แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    บทที่ 25 โบยบินสู่รังใหม่


    ปลายปากกาหมึกซึมสีดำขลับแบรนด์เนมราคาแพงจรดลงบนแผ่นกระดาษสีขาวสะอาดตา กลิ่นกระดาษใหม่และกลิ่นหมึกจางๆ ลอยแตะจมูกในขณะที่ฉันบรรจงตวัดลายเซ็นของตัวเองลงไปอย่างเยือกเย็นและหนักแน่น ทุกตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนเอกสารสำคัญตรงหน้าคือข้อความแห่งการปลดแอก ใบลาออกที่ถูกร่างขึ้นด้วยความจงใจและไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ฉันนั่งตัวตรงสง่างามอยู่หลังโต๊ะทำงานในห้องจิตวิทยาประจำโรงงานอุตสาหกรรม สถานที่ที่เคยเป็นเสมือนห้องทดลองกิเลสตัณหาขนาดย่อมของฉัน บัดนี้มันหมดประโยชน์แล้ว

    แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านมู่ลี่หน้าต่างเข้ามาเป็นเส้นสาย ทาบทับลงบนใบหน้าและริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ฉันเหยียดยิ้มบางเบาขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องที่คุ้นเคย แฟ้มประวัติพนักงานที่เต็มไปด้วยปัญหาครอบครัว ความเครียดสะสม และความปรารถนาอันดำมืดที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ พวกเขาเหล่านั้นเคยเป็นหนูทดลองชั้นดีให้ฉันได้ปั่นประสาทและเล่นสนุกกับจิตใจอันเปราะบาง แต่วันนี้เกมระดับล่างแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไปเสียแล้ว ความท้าทายใหม่ๆ รอฉันอยู่ข้างหน้า และมันยิ่งใหญ่กว่าการนั่งฟังเรื่องผัวเมียทะเลาะกันของพวกคนงานกะดึกมากมายนัก การที่ฉันต้องมานั่งปั้นหน้ายิ้มรับฟังปัญหาบ้านแตก ปัญหาหนี้สิน หรือปัญหารักสามเส้าของพวกชนชั้นแรงงานที่วันๆ เอาแต่พึ่งพาสุราและอบายมุข มันทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนและเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ เกิดมาเพื่อเป็นผู้ควบคุมหมากบนกระดานที่เต็มไปด้วยเดิมพันสูงลิบลิ่ว ไม่ใช่มาจมปลักอยู่ในโรงงานสับปะรังเคที่มีแต่กลิ่นเหงื่อและควันเครื่องจักรแบบนี้

    "คุณพราว... จะลาออกจริงๆ หรือคะ" เสียงสั่นเครือของพนักงานฝ่ายบุคคลที่รับเอกสารไปจากมือฉันดังขึ้นทำลายความเงียบแสนหวาน เธอมีสีหน้าเสียดายอย่างปิดไม่มิด แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและอาวรณ์ หล่อนกำกระดาษแผ่นนั้นราวกับว่ามันคือคำพิพากษาประหารชีวิต

    "ค่ะ ฉันตัดสินใจดีแล้ว" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนหวานตามแบบฉบับของนักจิตวิทยาผู้แสนดี หน้ากากจอมปลอมที่ฉันสวมใส่มันจนแนบสนิทไปกับผิวหนัง "ฉันได้รับทุนวิจัยก้อนใหญ่จากสถาบันในตัวเมือง เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับการศึกษาต่อยอดทางจิตวิทยาคลินิกที่ฉันใฝ่ฝัน ฉันคงต้องขอตัวไปทำตามความฝันของตัวเองค่ะ"

    "แต่โรงงานเราขาดคุณพราวไป พวกเราคงแย่แน่ๆ เลยค่ะ ใครจะคอยให้คำปรึกษาเวลาพวกเรามีปัญหา พนักงานหลายคนติดคุณพราวมากเลยนะคะ โดยเฉพาะ..." เธอละไว้ในฐานที่เข้าใจ สายตาล่อกแล่กไปมา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

    ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูอบอุ่นแต่ซ่อนความสมเพชไว้มิดชิด "ทุกคนต้องเข้มแข็งและก้าวเดินต่อไปด้วยตัวเองค่ะ ฉันเชื่อว่าทางผู้บริหารจะหาคนที่มีความสามารถมาแทนที่ฉันได้ไม่ยาก ขอบคุณสำหรับมิตรภาพและช่วงเวลาดีๆ ที่ผ่านมานะคะ"

    ฉันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดระเบียบชุดสูททำงานเข้ารูปสีเข้มที่เน้นย้ำส่วนเว้าโค้งของสรีระให้ดูสง่างามและเย้ายวน มือเรียวเอื้อมไปหยิบกล่องกระดาษใบเล็กที่บรรจุเพียงของใช้ส่วนตัวไม่กี่ชิ้น ฉันไม่คิดจะเก็บเศษซากความทรงจำไร้ค่าใดๆ จากที่นี่ไปมากนัก ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เหมือนกับเศษขยะที่หมดประโยชน์ แจกันดอกไม้แห้งๆ กรอบรูปที่ว่างเปล่า ปากกาพลาสติกราคาถูก หรือแม้แต่รอยยิ้มจอมปลอมที่ฉันเคยมอบให้คนที่นี่ ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงฉากหน้าละครเวทีที่ฉันสร้างขึ้นเพื่อหลอกใช้ความไว้วางใจของพวกเขาเท่านั้น บัดนี้ละครโรงเล็กได้ปิดม่านลงแล้ว และฉันกำลังจะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับชาติที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงปรบมือที่กึกก้องยาวนานกว่าเดิม

    เมื่อก้าวเดินออกจากห้องทำงาน พนักงานหลายคนที่เดินสวนทางมาต่างหยุดชะงักและมองฉันด้วยสายตาละห้อย บ้างก็พยายามเข้ามาไถ่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็แสดงความเสียดายอย่างสุดซึ้ง ฉันเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ เป็นการบอกลา รอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดี รอยยิ้มที่ทำให้พวกเขาคิดว่าฉันคือเทพธิดาผู้แสนดีที่ต้องจากไปตามเส้นทางอันสูงส่ง โดยไม่เคยล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้วฉันคือปีศาจร้ายที่สูบกินความลุ่มหลงของพวกเขาจนอิ่มหนำและกำลังโบยบินไปหาเหยื่อชิ้นใหม่ที่โอชะกว่าเดิม

    รองเท้าส้นสูงสีดำขลับกระทบกับพื้นคอนกรีตของลานจอดรถหน้าโรงงานอุตสาหกรรม เสียงดังกึกก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่การเริ่มต้นใหม่ อากาศร้อนอบอ้าวของช่วงบ่ายปะทะเข้ากับผิวหน้า แต่มันไม่อาจทำให้ความเยือกเย็นในจิตใจของฉันสั่นคลอนได้เลย กลิ่นน้ำมันเครื่องและควันพิษจากปล่องควันโรงงานลอยคละคลุ้ง เป็นกลิ่นที่ฉันเคยใช้เป็นฉากหลังในการปั่นหัวพวกผู้ชายมักมาก แต่วันนี้มันกลับกลายเป็นเพียงกลิ่นอับทึบที่ฉันไม่อยากสูดดมอีกต่อไป

    เบื้องหน้าของฉันคือรถสปอร์ตยุโรปคันหรูสีแดงสดเงาวับที่จอดเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางรถกระบะและรถเก๋งเก่าๆ ของพนักงานคนอื่น มันคือของกำนัลชิ้นใหม่ที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงแห่งการหลอกล่อและปั่นป่วนจิตใจคน ฉันวางกล่องกระดาษลงบนเบาะข้างคนขับอย่างเบามือ ก่อนจะชะงักเท้าและหันหลังกลับไปมองตัวอาคารโรงงานเก่าๆ เป็นครั้งสุดท้าย

    ตึกคอนกรีตสีหม่นที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงเครื่องจักรทำงานคือห้องแล็บวิจัยตัณหาชิ้นแรกของฉัน สายตาของฉันกวาดมองขึ้นไปยังหน้าต่างกระจกของห้องพักผู้จัดการโรงงาน ที่ตรงนั้น ฉันเห็นเงาร่างของพงษ์ ผู้จัดการหนุ่มใหญ่ที่เคยหลงใหลคลั่งไคล้ฉันจนโงหัวไม่ขึ้น เขากำลังยืนแอบมองลงมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า อาลัยอาวรณ์ และรวดร้าวราวกับสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง สองมือของเขาทาบอยู่บนกระจก ราวกับอยากจะไขว่คว้าตัวฉันไว้ แต่ก็ไร้ซึ่งความกล้าหาญที่จะวิ่งลงมาเหนี่ยวรั้ง หรือแม้แต่จะปริปากเอ่ยรั้งฉันไว้

    ฉันเหยียดยิ้มเย็นชา รอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา ทว่าลึกลงไปในจิตใจกลับสั่นสะท้านไปด้วยความสุขสมที่ได้เห็นความพินาศทางอารมณ์ของชายตรงหน้า พงษ์เอ๋ยพงษ์... คุณช่างเป็นตัวแทนของผู้ชายที่น่าสมเพชที่สุดในโลกใบนี้ ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วแต่ยังมักมากในกามารมณ์ ทอดทิ้งลูกเมียไว้เบื้องหลังเพียงเพื่อหวังจะได้ครอบครองเรือนร่างและรอยยิ้มจอมปลอมของฉัน คุณมันก็แค่ของเล่นชิ้นหนึ่งที่ฉันใช้ทดสอบเสน่ห์และกลไกทางจิตวิทยา เมื่อฉันได้เรียนรู้จุดอ่อนและความโง่เขลาของคุณจนหมดเปลือกแล้ว คุณก็หมดค่า ความอ่อนแอของคุณมันช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน

    ถัดลงมาที่ป้อมยามหน้าประตูทางออก ฉันเห็นเดช พนักงานรักษาความปลอดภัยที่มักจะคอยส่งสายตาหยาบโลนและแอบมองเรือนร่างของฉันเสมอ เขากำลังยืนทำความเคารพด้วยท่าทีแข็งขัน แต่ใบหน้ากลับหมองคล้ำและเศร้าสร้อย แววตาของเขาบ่งบอกถึงความเสียดายอย่างสุดซึ้งที่ปนเปไปกับความปรารถนาที่ไม่มีวันเอื้อมถึง เดชก็เป็นเพียงแค่มดปลวกอีกตัวหนึ่งที่หลงใหลในกลิ่นหอมของดอกไม้พิษอย่างฉัน ฉันเคยใช้สายตาและรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยปั่นหัวเขาให้หึงหวงและทำตามคำสั่งอย่างง่ายดาย ทุกครั้งที่เขาจ้องมองฉันด้วยความหิวกระหาย ฉันรู้สึกได้ถึงอำนาจที่เอ่อล้นอยู่ภายในตัว

    ลาก่อนนะ... เหล่าหนูทดลองผู้โง่เขลา ทั้งความรัก ความหลงใหล และความคลั่งไคล้ของพวกคุณ มันเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ช่วยหล่อหลอมให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น พวกคุณจะจดจำฉันในฐานะนางฟ้าที่ลงมาโปรด หรือนางมารร้ายที่ขยี้หัวใจพวกคุณจนแหลกสลาย ฉันก็ไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว

    ฉันหันหน้ากลับมา เปิดประตูรถสปอร์ตและสอดแทรกเรือนร่างเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ เบาะหนังแท้สีเบจโอบรับสรีระอย่างนุ่มนวล กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงลอยแตะจมูกช่วยลบล้างกลิ่นอับของโรงงานออกไปจนหมดสิ้น ฉันสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์วีแปดดังกึกก้องทรงพลังราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยโชคชะตา ฉันเหยียบคันเร่งพารถสปอร์ตสีแดงสดพุ่งทะยานออกไปจากลานจอดรถ ทิ้งความทรงจำอันไร้ค่าและบรรดาเหยื่อเก่าๆ ไว้เบื้องหลังอย่างเลือดเย็น ไร้ซึ่งเยื่อใย ไร้ซึ่งความผูกพัน มีเพียงความสะใจที่พุ่งพล่านอยู่ในสายเลือด

    การเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางมหานครใช้เวลาไม่นานนักเมื่ออยู่หลังพวงมาลัยของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนจากโรงงานอุตสาหกรรมและตึกแถวทรุดโทรม กลายเป็นตึกระฟ้าและห้างสรรพสินค้าหรูหราที่ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับ ฉันเลี้ยวรถเข้าสู่ทางเข้าของโรงแรมระดับห้าดาวในเครือของคุณเกริก สถานที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางใหม่และสมรภูมิรบแห่งใหม่ของฉัน

    ทันทีที่ล้อรถหยุดนิ่งหน้าล็อบบี้อันโอ่อ่า พนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบเรียบหรูรีบก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อม พร้อมกับโค้งคำนับด้วยความเคารพสูงสุด สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยการยกย่องและชื่นชม นี่แหละคือสิ่งที่ฉันคู่ควร

    "ยินดีต้อนรับครับ คุณพราวรินทร์ ทางเราได้เตรียมห้องพักและทุกสิ่งทุกอย่างไว้พร้อมแล้วครับ เชิญทางนี้เลยครับ"

    พนักงานชายหนุ่มหน้าตาดีกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล เขาผายมือเชิญฉันให้เดินตามเข้าไปด้านใน ล็อบบี้ของโรงแรมถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยแชนเดอเลียร์คริสตัลขนาดมหึมาที่ทอแสงระยิบระยับ พื้นหินอ่อนขัดมันเงางามสะท้อนแสงไฟและเงาของผู้คนที่เดินขวักไขว่ กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้และน้ำมันหอมระเหยชั้นดีลอยอวลอยู่ในอากาศ สร้างความรู้สึกหรูหราและผ่อนคลายในคราวเดียวกัน แตกต่างจากกลิ่นอับและควันพิษของโรงงานอย่างสิ้นเชิง ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ซึมซับเอาความมั่งคั่งและอำนาจที่ลอยฟุ้งอยู่ในบรรยากาศ

    พนักงานนำทางฉันเดินผ่านผู้คนมากมายที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพง สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ฉันด้วยความชื่นชมและสงสัยในสิริโฉมที่โดดเด่นสะดุดตา ฉันเพียงแค่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและก้าวเดินด้วยความมั่นใจ ราวกับราชินีที่กำลังเดินตรวจตราอาณาจักรของตนเอง ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานบางคนแอบส่งสายตาเชื้อเชิญมาให้ แต่ฉันทำเพียงแค่ปรายตามองอย่างเย็นชา พวกเขาเหล่านั้นยังไม่คู่ควรพอที่จะเป็นเหยื่อของฉันในตอนนี้

    เราเดินมาถึงลิฟต์ส่วนตัวที่สงวนไว้สำหรับแขกวีไอพีระดับสูงสุดเท่านั้น พนักงานใช้คีย์การ์ดแตะที่เครื่องสแกน ประตูลิฟต์สีทองอร่ามเปิดออกอย่างนุ่มนวล ฉันก้าวเข้าไปด้านในและมองดูตัวเลขชั้นที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ความรู้สึกของการทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดทำให้ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ทุกวินาทีที่ลิฟต์เคลื่อนตัวสูงขึ้น ฉันรู้สึกเหมือนกำลังสลัดคราบมนุษย์ธรรมดาและกลายร่างเป็นผู้ล่าที่สมบูรณ์แบบ

    เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้งที่ชั้นสูงสุดของโรงแรม ฉันก็ก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ โลกของเพนท์เฮาส์ส่วนตัวสุดหรูหราที่ถูกเนรมิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองทุกความปรารถนา

    พื้นที่กว้างขวางถูกตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี โทนสีทอง ขาว และดำ ผสมผสานกันอย่างลงตัว กระจกใสบานใหญ่สูงจรดเพดานเผยให้เห็นเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานครได้อย่างเต็มตา โซฟาหนังแท้นำเข้าจากอิตาลี พรมเปอร์เซียทอมือ และงานศิลปะราคาแพงที่ประดับอยู่ตามผนัง ล้วนบ่งบอกถึงรสนิยมและความมั่งคั่งอันไร้ขีดจำกัด สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน ราวกับรอคอยการมาเยือนของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล

    ฉันเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับโต๊ะทำงานกระจกใสดีไซน์โฉบเฉี่ยวที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง บนโต๊ะนั้นมีซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่ ฉันเดินเข้าไปใกล้และหยิบมันขึ้นมาเปิดดู ภายในบรรจุเช็คเงินสดหลายล้านบาทที่สั่งจ่ายในชื่อของฉัน พร้อมกับข้อความสั้นๆ จากคุณเกริก... รางวัลสำหรับการเริ่มต้นก้าวใหม่

    ฉันไล้นิ้วมือไปบนตัวเลขจำนวนมหาศาลบนแผ่นกระดาษ ความรู้สึกของการมีอำนาจและเงินตราอยู่ในกำมือมันช่างหอมหวานและเย้ายวนยิ่งกว่าสิ่งใด เงินก้อนนี้ไม่ใช่แค่ค่าตอบแทน แต่มันคือเครื่องยืนยันว่าฉันได้ก้าวข้ามผ่านอดีตอันขมขื่นและกำลังทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ผู้ชายรวยๆ พวกนั้นคิดว่าพวกเขาสามารถซื้อทุกอย่างได้ด้วยเงิน แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า เงินของพวกเขานั่นแหละที่จะเป็นอาวุธที่ฉันใช้เชือดเฉือนพวกเขาให้ตายทั้งเป็น

    ค่ำคืนคืบคลานเข้ามาปกคลุมมหานคร ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ประดับประดาด้วยแสงไฟจากตึกสูงและถนนสายยาวที่ทอดตัวคดเคี้ยวราวกับสายน้ำที่เต็มไปด้วยทองคำ ฉันยืนอยู่บนระเบียงกว้างของเพนท์เฮาส์ ลมเย็นยามดึกพัดมาปะทะผิวหน้าและเส้นผมที่ดัดลอนคลายๆ ให้ปลิวไสว ในมือของฉันถือแก้วไวน์คริสตัลเจียระไน ภายในบรรจุไวน์แดงชั้นเลิศปีเก่าเก็บที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นและมีรสชาติฝาดเฝื่อนปนหวานล้ำลึก

    ฉันยกแก้วขึ้นจิบไวน์ช้าๆ ปล่อยให้ของเหลวสีทับทิมไหลผ่านลำคอ นำพาความร้อนผ่าวและความกระปรี้กระเปร่าให้แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ดวงตาของฉันทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง มองดูรถยนต์คันเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวราวกับมดงาน มองดูแสงสีที่ล่อลวงให้ผู้คนหลงระเริงไปกับกิเลสตัณหา

    โรงแรมระดับห้าดาวแห่งนี้... อาณาจักรของคุณเกริก... มันไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนรวย แต่มันคือศูนย์รวมของมหาเศรษฐี นักธุรกิจ นักการเมือง และคนมีหน้ามีตาในสังคม ผู้คนที่มีเปลือกนอกสวยหรู แต่อัดแน่นไปด้วยความเน่าเฟะและความปรารถนาอันวิปริตซุกซ่อนอยู่ภายใน

    ที่นี่แหละคือห้องทดลองกิเลสตัณหาแห่งใหม่ของฉัน ห้องแล็บที่ใหญ่ขึ้น หรูหราขึ้น และมีเหยื่อที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

    ฉันเหยียดยิ้มร้ายกาจเมื่อนึกถึงเกมการปั่นประสาทที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ผู้ชายพวกนี้มั่นใจในอำนาจและเงินทองของตัวเอง พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นผู้ล่าที่สามารถเด็ดดมดอกไม้ริมทางและขยี้ทิ้งได้อย่างไร้ความปรานี เหมือนกับที่พวกมันเคยทำกับฉันในอดีต แต่คราวนี้บทบาทมันได้เปลี่ยนไปแล้ว ฉันจะไม่ยอมเป็นเหยื่ออันโอชะให้ใครมาย่ำยีอีกต่อไป

    ฉันจะเป็นฝ่ายกุมบังเหียน ฉันจะใช้มารยา ความงาม และความรู้ทางจิตวิทยาที่หล่อหลอมมาอย่างดี เข้าไปแทรกซึมในจิตใจของพวกเขา ลอกคราบหน้ากากคนดีของพวกมันออกทีละชิ้น กระชากเอาความดิบเถื่อนและความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ออกมาแฉให้โลกเห็น ฉันจะล่อลวงให้พวกเขาหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น ทำให้พวกเขายอมสยบอยู่แทบเท้า และเมื่อพวกเขาถลำลึกจนกู่ไม่กลับ... ฉันก็จะเหยียบย่ำและทำลายชีวิตของพวกเขาให้พังพินาศป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

    มันไม่ใช่แค่การแก้แค้นให้กับอดีตอันแสนเจ็บปวดอีกต่อไป แต่มันคือความตื่นเต้นท้าทาย เป็นศิลปะแห่งการควบคุมและการชิงไหวชิงพริบที่ฉันเสพติดและหลงใหล ทุกหยาดน้ำตา ทุกเสียงคร่ำครวญ และทุกความพินาศของพวกผู้ชายจอมปลอมเหล่านั้น จะเป็นเหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมจิตใจของฉันให้มีชีวิตชีวา ยิ่งพวกมันพยายามดิ้นรนมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกสนุกมากเท่านั้น การได้เห็นดวงตาที่เคยหยิ่งผยองแปรเปลี่ยนเป็นเว้าวอนขอความเมตตา การได้ยินเสียงที่เคยวางอำนาจสั่นเครือไปด้วยความหวาดกลัว มันคือยาชูกำลังชั้นเยี่ยมที่ทำให้ฉันมีแรงก้าวเดินต่อไปในเส้นทางสายนี้ เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอาบยาพิษที่ฉันเป็นผู้บรรจงปลูกมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง

    ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแท้เนื้อนุ่ม หยิบแท็บเล็ตเครื่องบางเฉียบขึ้นมาเปิดดูข้อมูลที่สายสืบของฉันส่งมาให้ รายชื่อนักธุรกิจระดับแนวหน้าและบรรดามหาเศรษฐีที่มักจะแวะเวียนมาใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอพร้อมกับประวัติส่วนตัวและรสนิยมลับๆ ที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้

    นิ้วเรียวยาวที่เคลือบด้วยยาทาเล็บสีแดงสดเลื่อนดูข้อมูลทีละหน้าอย่างใจเย็น ภาพถ่ายของผู้ชายแต่ละคน รอยยิ้มที่พวกเขาปั้นแต่งขึ้นเพื่อหลอกลวงสังคม ช่างดูน่าขบขันสิ้นดี บางคนมีฉากหน้าเป็นแฟมิลี่แมนผู้รักภรรยาและลูกๆ อย่างสุดหัวใจ แต่เบื้องหลังกลับซุกซ่อนบ้านเล็กบ้านน้อยไว้ตามคอนโดหรูหลายแห่ง บางคนเป็นนักบุญใจบุญที่บริจาคเงินมหาศาลให้กับการกุศล แต่ในยามวิกาลกลับเสพติดการทรมานและซาดิสม์กับเด็กสาววัยขบเผาะ

    มนุษย์เราช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจและเต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเองเสียจริง ยิ่งพวกเขายืนอยู่ในจุดที่สูงมากเท่าไหร่ เงามืดที่ทอดตามตัวก็ยิ่งดำทะมึนและลึกล้ำมากขึ้นเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่ฉันโปรดปรานที่สุด... การได้ล้วงลึกเข้าไปในความมืดมิดเหล่านั้น และลากความจริงอันเน่าเฟะออกมาตากแดดให้ทุกคนได้เห็น

    ดวงตาของฉันไปหยุดอยู่ที่รูปภาพของชายหนุ่มคนหนึ่ง ภพ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่งบริษัทไอทีชั้นนำระดับประเทศ เขาคือสามีของพิมพ์ เพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของฉันเอง เพื่อนที่แสนดี อ่อนโยน และมองโลกในแง่ดีจนน่ารำคาญ พิมพ์ไม่เคยรู้เลยว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายแค่ไหน เธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน ต่างจากฉันที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดผ่านเศษซากความเจ็บปวดและการถูกหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    รูปถ่ายคู่ของภพและพิมพ์ที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุขในวันครบรอบแต่งงาน มันช่างเป็นภาพบาดตาบาดใจที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวฉันให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ความอิจฉาริษยา ไม่ใช่หรอก มันไม่ใช่ความอิจฉา แต่มันคือความปรารถนาที่จะทดสอบ... ทดสอบว่าความรักที่พิมพ์เทิดทูนนักหนานั้น มันจะแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานมารยาและเสน่ห์ของฉันได้หรือไม่

    ภพ... ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมและรักครอบครัว ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้เขากำลังเครียดหนักกับโปรเจกต์ใหม่จนเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศชั่วคราว นี่แหละคือจุดอ่อนชิ้นโตที่ฉันสามารถใช้เป็นช่องทางในการแทรกซึมเข้าไปในชีวิตคู่ของพวกเขา ผู้ชายที่กำลังสูญเสียความมั่นใจในความเป็นชาย มักจะอ่อนแอและโหยหาการยอมรับมากกว่าปกติ และฉัน... จะเป็นคนมอบสิ่งนั้นให้กับเขาเอง

    ฉันจะใช้ความเข้าใจในฐานะนักจิตวิทยา เข้าไปรับฟังปัญหาและเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของเขา จะใช้เสน่ห์ของเรือนร่างและคำพูดที่ยั่วยวน ล่อหลอกให้เขาตกหลุมพรางแห่งตัณหาจนถอนตัวไม่ขึ้น ฉันจะทำให้เขาหลงลืมความรักที่มีต่อพิมพ์ หลงลืมความถูกต้องและศีลธรรมจรรยา และยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับฉันเพียงผู้เดียว

    และเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่เขายอมสละทิ้งทุกอย่างเพื่อแลกกับเศษเสี้ยวความสุขจากฉัน... ฉันก็จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดให้พิมพ์ได้รับรู้ ให้เธอได้เห็นธาตุแท้ของผู้ชายที่เธอรักนักหนา ให้เธอได้สัมผัสกับความเจ็บปวดและการถูกทรยศหักหลัง เหมือนที่ฉันเคยเผชิญมาตลอดชีวิต

    นี่แหละคือแผนการขั้นต่อไปของฉัน แผนการที่จะใช้ทั้งความรู้ รูปร่าง และจิตวิทยา เข้าปั่นป่วนชีวิตคู่ของเพื่อนรักให้พังพินาศ มันไม่ใช่แค่การแก้แค้น แต่คือการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ไม่มีหรอกความรักที่แท้จริง ไม่มีหรอกความซื่อสัตย์ที่ยั่งยืน ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยกิเลสตัณหาและความเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น

    ฉันวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะกระจกใสข้างเช็คเงินสดหลายล้านบาท รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากสีแดงสดอีกครั้ง คืนนี้ฉันจะพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้ดื่มด่ำกับความหรูหราของเพนท์เฮาส์แห่งนี้ เพราะพรุ่งนี้... สมรภูมิรบแห่งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และฉันจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับการเป็นผู้ชนะในเกมกระดานแห่งนี้

    เสียงเพลงแจ๊สคลาสสิกบรรเลงแว่วมาจากเครื่องเสียงราคาแพง ฉันเอนหลังพิงพนักโซฟา หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความมืดมิดโอบกอดร่างกาย พร้อมกับจินตนาการถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของภพและพิมพ์ ภาพเหล่านั้นมันช่างงดงามและทำให้ฉันมีความสุขเหลือเกิน...

    แสงไฟจากท้องถนนเบื้องล่างสาดส่องเข้ามาในห้อง สะท้อนกับแก้วไวน์คริสตัลที่วางอยู่บนโต๊ะ เกิดเป็นประกายแสงระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดงาม ฉันจ้องมองประกายแสงเหล่านั้นด้วยความหลงใหล มันช่างเหมือนกับความปรารถนาของมนุษย์... สวยงาม เย้ายวน แต่แฝงไปด้วยความอันตรายที่พร้อมจะบาดมือผู้ที่พยายามไขว่คว้ามันมาครอบครอง

    ฉันก้าวเดินออกไปยังระเบียงกว้าง รับสายลมเย็นที่พัดโชยมาปะทะใบหน้า กลิ่นอายของเมืองหลวงในยามราตรีช่างแตกต่างจากกลิ่นควันโรงงาน มันคือกลิ่นของเงินตรา กลิ่นของอำนาจ และกลิ่นของตัณหาที่คุกรุ่นอยู่ทุกซอกทุกมุมของตึกระฟ้าเหล่านี้

    ไวน์แดงรสฝาดเฝื่อนแตะสัมผัสปลายลิ้น ฉันกลืนมันลงคออย่างเชื่องช้า ซึมซับความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ภาพของภพยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ผู้ชายที่ดูสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง หน้าที่การงานที่กำลังรุ่งโรจน์ ภรรยาที่แสนดีและเชื่อฟัง แต่ภายใต้เปลือกที่สวยงามนั้น ฉันรู้ดีว่าเขากำลังซ่อนความกดดันและความบกพร่องบางอย่างเอาไว้

    อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ... มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ชายที่แบกรับความคาดหวังไว้บนบ่ามากมายขนาดนั้น แต่มันคือจุดตายที่ทำให้ผู้ชายสูญเสียความมั่นใจ และง่ายต่อการถูกชักจูง ฉันจะใช้ข้ออ้างเรื่องการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเขา จะใช้สายตาที่ห่วงใย น้ำเสียงที่อ่อนหวาน และสัมผัสที่แผ่วเบา... กระตุ้นให้เขารู้สึกถึงความเป็นชายที่หลับใหลไปให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

    เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและได้รับการเติมเต็มจากฉัน เมื่อนั้นความยึดติดและลุ่มหลงก็จะบังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับรากไม้ที่ชอนไชเข้าบีบรัดหัวใจ เขาจะคิดว่าฉันคือเทพธิดาที่มาช่วยปลดปล่อยเขาจากความทุกข์ทรมาน หารู้ไม่ว่าฉันคือปีศาจร้ายที่กำลังจะลากเขาลงสู่นรกอเวจีแห่งราคะ

    ฉันนึกถึงแพรพิมพ์ เพื่อนรักที่แสนซื่อสัตย์ของฉัน รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาของเธอมันช่างน่ารำคาญจนฉันอยากจะฉีกทึ้งมันออกเป็นชิ้นๆ การแก้แค้นที่ดีที่สุด ไม่ใช่การฆ่าให้ตาย แต่คือการทำลายสิ่งที่พวกเขารักและหวงแหนที่สุดให้พังทลายลงต่อหน้าต่อตา ฉันอยากจะเห็นสีหน้าของพิมพ์ในวันที่เธอรู้ว่า สามีสุดที่รักของเธอนั้น แอบมาคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความรักจากฉัน

    นี่คือห้องทดลองกิเลสตัณหาส่วนตัวของฉัน และผู้ชายพวกนี้ก็เป็นเพียงหนูทดลองที่ฉันจะใช้สติปัญญาและเรือนร่างของฉันเข้าควบคุม ฉันหลับตาลง สูดดมกลิ่นหอมของความสำเร็จและอำนาจที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ ค่ำคืนนี้ยาวนานนัก แต่ฉันก็พร้อมที่จะตื่นขึ้นมาพบกับวันใหม่... วันที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย สำหรับใครบางคนอย่างแน่นอน

    สายลมยามค่ำคืนพัดแรงขึ้น หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะร่าง แต่ฉันกลับรู้สึกร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยาน ฉันจินตนาการถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวังของผู้ชายเหล่านั้นตอนที่รู้ตัวว่าถูกหลอกลวง มันช่างเป็นภาพที่งดงามและน่ารื่นรมย์เสียนี่กระไร

    "เตรียมตัวรับมือให้ดีเถอะ... พวกคนรวยจอมปลอมทั้งหลาย" ฉันพึมพำกับตัวเอง เสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความอาฆาตและอำนาจที่พร้อมจะทำลายล้าง "เกมกระดานใหม่ได้ถูกกางออกแล้ว และฉัน... พราวรินทร์... จะเป็นคนกำหนดกติกาและตอนจบของพวกแกทุกคน"

    ฉันยกแก้วไวน์ขึ้นสูงราวกับกำลังดื่มอวยพรให้กับชัยชนะที่กำลังจะมาถึง ก่อนจะกระดกรวดเดียวจนหมดแก้ว รสชาติความหอมหวานของไวน์ชั้นเลิศผสมผสานกับความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใจ ฉันหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องเพนท์เฮาส์สุดหรู ทิ้งวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง พร้อมที่จะเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต... บทบาทของนักล่าที่สวยงาม เยือกเย็น และอันตรายที่สุดในเกมแห่งกิเลสตัณหานี้

    การกระทำต่อไปของฉันคือการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์พฤติกรรม และคัดเลือกเหยื่อรายแรกที่จะมาสังเวยในสมรภูมิรบแห่งนี้ มันต้องเป็นคนที่คู่ควร เป็นคนที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งฐานะ หน้าตาทางสังคม และที่สำคัญที่สุด... ต้องมีความลับดำมืดที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมแห่งความสมบูรณ์แบบ ฉันจะขุดคุ้ยมันขึ้นมา และใช้มันเป็นอาวุธทิ่มแทงหัวใจของพวกเขาให้แหลกสลาย

    ลาก่อนตัวฉันในอดีตที่อ่อนแอและโง่เขลา ยินดีต้อนรับพราวรินทร์คนใหม่... ผู้หญิงที่จะทำให้ผู้ชายทั้งโลกต้องคุกเข่าสยบแทบเท้า และจดจำชื่อของเธอไปจนวันตาย

    นิยายแนะนำ