ตลอดหลายวันที่ผ่านมาซูเจียวเจียววุ่นอยู่กับการทำงานในเวลากลางวันและใช้เวลา่กลางคืนติวหนังสือให้เซียวหยวนิจนเกือบจะลืมเื่ของโจวเม่ยกับหลินเฟิงไปเสียสนิทจนกระทั่งในบ่ายวันหนึ่งขณะที่เธอกับเซียวหยวนิกำลังเดินกลับบ้านหลังจากทำงานในไร่นาเสร็จก็บังเอิญพบโจวเม่ยเข้าโดยไม่คาดฝัน
เพียงไม่กี่วันเท่านั้นโจวเม่ยก็คล้ำลงไปหลายส่วน รูปร่างผอมซูบไปมากดวงตาที่เคยมีประกายสดใสกลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา ทั่วทั้งร่างดูโรยราห่อเหี่ยวราวกับเพิ่งผ่านพ้นความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง
โจวเม่ยเห็นซูเจียวเจียวเธอพบว่าซูเจียวเจียวก็ทำงานหนักไม่แพ้กัน แต่ผิวของเธอก็ยังคงขาวผ่องไร้ที่ติและด้วยอากาศที่ร้อนระอุ จึงทำให้ใบหน้าของเธอมีเืฝาดแดงเรื่อเล็กน้อยกลับดูงดงามยิ่งขึ้นไปอีกเธอมองเห็นว่าซูเจียวเจียวในตอนนี้ดูมีเสน่ห์ยวนใจมากขึ้นกว่าเดิมแถมยังน่าหลงใหลอีกด้วย
ซูเจียวเจียวในอดีตนั้นงดงามก็จริงแต่ความงามนั้นแฝงไว้ด้วยความอ่อนเยาว์และไร้เดียงสา ราวดอกไม้ที่ยังตูมบานหากแต่ซูเจียวเจียวในวันนี้กลับคล้ายลูกท้อสุกฉ่ำ น่าลิ้มลองเป็อย่างยิ่ง
ช่างแปลกพิลึกเสียจริง
โจวเม่ยจ้องมองซูเจียวเจียวด้วยความริษยาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “บางคนก็เกิดมาโชคดีนักอาศัยแค่ความเ้าเล่ห์เพทุบาย ผู้ชายก็รีบเร่งมาช่วยทำงาน”
ไม่เหมือนเธอที่ต้องทำงานหนักอยู่คนเดียวมาหลายวันทุกวันต้องทำแต้มคะแนนงานให้ได้ครบสิบแต้ม จนปวดเอวแทบจะยืนตรงไม่ไหว!
ทั้งหมดนี้เป็เพราะซูเจียวเจียว!
และอีกอย่างเยว่เผิงไห่ที่เคยตามตื๊อเธอก็เลิกสนใจไปแล้ว ไม่เคยมาถามไถ่สักคำไม่ต้องพูดถึงการนำของอร่อยมาให้กินหรือช่วยทำงาน
หากไม่ใช่เพราะฮั่วเจี้ยนจงพูดจาเหลวไหลละก็เยว่เผิงไห่จะรู้เื่จดหมายรักได้อย่างไร!
สาเหตุที่ฮั่วเจี้ยนจงพูดเื่นั้นออกมาก็ต้องเป็เพราะซูเจียวเจียวอย่างแน่นอน!
ซูเจียวเจียวผู้หญิงสารเลวคนนี้!
ทำไมเธอต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากส่วนซูเจียวเจียวกลับใช้ชีวิตอย่างสุขกายสบายใจ!
เมื่อคิดดังนั้นสายตาที่โจวเม่ยมองซูเจียวเจียวก็ยิ่งลุกเป็ไฟราวกับ้าเขมือบซูเจียวเจียวทั้งเป็
ซูเจียวเจียวไม่รู้สึกโกรธเคืองเธอเผยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นางจิ้งจอกได้หรอกนะคะเพราะบางคนก็ขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่มีวาสนาถึงขนาดนั้น”
โจวเม่ยโกรธจัด“เธอว่าใครขี้ริ้วขี้เหร่?”
เซียวหยวนิก้าวเท้าไปข้างหน้าร่างสูงใหญ่ยืนขวาง ใบหน้าคล้ำเล็กน้อยปรากฏแววเ็าและดุดัน“ใครตอบรับก็คนนั้นแหละขี้ริ้วขี้เหร่”
“...”โจวเม่ยเงียบกริบในทันที
ถ้อยคำทั้งหมดที่เตรียมไว้เมื่อเห็นเซียวหยวนิผู้สูงใหญ่กำยำ ก็ถูกกลืนลงคอไปจนหมดสิ้น
เซียวหยวนิดูดุดันถึงเพียงนี้ไม่รู้ซูเจียวเจียวไปชอบเขาได้อย่างไร
แต่เธอได้ยินมาว่าผู้ชายชนบทมักจะชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพราะพวกเขาไม่มีความรู้ และเชื่อว่าการตีภรรยาคือการสร้างอำนาจบารมีเป็เื่น่าภูมิใจ หากภรรยาไม่กลัวสามี ก็แสดงว่าสามีไร้ความสามารถ
ดังนั้นเธอมาที่กองผลิตแห่งนี้ได้เพียงปีเดียวก็เห็นผู้ชายหลายบ้านตีภรรยาตัวเองอย่างทารุณบางคนตีจนเสียงร้องไห้โหยหวนได้ยินไปถึงกลางดึก ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
เธอยังได้ยินมาว่าผู้ชายที่ดูดุดันมากเท่าไรก็ยิ่งชอบใช้ความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
ดูเซียวหยวนิสิดุดันถึงเพียงนี้ เวลาลงไม้ลงมือคงจะน่ากลัวที่สุด
ขอให้เซียวหยวนิตีซูเจียวเจียวให้ตายไปเลยจะดีที่สุด
โจวเม่ยส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆพลางหันหลังเดินจากไป
เซียวหยวนิกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เจียวเจียว อย่าไปโกรธคนแบบนี้เลย คุณเป็ภรรยาของผมผมช่วยคุณทำงานก็เป็เื่ที่สมควร”
ผู้ชายควรดูแลผู้หญิงของตนผู้ชายที่ปล่อยให้ผู้หญิงต้องลำบากคือผู้ชายที่ไร้ความสามารถ
ซูเจียวเจียวอดที่จะหัวเราะไม่ได้“ฉันไม่เคยโกรธเื่ที่ไม่คู่ควรหรอกค่ะ มันไม่คุ้มค่าเลยเอาเวลาที่ใช้ไปกับการโกรธ กลับบ้านไปทำอาหารกินดีกว่าค่ะเธอคนนั้นก็แค่พวกองุ่นเปรี้ยว พอไม่ได้กินก็โทษว่าเป็ความผิดขององุ่น”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเซียวหยวนิก็อ่อนโยนลง ดวงตาก็มีรอยยิ้มเล็กน้อย“ครับ! เรากลับบ้านไปทำอาหารกันเถอะ”
สองสามีภรรยากลับบ้านคนหนึ่งทำอาหาร คนหนึ่งซักผ้า แบ่งหน้าที่กันอย่างเหมาะสม
ซูเจียวเจียวเนื่องจากเธอมีฝีมือในการทำอาหารที่ดี จึงรับหน้าที่ทำอาหารเซียวหยวนิจึงไปที่แม่น้ำเพื่อซักผ้าอย่างสมัครใจ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาทั้งสองก็แบ่งหน้าที่กันเช่นนี้เสมอ
ในวันนั้นเซียวหยวนิไปซักผ้าที่แม่น้ำตามปกติและถูกผู้ชายหลายคนซึ่งกำลังล้างมือล้างเท้าอยู่ริมแม่น้ำหัวเราะเยาะ“เฮ้ย หยวนิ มาซักผ้าอีกแล้วเหรอ? ฮ่าๆๆนายนี่มันขยันจริงๆ! ขยันกว่าเมียที่บ้านเสียอีก”
“เป็อะไรไป? ซูเจียวเจียวไม่ซักผ้าให้นายเหรอ?”
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นเป็ระลอก
เซียวหยวนิแกล้งทำเป็ไม่ได้ยินหยิบเสื้อผ้าในกะละมังขึ้นมาซัก
คนพวกนี้ก็แค่พวกองุ่นเปรี้ยว
พวกเขาเห็นว่าเขามีภรรยาที่งดงามอย่างเจียวเจียวแถมยังเป็คนเมือง เป็นักเรียนมัธยมปลายอีกต่างหาก พวกเขาจึงรู้สึกอิจฉาเมื่อมีโอกาสจึงจิกกัดเขาไม่หยุด
แต่เขาก็ไม่เคยสนใจเพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าเจียวเจียวของเขาดีแค่ไหน
“บางคนก็ชอบเป็วัวเป็ควายให้คนอื่น” หลี่เอ้อร์โก่วที่เดินผ่านมาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชันสายตาเต็มไปด้วยความดูถูก
กระทั่งในใจเขาก็ยังรู้สึกโชคดีที่แม่ของเขาเตือนไม่ให้แต่งงานกับซูเจียวเจียวมิฉะนั้นใครที่แต่งงานกับซูเจียวเจียวก็จะต้องเป็กรรมกรอย่างแน่นอน
ก็จริงอย่างที่ว่า!
เขาเห็นกับตาว่าเซียวหยวนิั้แ่แต่งงานกับซูเจียวเจียวก็ทำงานสิบสองแต้มคะแนนงานต่อวัน ขณะที่ซูเจียวเจียวทำงานแค่สี่แต้มคะแนนงานต่อวันฮ่าๆๆ หลานชายอายุสิบขวบของเขายังทำงานได้สี่แต้มคะแนนงานต่อวันเลย
ตอนนี้ซูเจียวเจียวถึงขนาดไม่ซักผ้าไม่รู้ว่าผู้หญิงแบบนี้แต่งมาทำไม หรือจะเอามาตั้งประดับไว้หรือ?
มีแต่คนโง่อย่างเซียวหยวนิเท่านั้นที่จะเห็นเธอเป็ของล้ำค่า
“โครม!”
จู่ๆก็มีน้ำกระเด็นขึ้นมาจากแม่น้ำกระเซ็นใส่หน้าเซียวหยวนิเต็มๆ
เซียวหยวนิเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลี่เอ้อร์โก่วที่อยู่ไม่ไกลยังไม่ไปไหนแต่ตั้งใจเตะหินก้อนหนึ่งลงไปตรงหน้าเขา ทำให้น้ำกระเซ็นใส่หน้าเขาเต็มๆ
เซียวหยวนิถลึงตาใส่เขากลั้นความโกรธไว้ และซักผ้าต่อ
ทว่าก็มีน้ำกระเซ็นขึ้นมาอีกครั้งคราวนี้ไม่เพียงกระเซ็นใส่หน้าเขาเต็มๆ เท่านั้นแต่ยังทำให้เสื้อผ้าของเขาเปียกปอนไปหมด
เซียวหยวนิยืนขึ้นด้วยสีหน้ามืดครึ้มเงยหน้ามองหลี่เอ้อร์โก่วที่อยู่บนฝั่ง “หาเื่กันงั้นหรือ?”
หลี่เอ้อร์โก่วเชิดคอ“ถนนนี้เป็ของทุกคน ฉันแค่เผลอเตะหินก้อนเดียวเท่านั้น”
“เซียวหยวนิผู้นี้ ไม่เคยหาเื่ใคร แต่ก็ไม่เคยเกรงกลัวใครเช่นกัน!”เซียวหยวนิก้าวเท้าเข้าไปหาหลี่เอ้อร์โก่วสีหน้าของเขาดุดันจนหลี่เอ้อร์โก่วใรีบวิ่งหนี
“เฮ้อ!”
ทุกคนต่างคิดว่าจะมีเื่สนุกให้ดูแต่ไม่คิดว่าหลี่เอ้อร์โก่วจะขี้ขลาดถึงเพียงนี้
หลี่เอ้อร์โก่วเดินกลับบ้านด้วยความอึดอัดใจระหว่างทางเจอนางหลี่ที่กำลังหาบถังอุจจาระอยู่เขาจึงรีบเอามืออุดจมูกด้วยความรังเกียจ
นางหลี่เห็นเขามีสีหน้าบึ้งตึงจึงถามว่า “ลูกรัก เป็อะไรไป? ใครทำให้ลูกโกรธหรือ?”
นางหลี่ตัวไม่สูงนักเธอแบกถังอุจจาระสองถังอย่างยากลำบากเธอตั้งใจจะใช้เวลา่เที่ยงนี้ไปใส่ปุ๋ยในที่ดินส่วนตัวของครอบครัวเธอก้าวเดินโยกเยกไม่มั่นคง ทำให้น้ำอุจจาระหกออกมาบางส่วน
“แม่ ถังของแม่เหม็นจะตายอยู่แล้ว รีบถอยห่างจากผมไปให้ไกลๆ เลย” หลี่เอ้อร์โก่วรีบถอยหลังไปหลายสิบก้าว
นางหลี่ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนเธอค่อยๆ วางถังอุจจาระลง แล้วเดินเข้าไปถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?ใครรังแกลูก? บอกแม่มาแม่จะไปด่าให้มันไม่มีที่ยืนเลย!”