บรรยากาศการประมูลเป็นไปอย่างครึกครื้น ทุกคนต่างตื่นเต้นกับของที่ถูกนำออกมากประมูล นั่นเพราะมีของล้ำค่าเข้าร่วมมากมาย สมุนไพรของมู่เฉินถือเป็นหนึ่งในนั้น มันประมูลได้ถึงสามแสนหินปราณ “ของชิ้นต่อไป เป็นชิ้นสุดท้ายสำหรับวันนี้และเป็นของที่มีค่ามากที่สุด” ปี้เสวียนกล่าวขึ้น เสียงพูดคุยในห้องโถงเงียบลงทันที มู่เฉินเองก็วางจอกสุราลงและหันไปจ้องมองยังเวทีประมูล “ของชิ้นสุดท้ายคือเตาหลอมวิหกขับขานที่แสนลึกลับ แม้จะเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่ก็ไม่อาจใช้มันได้ แน่นอนว่ามันย่อมไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป ราคาประมูลเริ่มต้นที่ห้าแสนหินปราณ” สิ้นเสียงปี้เสวียน ทุกคนในห้องโถงต่างจับจ้องไปยังเตาหลอมที่แกะสลักลวดลายวิหกอย่างวิจิตงดงาม “หกแสน มันต้องเป็นของข้า” นักหลอมโอสถชราผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้น “เจ็ดแสน”
“เจ็ดแสนห้าหมื่น”
“แปดแสน” ราคาการประมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว “หนึ่งล้านหินปราณ จอมยุทธ์ทั้งหลาย ข้าเหยากวนจากสำนักหลินกวง โปรดไว้ไมตรีกับข้าด้วย” เสียงชายวัยกลางคนดังออกมาจากห้องรับรองที่สาม “ผู้อาวุโสเหยากวนจากสำนักหลินกวง?”
“ครั้งนี้ข้าคงพลาดโอกาสแล้ว”
“ทำเช่นไรได้ คงไม่มีใครอยากขัดใจสำนักหลินกวง” ผู้ร่วมประมูลต่างร่ำร้องเสียดายเมื่อเห็นการปรากฏตัวของเหยากวน สำนักหลินกวงเป็นสำนักอันดับหนึ่งของเมืองร้อยบรรพตและเหยากวนก็เป็นผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงไม่น้อย ทุกคนจึงได้แต่ล้มเลิกการแข่งขันประมูล เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่เหยากวนคาดคิดก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของเขา วันนี้เขาตัดสินใจเข้าร่วมงานประมูลคงไม่เสียเที่ยวแล้ว “หนึ่งล้านสองแสน” รอยยิ้มเหยากวนหายไปทันทีเมื่อมีเสียงดังออกมาจากห้องรับรองที่หนึ่ง ทุกสายตาในโถงประมูลย้ายจากห้องรับรองที่สามไปยังห้องที่หนึ่งทันที “ผู้อาวุโสจากห้องรับรองที่หนึ่ง ข้าขอทราบนามท่านได้หรือไม่?” เหยากวนพูดอย่างสุภาพ แม้จะสงสัยแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์ของตงเขอเขาจึงไม่กล้าส่งปราณเข้าไปตรวจสอบ “แก่นแท้ขั้นสูงสุด ด้วยระดับเพียงเท่านี้กลับกล้าถามนามของข้ารึ?” มู่เฉินตอบกลับอย่างเยือกเย็น ตรวจสอบพลังได้แม้กระทั้งแก่นแท้ขั้นสูงสุด คนผู้นี้ย่อมอยู่ระดับปราชญ์อย่างแน่นอน นี่เป็นความคิดของคนทั้งหมด จะมีก็เพียงหญิงสาวทั้งสี่ในห้องรับรอบที่หนึ่งเท่านั้นที่ทราบความจริงและยกมือปิดปากกลั้นอาหารขำแทบไม่ได้ “เอ่อ...ข้า...ข้าขออภัย เชิญผู้อาวุโสรับเตาหลอมนี้ด้วย ข้าจะจ่ายค่าประมูลทั้งหมดเพื่อเป็นการขออภัยเรื่องที่เกิดขึ้น” เหยากวนรีบกล่าวเอาใจมู่เฉิน แม้จะเสียดายหินปราณจำนวนมหาศาล แต่เขาไม่มีทางเลือก หากทำให้ระดับปราชญ์โกรธเคือง แม้จะมีเก้าชีวิตคงไม่เพียงพอ “ย่อมได้ แต่ราคาหนึ่งล้านสองแสนมันยังไม่เหมาะสมกับของล้ำค่าเช่นนี้ งั้นเปลี่ยนเป็นหนึ่งสองล้านเป็นอย่างไร?” มู่เฉินตอบกลับ คำพูดมู่เฉินแทบทำให้เหยากวนกระอักเลือดออกมา เขามีหินปราณทั้งหมดเพียงหนึ่งล้านห้าแสนเท่านั้นแต่มู่เฉินกลับให้ราคาเตาหลอมถึงสองล้าน แล้วเขาจะทำเช่นไรได้? “เอ่อ...ข้ามีหินปราณเพียงหนึ่งล้านห้าแสน หวังว่าผู้อาวุโสจะเมตตา” เหยากวนตอบอย่างเศร้าหมอง “เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เจ้าจ่ายมาหนึ่งล้าน ส่วนที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของจอมยุทธ์ในห้องรับรองที่สองเป็นอย่างไร?” สิ้นสุดคำพูดมู่เฉิน จงเก๋อที่กำลังดื่มสุราถึงกับพ่นมันออกมาอย่างตกตะลึง เหตุใดมาลงที่เขา? หรือเพราะเขาไปล่วงเกินหลิวหลิงอย่างนั้นรึ? “ข้ากำลังถามจอมยุทธ์จากห้องที่สอง เหตุใดไม่มีการตอบรับ?” มู่เฉินกล่าวย้ำ “ข้า ข้ายินดีทำตามที่ผู้อาวุโสกล่าว” จงเก๋อตอบอย่างหวาดกลัว “ดี ดียิ่ง งั้นเป็นไปตามนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เฉินหัวเราะอย่างมีความสุข มันช่างแตกต่างจากจงเก๋อและเหยากวนที่ทำหน้าเหมือนกับกำลังกินอาจมไม่ผิดเพี้ยน ผู้คนที่เหลือในห้องโถงต่างตกตะลึง นี่มันไม่ใช่การประมูลแล้ว มันเป็นการปล้นชิงอย่างเห็นได้ชัด สิ้นสุดการประมูล ผู้ร่วมประมูลทะยอยเดินทางกลับ มีเพียงมู่เฉินผู้เดียวที่ยังคงอยู่ในห้องรับรองและออกจากหอประมูลเป็นคนสุดท้าย มิใช่เขาต้องการอยู่ต่อแต่เขาออกไปไม่ได้ หากตัวตนเขาถูกเปิดเผยคงไม่อาจมีชีวิตรอดในวันนี้ กว่าทุกคนจะออกจากหอประมูลหมดก็เป็นเวลาค่ำแล้ว มู่เฉินรับของที่ประมูลและเตรียมตัวออกเดินทางทันที “เจ้าจะไปที่ใด? เจ้ากลับตระกูลไม่ได้มิใช่รึ?” ยู่เหยียนถามขึ้นเมื่อเห็นมู่เฉินกำลังจะจากไป “ข้ายังไม่แน่ใจ” มู่เฉินตอบอย่างลังเล “เหตุใดเจ้าไม่พักที่นี่ก่อน ข้าจะให้หลิวหลิงเตรียมที่พักให้” “ขอบคุณเจ้ามาก แต่ข้ามีเรื่องต้องกระทำ วันหน้าข้าจะมาใหม่” มู่เฉินตอบด้วยรอยยิ้มแล้วหมุนตัวจากไป มู่เฉินเดินไปตามถนน เขาเลือกซื้อของมากมาย ทั้งของกินของใช้และที่สำคัญเขาไม่ลืมที่จะกักตุนสุราเลิศรสจำนวนมาก ตอนนี้เขาไม่ใช่คนยากจนเช่นกาลก่อนอีกต่อไปแล้ว
หลังจากพ้นเขตเมืองร้อยบรรพต มู่เฉินตรงไปยังถ้ำหลังน้ำตกซึ่งเป็นที่ซ่อนดาบชิวหลงเมื่อครั้งก่อน เขาจุดคบเพลิงและเดินเข้าไปด้านในสุด จากนั้นนำกล่องลึกลับจากการประมูลออกมา เลือดหนึ่งหยดจากปลายนิ้วร่วงลงบนผิวของกล่อง เกิดแสงสว่างขึ้นเล็กน้อย จากนั้นกลไกก็ถูกปลดออก มู่เฉินเปิดฝากล่องขึ้นด้วยความตื่นเต้น ‘แผ่นหนัง?’ มู่เฉินขอความคิดเห็นจากหลินเยว่ ‘ข้าไม่ทราบ ข้าเองก็ไม่เคยพบมันมาก่อน แต่มันต้องเกี่ยวข้องกับสายเลือดเจ้าอย่างแน่นอน’ นางตอบอย่างครุ่นคิด มู่เฉินหยิบแผ่นหนังที่พับอยู่ในกล่องขึ้นมา หลังจากเปิดคลี่ออกพบว่ามันเป็นแผ่นหนังสี่เหลี่ยมกว้างยาวด้านละสองฉื่อ*(1ฉื่อ = 10นิ้ว) บนแผ่นหนังเป็นภาพวาดแผนที่ขนาดใหญ่ ในภาพประกอบด้วยเมืองน้อยใหญ่มากมาย กึ่งกลางภาพวาดมีเส้นแบ่งแผนที่ออกเป็นสองส่วน นอกจากนี้ในภาพวาดยังมีจุดสัญลักษณ์แปลกตากระจายตัวอยู่มากมาย ‘นี่มัน...แผนที่ต้นกำเนิดและผังเขตแดนเทวะ’ หลินเยว่ตะโกนลั่น ‘มันคือสิ่งใด?’ ท่าทีหลินเยว่ทำให้มู่เฉินตื่นเต้นตามไปด้วย ‘สวรรค์โปรด ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริง’ นางยังคงไม่หายจากอาการตื่นตะลึง ‘มันก็คือแผนที่ของแดนชิวเทียนที่เจ้าอาศัยอยู่ตอนนี้’ นางพูดต่ออย่างเหม่อลอย ‘ก็แค่แผนที่เท่านั้น ข้าคิดว่าในเมืองน่าจะหาซื้อได้ไม่ยาก เหตุใดเจ้าดูตื่นตะลึงเช่นนี้?’ มู่เฉินถามด้วยความสงสัย ‘ถ้าแผนที่ทั่วไปก็คงเป็นเช่นนั้น แต่นี่มันต่างออกไป...’ หลินเหยว่เล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับแผนที่ต้นกำเนิดให้เขาฟัง ยิ่งรับฟังดวงตามู่เฉินก็ยิ่งเปิดกว้าง เรื่องราวเกี่ยวกับมันช่างเต็มไปด้วยปริศนาที่ไม่อาจเข้าใจได้แต่เขาก็พอจับเค้าลางได้บางส่วน แผนที่ต้นกำเนิดมีที่มาไม่ชัดเจน มันมีเพียงเรื่องเล่าที่กล่าวถึงมันในแง่มุมต่างๆเท่านั้น เรื่องเล่ากล่าวว่ามันถูกสร้างก่อนที่จะมีดินแดนชิวเทียนแห่งนี้ ผู้ที่ได้ครอบครองหากมีบุญวาสนาและความแข็งแกร่งมากพอ จะสามารถไขปริศนาทั้งหมดของดินแดนชิวเทียนและก้าวไปสู่แดนสวรรค์ได้ ทุกลัญลักษณ์ทุกลายเส้นในแผนที่ล้วนแต่มีความหมายซ่อนอยู่ และมันจะนำพาผู้ถือครองฝ่าทะลวงกฏเกณฑ์ฟ้าดินไปได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความลับอีกประการหนึ่ง คือแผนที่ต้นกำเนิดซ่อนผังเขตแดนเทวะไว้ภายใน แม้จะไม่ทราบว่าผังเขตแดนเทวะคือสิ่งใดแต่เป็นที่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการก้าวไปสู่แดนสวรรค์ ‘มันเกินจริงไปหรือไม่?’ มู่เฉินถามหลินเยว่อย่างครุ่นคิด ‘ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย ความจริงแล้วมันยิ่งใหญ่กว่าเรื่องเล่าพวกนี้เป็นอย่างมาก’ ‘เจ้ารู้ความลับของมัน?’ มู่เฉินถามอย่างเร่งร้อน ‘ไม่ ข้ารู้เฉพาะเรื่องเบื้องหลังของมันเท่านั้น’ น้ำเสียงนางดูเศร้าหมองลง เมื่อหวนคิดถึงอดีตที่ไม่น่าจดจำนัก ‘ห้ามเจ้าถามต่อ เจ้ายังไม่พร้อมสำหรับเรื่องนั้น วันใดที่เจ้าไขปริศนาของมันจนหมดย่อมจะรู้เอง’ มู่เฉินกำลังจะเอ่ยถาม กลับถูกนางขวางไว้เสียก่อน เขารู้ว่าหากนางพูดเช่นนี้ไม่มีทางที่เขาจะรับรู้เรื่องราวใดอีก จึงทำได้เพียงถอนหายใจอย่างเสียดายเท่านั้น ‘แล้วข้าจะไขปริศนาในแผนที่ได้อย่างไร?’ มู่เฉินเปลี่ยนประเด็น ‘ข้าไม่ทราบ เรื่องนี้เจ้าต้องทำด้วยตนเอง ข้าจะพักผ่อนแล้ว’ สิ้นเสียงนางก็เงียบหายไปเช่นเคย หลังจากนั่งมองแผนที่อยู่นานนับชั่วยามแต่ไม่สามารถตรวจพบสิ่งไดได้แม้แต่น้อย มู่เฉินจึงตัดสินใจจดจำแผนที่และสัญลักษณ์ทั้งหมดไว้ในหัว เมื่อมีโอกาสเขาจะไปยังจุดสัญลักษณ์เหล่านั้นเพื่อหาคำตอบของมัน ค่ำคืนมืดมิดผ่านไปอย่างรวดเร็ว มู่เฉินตื่นขึ้นมายามเช้าพร้อมกับความสดใส หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเขานำเอาเตาหลอมวิหกขับขานออกมาวางไว้กึ่งกลางถ้ำ “การหลอมโอสถมีสองวิธี วิธีแรกใช้ไฟภายนอก วิธีที่สองใช้ไฟภายใน” มู่เฉินท่องตำราหลอมโอสถเบื้องต้นที่เขาจดจำมา หลอมด้วยไฟภายนอกคือการใช้ไฟจากผลึกอัคคีเป็นพลังงานในการหลอมโอสถ วิธีนี้ทำได้ง่ายดายแต่จะได้โอสถที่ไม่บริสุทธิ์มากนัก หลอมด้วยไฟภายในคือการใช้ปราณที่บริสุทธิ์หลอมโอสถ วิธีการนี้จะได้โอสถที่บริสุทธิ์มากกว่าแต่มันทำได้ยากยิ่ง เนื่องจากผู้หลอมโอสถจะต้องแบ่งสมาธิเพื่อควบคุมปราณและควบคุมการหลอมโอสถไปพร้อมๆกัน มู่เฉินหยิบผลึกอัคคีที่ซื้อมาจากหอประมูลยู่อิงออกมาจากแหวนมิติสามก้อนและวางมันไว้ที่ก้นเตาหอม จากนั้นส่งปราณทมิฬเข้าไปเพื่อกระตุ้นมัน ผลึกอัคคีทั้งสามก้อนเริ่มเผาใหม้ เขาเปิดฝาเตาหลอมออกและส่งสมุนไพรห้าชนิดเข้าไปตามตำราที่ศึกษามา ทันทีที่สมุนไพรกระทบผิวเตามันหลอมละลายอย่างรวดเร็ว จากนั้นไม่นานเริ่มเกิดกลุ่มควันลอยออกมาจากเตาหลอม น้ำสมุนไพรสีเขียวเริ่มกลั่นตัวให้มีความบริสุทธิ์ รอยยิ้มอย่างพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้ามู่เฉิน แต่มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจเพราะน้ำสมุนไพรที่กำลังกลั่นตัวเริ่มเดือดพล่าน ตู้ม!!! น้ำสมุนไพรที่กำลังกลั่นตัวให้บริสุทธิ์ระเบิดออกในช่วงสุดท้าย “คิดไว้แล้ว ว่ามันคงไม่ง่ายเช่นนั้น” เขาถอนหายใจอย่างเสียดาย หลังจากนั่งคิดทบทวนระยะหนึ่ง มู่เฉินก็เริ่มทำตั้งแต่ต้นใหม่อีกครั้ง ตู้ม!!! ผลออกมาเป็นเช่นเดิม ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!! ......... เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทดลองทั้งสิบครั้งล้วนล้มเหลว ‘เจ้าพักสักครู่ได้หรือไม่? หูข้าจะแตกอยู่แล้ว’ หลินเยว่ตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย ตั้งแต่มู่เฉินเริ่มหลอมโอสถ นางไม่สามารถตั้งสมาธิฝึกฝนได้แม้แต่น้อย ‘ใกล้จะสำเร็จแล้ว เจ้าทนอีกหน่อย’ มู่เฉินตอบแบบขอไปที ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!! สามครั้งต่อมายังคงเป็นเช่นเดิม แต่เมื่อสิ้นเสียงระเบิดครั้งสุดท้ายดวงตามู่เฉินกลับส่องประกายเจิดจ้าออกมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้ารู้แล้ว เตานี้ไม่สามารถใช้ผลึกอัคคีหลอมได้ มันยอมรับเพียงปราณที่บริสุทธิ์เท่านั้น” มู่เฉินหัวเราะด้วยความสุข จากการสังเกตด้วยสัมผัสเทวะมากกว่าสิบรอบ สุดท้ายเขาก็สามารถจับจุดได้ ทุกครั้งที่ขั้นตอนหลอมใกล้สำเร็จ เตาวิหกขับขานจะดูดกลืนปราณทมิฬที่ปะปนอยู่ในเปลวไฟอย่างรวดเร็ว และเมื่อปราณทมิฬที่มีอยู่หมดลง ทุกอย่างจะหยุดนิ่งและเกิดการระเบิดขึ้น ‘ผ่านไปถึงสิมสามรอบจึงจับสังเกตได้ เจ้าเป็นคนใช้สัมผัสเทวะได้แย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมา’ หลังจากเงียบไปนาน เสียงหลินเยว่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ‘แย่ที่สุดที่เคยเจอมา? เจ้าหมายความว่าเจ้าเคยเจอผู้อื่นที่ใช้ปราณทมิฬ เขาคือใคร? ช่วยบอกข้าที’ มู่เฉินเลิกสนใจการหลอมโอสถเมื่อได้ยินคำพูดของนาง ‘เอ่อ...ช่างมันเถอะ ข้าแค่พูดไปเรื่อย’ หลินเยว่พูดอย่างติดขัด ครั้งนี้ด้วยความดีใจที่เห็นมู่เฉินค้นพบความลับของเตาหลอม ทำให้นางเผลอหลุดปากออกมา ‘ข้าจะไปฝึกฝน เจ้าก็หลอมโอสถต่อไปเถอะ อย่าลืมผลึกสัตว์อสูรของข้าด้วย’ นางรีบกล่าวและหลับตาลงเพื่อฝึกฝนต่อโดยไม่สนอาการกระวนกระวายของมู่เฉินแม้แต่น้อย ‘เจ้า...เจ้า... เฮอะ จะมาก็มา จะไปก็ไป ช่างเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ใจยิ่งนัก’ มู่เฉินกล่าวอย่างหัวเสีย หลังจากขับไล่ความสงสัยออกไปได้ มู่เฉินกลับมาสนใจการหลอมโอสถอีกครั้ง มู่เฉินยื่นมือขวาออกไปแล้วปล่อยปราณทมิฬหมุนวนรอบเตาหลอม ลวยลายวิหกทั้งเก้าดูดกลืนปราณทมิฬอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น วิหกทั้งเก้าเปล่งประกายออกมาจนให้ความรู้สึกว่ามันมีชีวิตอยู่จริง มู่เฉินไม่รอช้า เขาใช้มือซ้ายโยนสมุนไพรทั้งห้าลงไปในเตา เกิดการหลอมละลายภายในพริบตาและเริ่มกระบวนการกลั่น สิ่งสกปรกที่เจือปนถูกกำจัดลอยฟุ้งเป็นกลุ่มควันขึ้นด้านบน ทุกลมหายใจที่ผ่านไปวิหกทั้งเก้ายิ่งเพิ่มความตระกละตระกรามมากขึ้น ปริมาณปราณในจุดตันเถียนมู่เฉินลดลงอย่างรวดเร็ว การกลั่นกินเวลาราวหนึ่งก้านธูป น้ำสมุนไพรก็เปล่งประกายสีเขียวมรกตออกมา จากนั้นวิหกทั้งเก้าจึงหยุดการดูดกลืนปราณทมิฬ มู่เฉินใช้ขวดหยกสามขวดรองรับน้ำสมุนไพรไว้ด้วยรอยยิ้ม “สำเร็จ!!! แต่มันสิ้นเปลืองปราณยิ่งนัก ทะเลปราณของข้าหายไปถึงสองส่วน” มู่เฉินพูดกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง โอสถที่มู่เฉินหลอมคือโอสถน้ำสมุนไพรวิญญาณ ซึ่งเป็นโอสถระดับหนึ่ง มันมีขั้นตอนเรียบง่ายไม่ซับซ้อนจึงเป็นโอสถชนิดแรกที่นักหลอมโอสถฝึกฝน “เรื่องเกี่ยวกับเจ้าผิดเพี้ยนหรือไม่? เหตุใดจึงบอกว่าแม้จะเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่ก็ไม่สามารถใช้งานเจ้าได้?” มู่เฉินหันมองเตาวิหกขับขานและพูดขึ้น ‘เฮอะ แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้เข้าใจมันแม้แต่น้อย คิดจริงหรือว่าการใช้งานเตาหลอมระดับนี้มันง่ายดั่งใจนึก?’ หลินเยว่พูดพร้อมกับถอนหายใจ ‘เจ้าหมายความเช่นไร? ข้าคิดว่ามันง่ายนิดเดียวในการใช้เตานี้ เจ้าไม่เห็นเมื่อครู่รึ? ข้าแค่ส่งปราณเข้าไป...เอ๊ะ!!! หรือว่าเตาวิหกขับขานมันเลือกชนิดของปราณด้วย?’ ‘นึกว่าจะบื้อจนคิดอะไรไม่เป็นเสียแล้ว’ หลินเยว่กล่าวประชดด้วยรอยยิ้ม