เล่มที่ 01 บทที่ 01 – สตรีลึกลับ
สี่ปีต่อมา…
ภายในป่าพงไพรอันเงียบสงบแห่งนี้มีหมูป่าตัวหนึ่งเดินอยู่เหมือนหลงจากฝูงขนาดตัวมันยาวราวๆ สามเซี๊ยะ[1] สายตาของมันจับจ้องไปที่สมุนไพรเบื้องหน้าด้วยสายตา้าอย่างมากสมุนไพรที่วางอยู่คือพืชหญ้าชนิดหนึ่งที่หมูป่าชอบเป็อย่างมาก
หากแต่มันจะเกิดในที่อับชื้นและได้รับแสงเป็บางเวลาจะทำให้โตได้เต็มที่ มันเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่สภาพพื้นที่ต้องเหมาะดังนั้นไม่ใช่สมุนไพรที่จะเดินไปแล้วพบอย่างง่ายดาย หมูป่าไม่นับว่าเป็อสูร เป็เพียงสัตว์ธรรมดาที่ไม่แตกต่างไปจากสัตว์ชนิดอื่น
ไม่ได้มีประสาทเฉียบแหลมเหมือนอสูรมันจึงเดินย่องๆ เข้าไปก้มลงเปิดปากกัดไปที่หญ้าชิ้นนั้นทว่าทันที ที่มันกัดนั้นเองพุ่มไม้รอบๆ ก็สั่นไหวครู่หนึ่งในชั่วพริบตาต่อมามีเชือกที่สานจากเถาวัลย์ขนาดเล็กในป่าซ้อนทับกับหลายชั้นจนกลายเป็เหมือนเชือก
“กี้ๆ ๆ!!!” หมูป่าใฉับพลันมันเงยหน้าขึ้นเตรียมจะตอบสนองแต่ทว่าร่างกายของมันกลับรู้สึกด้านชาจึงทำให้ร่างกายมันเคลื่อนไหวช้าลงเพียงนิดเดียว แต่แม้จะช้าลงแค่นิดเดียวเชือกเถาวัลย์ก็พุ่งรัดขาทั้งสี่ข้างของมันก่อนที่จะมีหินแหลมพุ่งออกมาจากพุ่มไม้
ตรงดิ่งใส่ดวงตาของมันอย่างรุนแรง “ฉึก!!!” หินแม้จะไม่ได้แหลมคมขนาดนั้นแต่ก็นับว่าสามารถแทงทะลุดวงตาได้อย่างสบายๆ “กี้ๆ ๆ!!” มันพยายามดินรนอย่างสุดชีวิต แต่ทว่าก็มีเงาร่างหนึ่งโผล่จากพุ่มไม้ที่มีหินแหลมพุ่งออกมา ในมือของร่างนี้มีหินแหลมถืออยู่
เขาไม่ได้เคลื่อนไหวชักช้าเคลื่อนกายเข้าใกล้ใช้หินแทงไปที่คอของหมูป่าอย่างรวดเร็วจนทำให้มันดินรุนแรง ชายหนุ่มคนนั้นะโถอยห่างไม่ทำร้ายสภาพศพอีกไม่นานมันดิ้นอยู่ตรงนั้นสักพักก็หยุดลงลมหายใจโรยริน ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจไป ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมา
ก่อนที่จะหยิบแผ่นหนังขึ้นมาจากกระเป๋าหนังแล้วนั่งลงเอาหมึกที่เป็เืของกิ่งก่าดำ ออกมาและหยิบขนนกที่น่าจะเป็ขนนกกระสาออกมาเขียนลงไปเหมือนบันทึกบางอย่าง “ดูเหมือนว่าฤทธิ์ของ ยาชาหมายเลขสิบสองจะอ่อนแอกว่าหมายเลขสิบเอ็ดซะอีกนะ.. ปรับผิดสูตรสินะ!”
เสียงเปี่ยมไปด้วยทักษะประสบการณ์ดังพึมพำออกมาจากปาก ชายหนุ่มคนนี้มีผมสีดำยาวสลวยราวกับอิสตรีใบหน้าเฉียบคม เ็า และที่สำคัญคือความนิ่งสุขุมอย่างชัดเจนหลังจากเขียนบางอย่างเสร็จเขาก็กล่าวพึมพำ “หมึกเืกิ้งก่าดำ มีความเข้มข้นดี หากผสมกับหญ้าหมายเลขที่ห้าร้อยสิบห้าน่าจะเหมาะกับการใช้วาดรูปพอดี”
เขาพึมพำออกมา สวมชุดเรียบง่ายไม่ได้ดูเก่าหรือทรุดโทรมแต่อย่างใด ส่วนสูงเขาสูงไม่ถึง 170 เิเเสียด้วยซ้ำ แถมใบหน้ายังดูอ่อนวัยอายุคงราวๆ 14-15 ปี.. ใช่แล้วชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคนนี้คือหลิงเยว่! แม้ใบหน้าจะเป็หลิงเยว่แต่ความสุขุมและชาญฉลาดอย่างเทียบไม่ติดกับแต่ก่อนเลยด้วยซ้ำ
“วันนี้อาหารเย็น เอาเป็หมูป่านี้แล้วกัน.. นี่ตะวันก็ใกล้ตกดินแล้ว อีกอย่างพรุ่งนี้ข้าก็จะอายุครบสิบห้าปีแล้ว ถือว่าเป็การฉลองแล้วกัน” ชายหนุ่มพึมพำแ่เบาก่อนที่จะเดินไปดึงเอาหินแหลมคมออกจากตัวของหมูป่าก่อนที่จะแบกมันขึ้นไหล่ แม้ตัวหมูป่าจะค่อนข้างใหญ่
แต่หลิงเยว่ก็ยกมันขึ้นไหล่แล้วเดินได้.. นี่ไม่ใช่พลังเหนือธรรมชาติใดๆ แต่เป็ผลลัพธ์จากการฝึกฝนร่างกายแน่นอนว่าคนอื่นๆ ก็สามารถทำได้หากฝึกมากพอในระดับเดียวกับหลิงเยว่ ไม่นานก็เดินมาถึงกระท่อมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่รอบๆ มีเสื้อผ้าตากอยู่อย่างเป็ระเบียบ
และยังมีเนื้อตากแห้งอีกด้วย “วันนี้ได้เขี้ยวหมูป่ามาอีกแล้ว..” หลิงเยว่กล่าวเสร็จก็วางหมูป่าลงเอามีดมาตัดเอาเขี้ยวหมูป่าออกมา เดินเข้าไปในกระท่อมก่อนจะนั่งหลงใช้มีดฝนเขี้ยวหมูป่าจนแหลมคมก่อนที่จะหยิบเอาบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในกล่องไม้เหมือนหมึกในตอนนั้นออกมา
พอเปิดออกข้างในคือของเหลวสีใส เหนียวๆ หนืดๆ หลิงเยว่จับเขี้ยวหมาป่าลงไปใส่ในนั้นก่อนจะหยิบมาต่อกับไม้ที่ยาวราวๆ ห้าชุน[2] พอไม้ัักับของเหลวเหนียวหนืดที่ติดอยู่กับเขี้ยวหมูป่าหลิงเยว่ก็ปล่อยไว้แบบนั้น.. ก่อนจะหยิบอีกอันมาทำเหมือนกัน
“ฟู่ว.. ในที่สุดก็ได้มาเป็ยี่สิบลูกแล้ว กาวที่สร้างจากยางของคางคกพิษผสมกับสมุนไพรหมายเลขที่สี่ร้อยสิบสามที่มีความสามารถกัดกร่อน ใช้งานได้ดีจริงๆ” สมุนไพรหมายเลขที่สี่ร้อยสิบสาม นั้นมันกัดกร่อนเอาพิษจากยางคางคกออก และเมื่อพิษออกจากยางก็เป็เหมือนยางเหนียวหนืดธรรมดา
และถ้านำมาผสมกับสมุนไพรหมายเลขที่สี่ร้อยสิบสี่แล้วละก็ จึงทำให้มันกลายเป็กาวที่แข็งตัวได้ซึ่งสมุนไพรที่ว่ามีความสามารถคือทำให้ของเหลวจับตัวกัน และเมื่อมาใช้กับของเหลวเหนียวหนืดมันจึงกลายเป็แข็งตัวเป็กาวชั้นยอดเลยทีเดียว นี่คือสิ่งที่หลิงเยว่ค้นพบ
ชื่อสมุนไพรเขาเองก็ไม่ทราบจึงเรียกเป็หมายเลขแทนชื่อ แต่แน่นอนบ่าด้วยความพยายามอันมากมายของเขานั้น เขาสามารถระบุหมายเลขจองสมุนไพรได้ทันทีจากการจดจำของเขา หลงจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วเขาก็เอาไปสิ่งที่ทำเหมือนเป็ศรอะไรสักอย่างเก็บไส้ในกระท่อม
“แค่นี้ก็ได้ยี่สิบอันแล้ว การที่จะล่อหมูป่าหลงฝูงนี่ยากพอสมควร..” หลิงเยว่เดินออกมาจากกระท่อมมองพระอาทิตย์อัสดงยามเย็นที่สาดส่องมาเขาพึมพำแ่เบา “ข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ.. พี่หญิงหลิงเซี่ยวบอกว่าในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกการฝึกกระบี่เพื่อเป็เซียนกระบี่ และฝึกบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็ะ”
“แต่ทว่า.. ทำไมข้าถึง…” หลิงเยว่มองลงไปที่ม้วนหนังในมือมันเขียนบางสิ่งบางอย่างเอาไว้เห็นได้ชัดว่าเป็การฝึกกระบี่แขนงหนึ่ง ฝึกปราณกระบี่! แม้จะเป็เพียงพื้นฐานแต่ทว่าสำหรับหลิงเยว่นั้นแม้แต่จับกระบี่ กระบี่ยังหลุดออกจากมือเลย ราวกับว่าตัวเขาถูกศาสตราวุธปฏิเสธ
“ถ้าแบบนี้ข้าคงออกจากป่าแห่งนี้ไม่ได้สินะ พี่หญิงหลิงเซี่ยว.. ท่านเคยบอกข้าว่าโลกภายนอกมันอันตรายหากไม่มีกำลังก็คงไม่สามารถออกไปได้.. ทั้งๆ ที่ข้าอายุครบสิบห้าแล้ว.. ข้านี่มันอ่อนแอจริงๆ!” หลิงเยว่กล่างเย้ยตนเองมองพระอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า
หลิงเซี่ยวเคยบอกกับเขาว่า ‘หากเ้าอายุครบสิบห้าเมื่อไหร่เ้าสามารถออกจากที่แห่งนี้ได้.. เพราะว่าอายุสิบห้าจะถูกนับว่าเป็ผู้ใหญ่แล้ว’ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วมันเป็เื่ธรรมดาเพราะคนส่วนใหญ่หากฝึกตนแล้วละก็ คงไม่มีสัตว์ตัวไหนทำอันตรายได้หรอก ดังนั้นจึงถือว่าเป็ผู้ใหญ่
หลังจากถอนสายตากลับมาหลิงเยว่ก็เริ่มทำอาหาร การทำอาหารของเขานับว่ายอดเยี่ยมเหมือนพ่อครัวชั้นยอด อย่างเชี่ยวชาญและชำนาญผ่านไปครู่ใหญ่พระอาทิตย์ลาลับฟ้าเรียบร้อยแล้ว “ฟู่ว.. เสร็จเรียบร้อยแล้ว.. แล้วทำไมเ้าเสี่ยวป๋าย ยังไม่โผล่หน้ามาอีก”
หลิงเยว่พึมพำพอกล่าวแบบกับมีเสียง “กี้ๆ ๆ” ดังขึ้นมีบางสิ่งบางอย่างสีขาวพุ่งมาเกาะบนไหล่หลิงเยว่ฉับพลัน “เ้าไปไหนมา ทำไมถึงกลับช้าขนาดนี้” หลิงเยว่กล่าวสายตาดุดัน สิ่งมีชีวิตสีขาวส่งเสียง “กี้ๆ ..” ออกมาอย่างรู้สึกผิดก่อนที่จะสะบัดตัวไปมา
เผยให้เห็นร่างของมันคล้ายตัวมิงค์[3] สีขาวสะอาดตา พอเห็นมันทำท่าทางแบบนั้นหลิงเยว่ได้แต่หัวเราะเจื่อนๆ เ้านี่คือตัวอสูรที่หลิงเยว่เห็นมันใกล้ตายนอนแผ่อยู่ ตัวของมันคล้ายตัวมิงค์แถมยังฉลาดมากๆ อีกด้วยหลิงเยว่ยังรู้สึกถูกชะตาจึงเก็บมาเลี้ยงั้แ่สองปีก่อน
มันตัวใหญ่ขึ้นนิดหน่อยแต่ก็ยังตัวเล็กกว่าตัวมิงค์ทั่วไปเล็กน้อย หลิงเยว่ไม่รู้ว่ามันคืออสูรอะไรจึงเรียกมันว่า เสี่ยวป๋าย[4] เนื่องจากรูปร่างของมัน พอเห็นหลิงเยว่ให้อภัยมันแล้วมันก็ส่งเสียง “กี้ๆ ๆ” ออกมาอย่างตื่นเต้นโดดลงจากไหล่หลิงเยว่วิ่งกลับทางเดิม
“กี้ๆ ๆ ๆ!” เหมือนกำลังบอกให้ตามมันไปหลิงเยว่กล่าวขึ้น “หืม.. มีอะไรเหรอ” มันส่งเสียงตอบรับก่อนจะเดินไป.. ในป่าเริ่มมืดแล้วหลิงเยว่จึงหยิบตะเกียงที่สร้างจากความรู้ของเขาขึ้นมาเดินตามหลังเสี่ยวป๋ายไปอย่างไม่เร่ง ไม่นานก็เดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ หุบเขา
“นี่มัน…” หลิงเยว่ส่งเสียงออกมารู้สึกแปลกใจเสี่ยวป๋ายมันส่งเสียง “กี้ๆ ๆ —” ก่อนจะะโขึ้นข้างไหล่ของหลิงเยว่.. ที่อยู่ตรงหน้าเขาคือสตรีคนหนึ่งที่อายุมากกว่าเขาราวๆ สามปีได้ มีาแทั่วร่างดูเข้าขั้นอันตรายไม่น้อย “มนุษย์งั้นเหรอ” หลิงเยว่พึมพำ “กี้ๆ ๆ”
“ให้ข้าช่วยเขาเหรอ?” หลิงเยว่ถามขึ้น เ้าเสี่ยวป๋ายพยักหน้า “กี้ๆ” พได้ยินแบบนั้นหลิงเยว่ทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า “พี่หญิงหลิงเซี่ยวบอกว่าคนในโลกข้างนอกมีเล่ห์เพทุบายมากมายนัก ข้าว่าไม่ควรยุ่งจะดีกว่านะ โดยเฉพาะคนที่มีาแขนาดนี้”
หลิงเยว่กล่าวขึ้นแบบนั้นทำให้เสี่ยวป๋ายส่ายหน้าอย่างรุนแรง “กี้ๆ ๆ ๆ กี่ๆ กี้!!” มันเหมือนจะพูดบางอย่างแต่คนไม่วามารถเข้าใจแต่ทว่าหลิงเยว่นั้น “ห๊า.. เ้าจะบอกว่าเพราะสัญชาตญาณของเ้าให้ข้าช่วยนางเหรอ..” พอพูดแบบนั้นเสี่ยวป๋ายก็พยักหน้ารัวๆ
“เข้าใจแล้วๆ แต่เพื่อป้องกันไว้ก่อนข้าจะใส่พิษไว้ในเืนางเข้าใจไหม หากนางคิดจะฆ่าข้า ข้าคงต้องลากเ้าไปกับข้า เข้าใจไหม?” พอพูดแบบนั้นเสี่ยวป๋ายมองหลิงเยว่เหมือนมองตัวแปลกประหลาดเหมือนจะบอกว่า ‘เ้านี่มันขี้ขลาดจริงๆ มีหญิงมาถวายถึงที่เชียวนะ’ อะไรทำนองนี้
“ไม่ต้องมามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นเลย” หลิงเยว่กล่าวเสร็จก็อุ้มแม่นางคนนี้ที่สลบอยู่ขึ้นไหล่เดินกลับกระท่อม.. พอกลับมาถึงหลิงเยว่ก็ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกาย “เหมือนจะไข้ขึ้นสูง.. ข้าคิดว่าน่าจะไม่ใช่ไข้จากสภาพอากาศ แต่เป็ผลข้างเคียงจากพิษ”
พอคิดแบบนั้นหลิงเยว่ก็ถอดเสื้อสตรีนางนี้ออกตรวจสอบร่างกายแบบไม่เข้าใจเื่สตรีเพศ ตรงใต้หน้าอกและรักแร้ และขาพับข้างขวามีปานสีแดงเกิดขึ้นแถมตรงกลางเริ่มกลายเป็สีดำ หัวของหลิงเยว่ประมวลพิษอย่างว่องไว ก่อนจะหยิบมีดมากรีดนิ้วมือของสตรีนางนี้
ก่อนจะใช้ปากดูดเื พอบิ้นัักับเืหลิงเยว่ก็พ้นเืออกมาก่อนจะประมวลผลในสมอง “ปานแดงดำแบบนี้มีอาการเหมือนโดนพิษจากงูดำประมาณหนึ่งร้อยเท่า.. ถ้าจำนวนขนาดนั้นก็ไม่แปลกใจเลยที่ไข้จะขึ้นสูงและตายลงโดยใช้เวลาไม่นาน”
เขาพึมพำก่อนจะะโ “เสี่ยวป๋าย เอาสมุนไพร หมายเลขหนึ่งร้อยสิบสอง หนึ่งร้อยห้าสิบเก้า หกร้อยสามสิบ และหนึ่งพันสิบมาอย่างละสิบต้น!” พอได้ยินแบบนั้นเสี่ยวป๋ายก็ตอบรับ “กี้ๆ ๆ!” ก่อนจะวิ่งออกนอกกระท่อมไปยังหลังกระท่อมที่มีห้องเก็บสมุนไพรปลูกเองอยู่
หลิงเยว่ใช้การปรับเปลี่ยนสภาพอากาศผ่านอุปกรณ์ให้สมุนไพรเกิดเองพอมีสมุนไพรไหนๆ เกิดตามสภาพอากาศไหนเขาก็จะเพาะพันธุ์มันให้เพิ่มขึ้นเรื่อยแล้วเก็บไว้ใช้.. ทางด้านสตรีนั้นแม้จะเห็นหอบหายใจโรยรินแต่สติยังดีอยู่อย่างไรเสียก็เป็ถึงผู้แข็งแกร่งคนหนึ่ง
เมื่อนางเห็นมนุษย์กับตัวมิงค์นางรู้สึกสมเพชตัวเองไม่น้อยนางรู้ดีว่าในโลกนี้ผู้แข็งแกร่งอยู่เหนือผู้อ่อนแอ แต่พอนางได้ยินว่าเขาจะรักษาให้นางทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่านางเป็อะไรทำให้นางรู้สึกเหยียดหยามเด็กคนนี้ไม่น้อย “พิษที่ข้าโดนเป็พิษจากอสรพิษทมิฬ การจะรักษามันนั้นใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้แต่หลังจากโดนแล้วหนึ่งชั่วยาม[5] ยังไม่รักษาก็จะตายอย่างไม่มีทางรักษา”
แต่อย่างไรนางก็ขยับไม่ได้จนกลับมาถึงกระท่อมเล็กๆ นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ดูแล้วๆ เ้าหนุ่มคนนี้น่าจะอายุแค่สิบห้าปีเอง แต่ทำไมถึงไม่มีคนเลี้ยงดู อยู่คนเดียวงั้นเหรอ” นางคิดอยู่แต่เ้าเด็กนี่ก็เริ่มตรวจสอบร่างกายนางถอดชุดเสื้อผ้านางทำให้นางรู้สึกโกรธขึ้นมา
หากเป็ปกติคงจะต้องถูกนางสังหารไปแล้วแน่ๆ แต่ว่าร่างกายขยับไม่ได้.. แถมเปลือกตาก็เปิดไม่ได้มากเหมือนคนหมดสติเลยละ.. ดังนั้นจึงขัดขืนไม่ได้ เ้าเด็กคนนี้จับไปทั่วเดี๋ยวก็ตรงนั้นตรงนี้ ทำให้นางทั้งโกรธทั้งเกลียด ทั้งชีวิตไม่เคยมีคนทำกับนางแบบนี้มาก่อน!
แต่สีหน้าของเ้าเด็กคนนี้กลับไม่มีอารมณ์ใดๆ เลยทำให้นางรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ยิ่งน้อยใจเข้าไปอีก “นี่ร่างกายของข้าไม่มีเสน่ห์ขนาดนั้นเชียวหรือ?” อย่างไรก็ตามสำหรับหลิงเยว่นั้นเขาไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อยพี่หญิงหลิงเซี่ยวเคยสอนเขาว่า
“จะไปทำเื่ไม่ดีกับผู้หญิงที่ไม่ได้ชอบไม่ได้มันเป็เื่ไม่ดี” เขสจึงไม่สนใจเรือนกายของผู้หญิงแปลกหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว อันที่จริงอีกส่วนเป็เพราะไม่มีคนสอนสามัญสำนึกให้แก่เขาด้วย “กี้ๆ ๆ!” ในตอนนั้นเองเสี่ยวป๋ายกลับมาพร้อมกับพืชสมุนไพรหลายชนิด
“ขอบใจนะ” พูดเสร็จก็นำสมุนไพรมาบดเข้ากันนำไปใส่น้ำร้อนที่ต้มไว้ก่อนหน้านี้ที่เสี่ยวป๋ายไปเอาสมุนไพร หลังจากคนให้เข้ากันก็ได้ยาสมุนๆ พรแก้พิษหมายเลขที่ห้า ฉบับเข้มข้นขึ้นสิบเท่าเรียบร้อย สตรีนางนี้พยายามจะดิ้นรนแต่ร่างกายไม่สามารถขยับได้ น้ำยาจึงไหลลงท้องไปในทันที
…………..
[1] หนึ่งเซี๊ยะ(วัดร่างกาย) ราวๆ หนึ่งฟุตหรือราวๆ 30 เิเ
[2] หนุ่งชุนราวๆ หนึ่งนิ้ว หรือ 2.5 เิเ
[3] ตัวมิงค์ คือเพียงพอนแต่สีตัวคล้ายเออร์มินฤดูหนาว
[4] เสี่ยวที่แปลว่าเล็ก ป๋ายที่แปลว่าขาว
[5] หนึ่งชั่วยามราวๆ 2 ชั่วโมง