หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 28 เหมือน
ณ เมืองทังโจว
วันคัดเลือกรักษาการแทนใต้เท้าอู ผู้ดูแลศาลกลางเมืองได้มาถึง แม้ใต้เท้าจ้งจะมารักษาการเ้าเมืองแทนเ้าเมืองทังโจวอยู่ขณะนี้ แต่เขาก็ไม่อาจแทรกแซงเข้าไปได้มากนัก เพราะเ้าเมืองคนก่อนได้วางแผนการเลือกคนอย่างเป็ขั้นเป็ตอน ทั้งยังส่งเสนอวิธีการคัดเลือกแบบใหม่ไปยังเมืองหลวง ทำให้การแต่งตั้งบุคคลครั้งนี้เป็ที่จับตามองของหลายๆ หัวเมือง
ปกติแล้วการสอบขุนนางจะเปิดให้สอบปีละหนึ่งครั้ง และการสอบของปีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อมีตำแหน่งว่างลงระหว่างปี จะเป็หน้าที่ของผู้ดูแลที่จะต้องจัดหาคนเพื่อมารักษาการแทน ปกติแล้วมักจะแต่งตั้งเป็คนสนิทหรือเปิดสอบเป็การภายใน
แต่เ้าเมืองทังโจวกลับคิดต่าง เขารู้สึกว่าประชาชนชาวเมืองควรมีส่วนร่วมมากกว่านี้ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะใช้วิธีให้ประชาชนเป็ผู้เลือกผู้ดูแลพวกเขาด้วยตัวเอง
ตำแหน่งใต้เท้าประจำศาลแม้จะเป็เพียงตำแหน่งเล็กๆ แต่ค่าตอบแทนกลับน่าสนใจเป็อย่างมาก ทั้งค่าตอบแทนรายเดือนและค่าตอบแทนที่มองไม่เห็น ทำให้มีผู้สนใจสมัครลงตำแหน่งนี้มากกว่าห้าสิบราย
เมื่อมีผู้สมัครมากกว่าที่คาด เ้าเมืองทังโจวจึงจัดให้มีการสอบคัดคนออกให้เหลือเพียงห้าคน เพื่อให้ชาวเมืองได้เป็ผู้เลือกผู้ผ่านข้อเขียนทั้งห้าคนนี้
"เรามีโอกาสจะได้เลือกใต้เท้าประจำศาลเองด้วยนะ เ้ารู้หรือไม่?"
"คนอื่นเข้ารู้กันตั้งนานแล้ว เ้าไปอยู่ไหนมา"
"นั่นพี่เฉียนที่อยู่ข้างบ้านข้า เราสนิทกันมาก ข้าจะเลือกเขาๆ"
เสียงผู้คนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานที่ลานโล่งกลางเมือง ผู้ผ่านการคัดเลือกเป็บุรุษสี่คนและสตรีหนึ่งคน แม้การคัดเลือกครั้งนี้จะไม่ได้ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสตรี แต่ในยุคสมัยนี้ก็ยังไม่เคยมีสตรีเข้ามาเป็ขุนนาง ดังนั้นผู้คนจึงรู้สึกสนใจสตรีนางนี้เป็พิเศษ
ผลการสอบคัดเลือกห้าคนสุดท้ายถูกติดไว้ที่ลานกลางเมือง ทั้งยังมีรูปเหมือนของผู้ผ่านการสอบคัดเลือกทั้งห้าคนติดอยู่ เพื่อประกอบการตัดสินใจของชาวเมือง
วันรุ่งขึ้นทั้งห้าคนได้แสดงตัวต่อหน้าชาวเมือง และยืนอยู่กลางลานกว้าง ที่มีทหารทำที่กั้นปิดไม่ให้ชาวบ้านผ่านไปผ่านมา ทั้งห้าได้กล่าวแนะนำตัวและความสามารถคนละครึ่งเค่อก่อนจะเริ่มการคัดเลือกรักษาการผู้ดูแลศาลประจำเมือง
ทุกคนมีคนละหนึ่งเสียง ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป หากชอบผู้ใดในห้าคนนี้ ให้ไปยืนต่อแถวที่เบื้องหน้าคนผู้นั้น เมื่อเวลาหมดลง ผู้ใดมีคนเลือกมากที่สุดคือผู้ได้รับคัดเลือก
วิธีการนี้เป็วิธีที่เ้าเมืองทังโจวคนก่อนคิดขึ้น แม้จะเป็ความคิดที่ดีแต่เพิ่งเคยใช้เป็ครั้งแรก จึงเกิดความวุ่นวายขึ้น ชาวเมืองบางคนมาทีหลัง ไม่ทันได้ฟังวิธีการจึงวิ่งวุ่นไปมา แม้สุดท้ายจะสามารถคัดเลือกคนได้ด้วยวิธีนี้ แต่ก็ทำเอาเ้าหน้าที่ทางการแต่ละคนเหนื่อยไปตามๆ กัน
ผลการคัดเลือกได้เป็บุรุษผู้หนึ่งที่เป็ที่รู้จักของชาวบ้านเป็อย่างดี ทำให้คนที่ไม่ถูกรับเลือกไม่พอใจและร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกคนด้วยวิธีการนี้
เดือดร้อนถึงเมืองหลวงต้องรับพิจารณา และเห็นว่าความคิดของเ้าเมืองทังโจวน่าสนใจ แล้วน่าไปลองใช้ในพื้นที่อื่นๆ ดังนั้นคำฟ้องร้องจึงถูกตีตกไปโดยปริยาย
---------
ณ บ้านฮุ่ยซิ่ว
ตอนนี้ฮุ่ยซิ่วกำลังนั่งมองหน้าเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยสายตาอึดอัดใจ เด็กชายตื่นมาได้หลายชั่วยามแล้ว แต่เขากลับนั่งนิ่งเป็ท่อนไม้ไม่ขยับเขยื้อน จะว่าสมองกระทบกระเทือนก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเขารับน้ำที่ส่งให้ไปดื่ม รับข้าวที่ส่งให้ไปกิน ทั้งยังรับยาที่ต้มให้ไปยกซดจนหมดถ้วย โดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา
"เ้าหนุ่มน้อย เ้าไม่คิดจะพูดอะไรเลยจริงๆ หรือ?"
นอกจากจะไม่พูดอะไรแล้ว เด็กชายยังมองมาทางเขาด้วยสีหน้านิ่งสงบยากจะคาดเดา ทำให้ฮุ่ยซิ่วยอมแพ้แล้วเดินออกจากห้องไป
"คารวะท่านอาจารย์เ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ฝากขนมมาให้ท่านด้วย"
เสียงสดใสของลูกศิษย์ตัวน้อยดังขึ้น ทำให้ความอึดอัดคับข้องใจก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมด ไม่พูดก็ไม่ต้องพูด ข้าพูดกับลูกศิษย์ของข้าแทนก็ได้ ฮุ่ยซิ่วได้แต่คิดในใจ
หลายวันนี้จิ้นอันลาหยุดเพราะต้องทำธุระที่บ้าน ทำให้เขามีเพียงเป่าเปาที่มาเรียนหนังสือกับเขา โดยมีพี่ชายคนรองของนางมานั่งเรียนเป็เพื่อน ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ขัดข้อง เพราะหลี่เอ้อผู้นี้กำลังจะไปเป็คนงานในเหมืองตามประกาศเกณฑ์คนของทางการ การอ่านออกเขียนได้บ้างย่อมเป็เื่ดี และสิ่งนี้ก็คือความคิดของเป่าเปาเช่นกัน
นอกจากนางตั้งใจจะอยู่บนหลังพี่ชายรองตลอดเวลาที่ทำได้ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อขาและหลัง บางครั้งนางยังแกล้งโยกตัวไปมาให้พี่ได้ฝึกการทรงตัว ซึ่งหลี่เอ้อไม่เข้าใจสิ่งที่น้องสาวกำลังทำ บางทีเขาเหนื่อยจนแทบทนไม่ไหว แต่คำพูดของน้องสาวทำให้เขาลุกขึ้นมาอีกครั้ง
"พี่รอง อีกไม่นานท่านต้องไปอยู่ที่ไกลๆ ข้าแค่อยากใช้เวลาอยู่กับพี่มากๆ เวลาพี่กลับมาจะได้ไม่ลืมน้องสาวอย่างข้า"
หลี่เอ้อได้แต่ยอมให้เป่าเปาขี่คอต่อไป
เป่าเปาเข้าเรียนตามปกติ ที่ไม่ปกติคือวันนี้มีเด็กชายแปลกหน้าที่นางเคยช่วยไว้มานั่งอยู่หน้าบ้าน ทำให้นางไม่เป็อันเรียน เพราะใบหน้าหล่อเหลา เอ๊ย เพราะมีคนจ้องมองตลอด จะให้มีสมาธิในการเรียนได้อย่างไร ดังนั้นเป่าเปาจึงเอ่ยขึ้นด้วยความขุ่นเคืองว่า
"นี่ เ้าคนนั้น เ้าจะจ้องข้าไปถึงเมื่อไหร่กัน"
เด็กชายผู้ถูกเอ่ยถามขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าไม่ได้ชื่อเ้า ข้าชื่อว่าเฟยหลง"
ฮุ่ยซิ่วถึงกับปรบมือชมเป่าเปาอยู่ในใจ เขาถามคำถามอยู่ตั้งนาน อย่าว่าแต่พูดเลย เด็กชายไม่แม้แต่จะสนใจเขาสักนิดเสียด้วยซ้ำ แต่เป่าเปาพูดออกมาแค่ประโยคเดียวกลับทำให้เด็กชายบอกชื่อออกมาได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ
"เ้าจะชื่ออะไรข้าไม่สนใจ แต่เ้ามานั่งจ้องข้าขนาดนี้ข้าไม่มีสมาธิจะเรียนหนังสือ!!"
่นี้การเมืองในเมืองทังโจวยิ่งระส่ำระสาย นางยิ่งต้องเร่งเรียนรู้ให้มากที่สุด ใครจะไปรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่จู่ๆ กลับมีคนมาทำให้นางเสียสมาธิ จะไม่ให้นางโมโหได้อย่างไร
หลังจากเฟยหลงบอกชื่อของตัวเองเขาก็ไม่ได้สิ่งใดออกมาอีกจนเป่าเปาฟึดฟัด แต่ทำอะไรไม่ได้ นางได้แต่พยายามเรียนโดยไม่สนใจสายตาของอีกฝ่าย จนถึงเวลาเลิกเรียน แล้วขี่คอพี่ชายตัวเองกลับบ้าน
หลังจากเป่าเปากับหลี่เอ้อกลับบ้าน ฮุ่ยซิ่วก็เริ่มสนทนากับเฟยหลงอีกครั้ง
"เ้าหนู หยกชิ้นนี้เกี่ยวข้องอะไรกับเ้า"
เฟยหลงเหลือบตามองหยกชิ้นนั้นทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"มันคือของข้า"
"เ้ารู้หรือไม่ว่าหยกชิ้นนี้มันหมายถึงอะไร"
เฟยหลงมองไปที่หยกในมือของฮุ่ยซิ่ว เขายิ่งเงียบไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า เด็กชายรู้หรือไม่รู้ความหมายแฝงของหยกชิ้นนี้
ครั้งหนึ่งเมื่อฮุ่ยซิ่วยังเป็อาจารย์ที่สำนักศึกษาในเมืองหลวง ตอนนั้นเกิดจลาจลขึ้นกลางเมือง ทำให้ท่านอ๋องสามผู้เป็แม่ทัพใหญ่ในตอนนั้น แสดงสัญลักษณ์รวมทัพ ซึ่งก็คือหยกที่คล้ายกับหยกชิ้นนี้ แต่เนื่องจากเขามองเห็นในระยะไกล บางทีมันอาจไม่ได้เป็อย่างที่คิดก็เป็ได้
แม้เด็กชายผู้นี้จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรหยกชิ้นนี้ก็เป็ของเด็กชาย ฮุ่ยซิ่วได้แต่ถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะส่งหยกชิ้นนี้คืนให้กับเฟยหลง
เฟยหลงรับหยกชิ้นนั้นมาเก็บไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณออกมาคำหนึ่ง แล้วก็ได้พูดคุยกับฮุ่ยซิ่วเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมืองทังโจว และได้รู้ว่าเ้าเมืองาเ็สาหัส ทำให้เขารู้สึกกังวลใจอยู่มาก แต่เลือกที่จะรอดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ โดยขออาศัยอยู่กับฮุ่ยซิ่ว แลกกับการช่วยงานบ้านระยะหนึ่ง
เมื่อครอบครัวตระกูลจิ้นกลับไปเมืองหลวง จิ้นอันก็ขอกลับมาอยู่กับอาจารย์ของเขาตามเดิม เพิ่มเติมคือมีสหายคนใหม่มาอาศัยอยู่ด้วย
จิ้นอันเป็คนอารมณ์ดีชอบการสนทนา ผิดกับเฟยหลงที่เป็คนเงียบขรึมไม่ค่อยชอบพูดชอบจา แต่น่าแปลกที่ทั้งสองกลับเข้ากันได้ดีจนน่าแปลกใจ
มีเพียงเป่าเปาที่รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นเฟยหลงจ้องมองมา นางก็เข้าใจอยู่หรอกนะว่านางน่ารัก แต่ช่วยมองน้อยๆ หน่อยไม่ได้หรือไง ลำบากใจจริงๆ
"แม้ข้าจะหน้าตาดี แต่ก็ไม่ควรจ้องหน้าข้าขนาดนี้นะ"
"ข้าแค่รู้สึกว่าดวงตาของเ้าเหมือนคนที่ข้าเคยรู้จัก"
"คนเคยรู้จักงั้นหรือ?"
"อืม นางมีนามว่าซานซาน"
"!?!"
ข้าเคยรู้จักคนผู้นี้ั้แ่เมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย นางได้แต่คิดในใจ
ยังไม่ทันที่นางจะได้ถามเื่ที่เขารู้จักนางในชาติก่อน ก็มีเสียงวุ่นวายดังแว่วมาจากทางบ้านของนาง ทำให้นางต้องรีบชวนพี่ชายคนรองกลับไปที่บ้านทันที เสียงดังขนาดนี้ต้องมีเื่ใหญ่เกิดขึ้นแน่