บทที่ 15
ปราศจากมารยาท
ช่างเป็เหตุผลที่ฟังดูดียิ่งนัก เห็นได้ชัดว่านางมาที่นี่เพื่อลงโทษคนผิด และสิ่งที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อจิ่งหรง! เมิ่งอวิ๋นเสียงเริ่มกลอกตา
“สิ่งที่เยวี่ยเอ๋อพูดนั้นสมเหตุสมผลแล้ว”
มีเสียงดังขึ้นนอกโรงเก็บฟืน เพียงแค่ได้ยินเสียงโดยยังไม่ทันได้เห็นตัวคนพูด เมิ่งอวิ๋นเสียงใช้นิ้วเท้าคิดก็รู้ว่านั่นคือจิ่งหรงนั่นเอง
แน่นอนว่าเขาสวมเสื้อคลุมสีดำที่ปักดิ้นทอง บนศีรษะของเขาสวมมงกุฎหยก เขาเดินมาด้วยท่าทางสง่างามและเย่อหยิ่ง
เมื่อเขาเห็นเจียงหลูเยวี่ยนอนอยู่ที่พื้นพลางกุมข้อมือสีแดงของตนอยู่ สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนลง ดูเหมือนนางลังเลที่จะพูด ขณะที่ปี้เหลียนถูกจับตัวไว้แน่นโดยมีน้ำตาอาบใบหน้า
ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความสงสาร เขารีบเข้าไปพยุงเจียงหลูเยวี่ยอย่างรวดเร็ว แล้วยกข้อมือของนางขึ้นเพื่อตรวจสอบ จู่ ๆ ก็มีรอยสีแดงปรากฏบนผิวที่ขาวกระจ่างใสราวกับหยกของนาง
เมิ่งอวิ๋นเสียงเห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะโมโห นางเพิ่งบีบข้อมือไปจึงเป็ไปไม่ได้ที่นางจะาเ็เช่นนี้
จิ่งหรงจ้องมองเมิ่งอวิ๋นเสียง ดวงตาของเขาเ็าราวกับน้ำแข็ง
เมิ่งอวิ๋นเสียงเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วถอนหายใจอย่างโกรธเคือง “ท่านมองอะไร นางทำตัวเอง เื่บ้านี่เกี่ยวอะไรกับข้า!”
“พูดจาหยาบคาย!” จิ่งหรงดุด้วยสีหน้าโกรธจัด “ในฐานะที่เ้าเป็ไท่จื่อเฟยผู้มีเกียรติ แต่เ้ากลับไปเที่ยวในสถานที่อย่างเ้าสำราญราวเมามายในความฝัน หากข่าวนี้แพร่ออกไป... รู้หรือไม่ว่าคำครหาของคนนั้นน่ากลัวเพียงใด?”
เจียงหลูเยวี่ยแสร้งทำเป็ประหลาดใจ นางมอง เมิ่งอวิ๋นเสียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ ราวกับ เมิ่งอวิ๋นเสียงได้ลงมือก่ออาชญากรรมร้ายแรง
“พี่สาวทำเช่นนั้นได้อย่างไร...”
แน่นอนว่าคำพูดของนางทำให้ดวงตาของจิ่งหรงเคร่งขรึมขึ้นทันที เขาหรี่ตามองเมิ่งอวิ๋นเสียงราวจะสื่อว่าการกระทำของนางครั้งนี้... ไม่เหมาะสมเป็อย่างยิ่ง
หญิงสาวไม่มีท่าทีสำนึกผิด นางผลักปี้เหลียนออกไปก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นและเยาะเย้ยเขา “ไท่จื่อ ข้าแค่ร่ำสุรากับอาฮวาและไม่ได้ไร้มารยาทถึงเพียงนั้น หากไม่ใช่เพราะท่านโกรธจัดเสียจนจับกุมข้ามาอย่างเอิกเกริก มันจะเกิดความโกลาหลถึงเพียงนี้ได้อย่างไรเพคะ?”
เมิ่งอวิ๋นเสียงนิ่งเงียบเมื่อพูดจบ ก่อนจะยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “ตอนนี้มีข่าวลือว่าไท่จื่อพาหญิงโสเภณีมาเก็บไว้เป็การส่วนตัว หากข่าวลือดังกล่าวรั่วไหลออกจากวัง...”
จิ่งหรงแทบรอไม่ไหวที่จะกำจัดรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง เขาหันหน้ามาตะคอกด้วยความโมโห “เ้าอยากถูกขังเดี่ยวอีกใช่หรือไม่!”
เมิ่งอวิ๋นเสียงยักไหล่แล้วกล่าวว่า “แล้วแต่ท่านเลยเพคะ ไท่จื่อเฟยผู้นี้ไม่ได้ทุกข์ร้อนและจะไม่ขัดพระบัญชาเพคะ” หลังจากพูดเช่นนั้นแล้วนางก็ก้าวขาพลางฮัมเพลงเล็กน้อย เพื่อเตรียมจะเดินออกจากประตูโดยไม่สนใจท่าทางของจิ่งหรงเลย
สีหน้าของจิ่งหรงบูดบึ้งขณะจ้องมองแผ่นหลังของ เมิ่งอวิ๋นเสียง ดวงตาของเขาจับจ้องนางแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เจียงหลูเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วมองดูเขาอย่างกังวล “ไท่จื่อ ถึงแม้ว่านี่จะเป็ความผิดของพี่สาว แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการควบคุมข่าวลือนะเพคะ”
ฝีเท้าของเมิ่งอวิ๋นเสียงที่กำลังก้าวออกจากประตูหยุดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าของนางเ็า การแสดงออกบนใบหน้าของ จิ่งหรงอ่อนลงเล็กน้อย เขาหยิบข้อมือสีแดงของนางมาถูที่ฝ่ามือของตนแล้วพูดเบา ๆ ว่า “เยวี่ยเอ๋อ เ้ายังคงเข้าใจสถานการณ์โดยรวมเสมอ และเ้าาเ็เช่นนี้เพราะช่วยข้า”
เจียงหลูเยวี่ยเงยหน้ามองเมิ่งอวิ๋นเสียงอย่างสงบ แล้วพูดต่อว่า “นี่คือสิ่งที่เยวี่ยเอ๋อต้องกระทำอยู่แล้ว หวังแต่เพียงว่าไท่จื่อจะหยุดถือโทษโกรธพี่สาวเพคะ...”
เมิ่งอวิ๋นเสียงฟังแล้วรู้สึกคลื่นไส้ แม่ดอกบัวขาวนี้แน่ใจได้อย่างไรว่ามันเป็ความผิดของนาง? ส่วนจิ่งหรงก็ยังคงอยู่ที่นั่น แสร้งทำเป็เห็นด้วยกับนาง
เจียงหลูเยวี่ยเหลือบมองปี้เหลียนข้างกายนาง แล้วส่งสัญญาณให้นางถอยออกไป
ปี้เหลียนทำหน้าบูดบึ้ง นางขมวดคิ้วและห่อไหล่เมื่อเห็นเช่นนี้ ก่อนจะเดินออกไปโดยทิ้งเจียงหลูเยวี่ยไว้ด้วยใบหน้าที่ไม่เต็มใจ
เมื่อทั้งสองคนเดินผ่านเมิ่งอวิ๋นเสียง คำพูดเย้ยหยันก็ลอยเข้าหูของเจียงหลูเยวี่ย “เ้าชอบตามล้างตามเช็ดเื่ของผู้อื่นสินะ”