไปสู้กับราชินีปีศาจแอมโพไดซ์เพื่อปกป้องค่ายทหารเอาไว้ 

    ด้วยเหตุนี้ไลท์จึงเป็นบุคคลที่ทหารเอลฟ์ทั้งหมดรวมไปถึงทหารมนุษย์สัตว์และทหารมนุษย์ต่างก็ให้ความเคารพและชื่นชม

    “ เชิญเลยครับท่าน ท่านอยากไปที่ไหนเป็นพิเศษไหมครับเดี๋ยวพวกเราจะเป็นคนนำทางให้เองเลย ” โคเทล่าพูดด้วยรอยยิ้มที่ประจบประแจง

    “ ไม่ต้องหรอกพวกเราจะกลับไปที่ทวีปมนุษย์แล้วล่ะ ” ไลท์ส่ายหน้า

    ทันใดนั้นเครื่องมือสื่อสารของโคเทล่าก็สั่นขึ้นก่อนที่เขาจะรับสาย

    ไม่นานโคเทล่าก็วางสายลงและพูดขึ้นว่า “ ท่านไลท์จักรพรรดินีแฟร์ซ่าต้องการเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยเหลือในสงครามครั้งนี้ครับ ” 

    ไลท์มองไปที่คนอื่นๆเพื่อสอบถามความเห็น

    คนอื่นๆพากันพยักหน้ารับเหมือนกับตอบรับข้อเสนอของจักรพรรดินีแฟร์ซ่า

    “ งั้นก็ตกลง เดี๋ยวฉันจะไปที่พระราชวังเอง ” ไลท์พูดขึ้น

    “ เข้าใจแล้วครับท่านไลท์ ” โคเทล่าพยักหน้ารับก่อนที่จะบินกลับไปทันที

    “ ไปกันเถอะ ” ไลท์พูดจบเขาก็บินนำทุกๆคนไปที่พระราชวังทันที

    เมื่อพวกไลท์มาถึงเขาก็พบว่าพ่อบ้านซาร์ก็มารอรับอยู่ก่อนแล้ว

    “ ท่านไลท์และสมาชิกเดธปาร์ตี้ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ ” พ่อบ้านซาร์พูดพร้อมกับโค้งคำนับให้กับพวกไลท์ด้วยความเคารพ

    “ จากนี้ไปกระผมจะเป็นคนนำทางให้กับทุกคนเอง ” พ่อบ้านซาร์บินนำพวกไลท์ไปที่หน้าพระราชวังทันทีก่อนที่จะพาทุกๆคนเดินเข้าไปในพระราชวัง

    หลังจากที่เดินเข้ามาในพระราชวังแล้ว ทหารทั้งหมดที่อยู่ตามทางต่างก็ทำความเคารพพวกไลท์ทั้งหมด 

    ไม่นานพ่อบ้านซาร์ก็เดินนำพวกไลท์มาถึงห้องโถงใหญ่ 

    ห้องโถงใหญ่มีจักรพรรดินีแฟร์ซ่านั่งอยู่บนบัลลังก์สีทอง

    เมื่อเห็นว่าพวกไลท์เดินเข้ามา จักรพรรดินีแฟร์ซ่าก็ลุกขึ้นยืนและเดินลงมาจากบัลลังก์

    “ มาถึงแล้วงั้นหรอไลท์ ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าพูดด้วยรอยยิ้ม

    “ ความจริงแล้วพวกฉันก็กำลังจะกลับทวีปมนุษย์แต่เธอก็เป็นคนเรียกให้มานี้ไม่ใช่หรอ ” ไลท์หัวเราะออกมา

    “ เอาน่าฉันก็ต้องเลี้ยงขอบคุณพวกนายสิ ถ้าหากไม่ได้พวกนายล่ะก็พวกเราคงไม่สามารถเอาชนะสงครามในครั้งนี้ ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าหัวเราะออกมา

    “ จริงสิตอนนี้พวกนายรอก่อนแล้วกันเพราะตอนนี้ฉันสั่งให้เชฟหลวงลงมือทำอาหารที่เหมาะสำหรับเผ่ามนุษย์อย่างพวกนายแน่นอน ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่ายิ้มออกมา

    หลังจากนั้นไม่นานองค์หญิงเมลิซ่าก็เดินเข้ามาในห้องโถง

    องค์หญิงเมลิซ่ามองไปที่พวกไลท์ด้วยความเคารพ

    “ ท่านแม่ ” องค์หญิงเมลิซ่าโค้งคำนับให้กับจักรพรรดินีแฟร์ซ่า จากนั้นเธอก็โค้งคำนับให้กับพวกไลท์อีกครั้ง