บทที่ 177 จางเสี่ยวเสียน
“ถึงฉันจะไม่รู้ว่าทำไมนักล่าแบบเธอต้องมาก่อกวนการทดสอบของฉัน อาจจะเพราะเธอไม่พอใจฉันเป็นการส่วนตัว หรือถูกใครบางคน “จ้าง” มา ถึงอย่างนั้น....การทดสอบของฉันจะไม่ผิดพลาดอย่างที่เธอคาดหวังแน่ ฉันจะไม่ทำให้เธอหรือคนที่อยู่เบื้องหลังของเธอสมหวัง”
เซิ่นหนิงกล่าวด้วยท่าทางสูงส่งเย็นชา สร้างภาพลักษณ์ของซูหยวนให้กลายเป็นคนเลวไร้ค่าในสายตาของทุกคน
“หมายความว่ายังไง หรือเซิ่นหนิงจะรู้ว่าตัวตนของเด็กคนนี้คืออะไร?”
“ก็อาจจะเป็นแบบนั้นนะ คงมีหลายคนที่ไม่อยากเห็นคุณหนูเซิ่นก้าวหน้า ก็เลยจ้างคนมาสร้างปัญหาน่ะสิ”
“น่าสงสารคุณหนูเซิ่นจริงๆ ทั้งๆที่มีพรสวรรค์ขนาดนี้ กลับมีคนมากมายที่ไม่ชอบเอาเสียนี่”
“เฮ้อ คนน่ะมีดีมีเลว มีคนทำได้ดีก็ต้องมีคนอิจฉาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ต้องคิดว่าใครกันนะที่จะกล้าลงมือกับคุณหนูเซิ่นแบบนี้”
“อ๋า....ฉันพอจะเดาออกนะ”
“หืม? หมายความว่ายังไง? เดาออกด้วยหรอ?”
“ใช่ บางทีอาจจะเป็นคนๆนั้น...”
“คนๆนั้น?”
“ใช่ คู่หมั้นของคุณชายโอวหยางเซินไง ไม่สิ! ต้องบอกว่าอดีตคู่หมั้นมากกว่า...ใช่ไหม”
“อ๋า....เข้าใจแล้ว คุณหนูสกุลจางคนนั้นใช่ไหม?”
“ใช่ๆ คนที่เป็นเกษตรกรระดับสูงคนนั้นนั่นแหละ บางทีอาจจะไม่พอใจที่คุณหนูเซิ่นกำลังจะก้าวหน้าไปมากกว่าเธอ ดังนั้นก็เลยจ้างให้คนอื่นมาสร้างปัญหา”
“อืม ก็ไม่แน่นะ เพราะคุณหนูจางคนนั้นก็ไม่น่าจะใช่คนดีอะไร ถ้าเธอเป็นคนดีจริงๆ คุณชายโอวหยางเซินก็คงไม่ขอยกเลิกการหมั้นหมายกับเธอไปก่อนหน้านี้หรอก”
เสียงกระซิบกระซาบรอบตัวทำให้คิ้วของซูหยวนเลิกขึ้นเล็กน้อย เธอไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำว่า “ตระกูลจาง” ออกมาในสถานการณ์แบบนี้ หรือบางที...นี่ก็อาจจะเป็นโชคของเธอที่จะได้สร้างความดีความชอบต่อตระกูลจางอีกหรือเปล่า
ซูหยวนยังต้องการที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมจากสายรัดข้อมือ อย่างไรก็ตาม...ความเป็นจริงก็ถูกเฉลยให้เธอเองตรงหน้า หลังจากที่สองกรรมการหายไปได้ครู่เดียว ในห้องการตรวจข้อสอบนั้นก็มีร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมา ใบหน้าของเธอเฉยชาอย่างมาก ทว่า...ก็มีส่วนคล้ายประธานจางอยู่ไม่น้อย
หลังจากที่ทางนั้นเห็นซูหยวน ร่างเล็กก็ชะงักไปเล็กน้อย การแสดงออกเช่นนั้นทำให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมดสังเกตเห็นได้ และมันก็ยิ่งเป็นการยืนยันความเข้าใจของพวกเขาเข้าไปอีก
“คุณหนูจางอยู่ในห้องตรวจข้อสอบจริงๆ”
“ก็เธอมาทำงานให้องค์กรเกษตรกร ไม่น่าแปลกที่จะช่วยงานในส่วนนี้อยู่แล้ว”
“กลายเป็นว่าเธอน่าจะสร้างปัญหาให้คุณหนูเซิ่นจริงๆ”
“เหอะ! คนเขาก็ไม่ชอบจนได้ถอนหมั้นแล้ว คุณหนูจางจะยังต้องการอะไรอีก น่าสงสารก็แต่คุณหนูเซิ่นที่ต้องมาพัวพันเรื่องไร้สาระพวกนี้อยู่ได้ แทนที่เธอจะได้พัฒนาทักษะการเพาะปลูกของตนเอง...”
คำพูดของทุกคนเป็นการยืนยันแล้วว่าคนตรงหน้าก็คือคุณหนูจางในข่าวลือจริงๆ ส่วนเรื่องที่ “จางเสี่ยวเสียน” ชะงักเมื่อเห็นซูหยวนนั้น จะบอกว่าเป็นเรื่องปกติของคนตระกูลจางก็ได้
ถึงแม้ว่าจางเสี่ยวเสียนไม่ได้เป็นนักล่า แต่เธอก็ยังรู้ว่า “คนสำคัญ” ของประธานจางนั้นคือใคร มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเด็กสาวคนนี้ ซึ่งแม้แต่พวกผู้นำตระกูลจางก็ยังแอบจับตาอย่างลับๆ พวกเขากลัวว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็นลูกลับๆของประธานจางที่ซ่อนเอาไว้ หรือไม่ก็ต้องเป็นเด็กที่ประธานจางปั้นเพื่อให้มาเป็นคุณนายจางในอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน ทุกคนก็ต้องให้ความสำคัญกับคนสำคัญนี้...
ไม่น่าแปลกใจเลยที่จางเสี่ยวเสียนจะประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้หญิงคนนี้มาปรากฏตัวที่องค์กรเกษตรกร! ไม่ใช่ว่าเธอเข้าร่วมองค์กรนักล่าสกุลจางหรอกหรือ? แล้วทำไมถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้กันล่ะ
ความคิดของจางเสี่ยวเสียนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของโอวหยางเซินเลยสักนิด การหมั้นหมายกับโอวหยางเซินเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ตัดสินใจกัน ตอนที่จะให้ถอนหมั้นก็เป็นฝ่ายโอวหยางเซินตัดสินใจเพียงลำพัง ส่วนตัวของเธอแล้ว...จำได้ว่ารู้จักโอวหยางเซินก็แค่คนที่จะพาเดินเข้างานเลี้ยงต่างๆเท่านั้น ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษเลย
แน่นอนว่าความคิดของเสี่ยวเสียนกับความคิดของคนอื่นย่อมไม่ตรงกัน ท่าทางของเสี่ยวเสียนช่างทำให้ผู้คนนึกสมเพชเธอจริงๆ ยังคิดว่าเธอมีใจต่อโอวหยางเซินไม่เปลี่ยนแปลง ถึงกับกล้าลงมือลับหลังเช่นนี้ ด้วยการอาศัยว่าตัวเองเป็นสมาชิกขององค์กรเกษตรกร...บางทีอาจจะแอบทำอะไรลับหลังกับเรื่องของข้อสอบก็ได้
“ฉันจะมาทำหน้าที่ประกาศผลการทดสอบแทนคณะกรรมการ สำหรับการทดสอบครั้งนี้ มีผู้ผ่านการทดสอบเพียง 2 คนเท่านั้น คนแรกก็คือซุนเจ๋อ และคนที่สองก็คืออันซูหยวน ขอให้ทั้งสองคนตามฉันไปยังสนามสอบครั้งที่สามด้วยค่ะ”
จางเสี่ยวเสียนประกาศด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินกลับไป อย่างไรก็ตาม...เสียงเย็นของเซิ่นหนิงก็ดังขึ้นเสียก่อน
“รุ่นพี่จาง หรือว่ารุ่นพี่จะแกล้งทำเป็นลืมว่ายังมีฉันอีกคนที่สามารถเข้าร่วมการทดสอบครั้งที่สามคะ? เรื่องที่รุ่นพี่ส่งคนมาก่อกวน ฉันไม่อยากจะโต้แย้งอะไร เพราะไม่ว่าการสอบที่ผ่านมาจะใช้กลวิธีใดก็ตามเพื่อให้คนของรุ่นพี่ผ่านการทดสอบ แต่การทดสอบที่สามนั้นจะเป็นการทดสอบที่แท้จริง”
“ถึงอย่างนั้น....รุ่นพี่ก็จะไม่อนุญาตให้ฉันเข้าร่วมการทดสอบหรอคะ? แบบนี้...ไม่ใช่ว่ารุ่นพี่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองเพื่อรังแกคนอื่นงั้นหรอ?”
“ถึงแม้รุ่นพี่จะมีความไม่พอใจส่วนตัวกับฉัน แต่ช่วยแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะรายงานว่ารุ่นพี่ทำงานอย่างไม่เป็นมืออาชีพไปที่สภาเกษตรกรนะคะ”
น้ำเสียงเย้ยหยันของเซิ่นหนิงทำให้ทุกคนที่อยู่รอบๆนั้นต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พวกเขาไม่สามารถมีปัญหาโดยตรงกับตระกูลจางได้ ถึงอย่างนั้น...ก็ไม่มีใครที่นี่ชอบจางเสี่ยวเสียน เพราะจากข่าวลือเรื่องที่เธอตามรังควาญโอวหยางเซินและเซิ่นหนิงมันน่ารังเกียจเกินไป โดยเฉพาะนักเรียนของสถาบันเกษตร พวกเขารู้เรื่องนี้ดีกว่าคนนอก ดังนั้นยิ่งไม่พอใจในตัวหญิงสาวตระกูลจางมากขึ้นไปอีก
“สิทธิในการรายงานการทำงานของพนักงานในองค์กรเป็นเรื่องของทุกคนค่ะ แต่สิทธิในการป้องกันพนักงานก็มีเหมือนกัน หากคุณมั่นใจก็รายงานได้ แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้ามก็ต้องยอมรับให้ได้ กฎมีแค่นั้นค่ะ” จางเสี่ยวเสียนตอบกลับอย่างเย็นชา เห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของเธอแล้ว เซิ่นหนิงกลับไม่ได้กลัวเลย เธอยังหัวเราะออกมาอีกคำด้วย
“เข้าใจแล้วค่ะ รุ่นพี่คงจะเตรียมทุกอย่างเอาไว้อย่างดีจนแม้แต่ร้องเรียนไปก็ตรวจสอบไม่พบความผิดปกติอย่างนั้นสินะคะ แต่รุ่นพี่คะ...ฉันจะไม่รายงานรุ่นพี่ก็ได้ค่ะ ฉันแค่อยากขอให้รุ่นพี่ต่อสู้กันอย่างตรงไปตรงมาก็เท่านั้น”
“ต่อสู้?” จางเสี่ยวเสียนเลิกคิ้ว
เด็กสาวคนนี้ชอบสร้างปัญหากับเธอเสมอ ถึงจะรู้ว่าความสัมพันธ์ของเธอกับอดีตคู่หมั้นค่อนข้างดี แต่นี่ก็ไม่น่าเกี่ยวอะไรกับเธอแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยังตามมีปัญหากันอยู่ได้...
“ใช่ค่ะ ฉันจะเข้าร่วมการทดสอบรอบสุดท้าย เพราะฉันอยากรู้ว่ารุ่นพี่มีไม้เด็ดอะไรที่จะมาจัดการฉันอีก แล้วก็...ถ้าฉันสอบผ่านกลายเป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้น ฉันอยากจะให้รุ่นพี่ยอมรับค่ะว่ารุ่นพี่ได้ทำอะไรลับหลังฉันบ้าง แน่นอนว่าฉันจะไม่เอาผิด ไม่รายงานต่อสภาฯ ก็แค่อยากให้รุ่นพี่ยอมรับความพ่ายแพ้เท่านั้น”
เซิ่นหนิงเชิดคางของตนเองขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง มองดูแบบนี้แล้วเหมือนมั่นใจว่าความคิดของตนเองถูกต้องเสียเหลือเกิน ซึ่งโอวหยางเซินที่อยู่ข้างๆ ไม่เพียงแค่ห้ามปรามเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนหญิงสาวอีก
“จางเสี่ยวเสียน เธอควรจะขอโทษหนิงเอ๋อร์ตั้งแต่ตอนที่พวกเรายังใจดีไม่เอาเรื่องเธออยู่นะ แม้ว่าเธอจะมาจากตระกูลจาง แต่ตระกูลจางก็ไม่ได้มีอำนาจมากมายอะไรในเหล่าเกษตรกรนี้ ดังนั้น...ถ้าเธอมีความผิด เธอจะถูกไล่ออกจากองค์กรทันที ต่อให้จะขอร้องสกุลจางให้ช่วยก็ไม่มีประโยชน์แล้ว!”
“อีกอย่าง เธออย่าทำลายอนาคตของตัวเองเพื่อฉันอีกเลย ไม่ว่าเธอจะพูดยังไง ฉันก็ไม่กลับไปหาเธอแล้ว คนที่ฉันชอบมีแค่หนิงเอ๋อร์เท่านั้น การหมั้นหมายของพวกเรามันเป็นแค่เรื่องในอดีตเท่านั้น อย่าทำให้ฉันมองเธอแย่ไปกว่านี้เลย...”
โอวหยางเซินแสร้งทำเป็นจริงใจต่อจางเสี่ยวเสียน สั่งสอนเธอ เปิดตาเธอให้เห็นโลกของความเป็นจริง ทว่า...มองดูลึกๆแล้ว ในน้ำเสียงของเขากลับแฝงไปด้วยความริษยาและไม่พอใจอะไรบางอย่าง
อันที่จริง...ตอนเด็กๆที่เขารู้ว่าตัวเองจะเป็นคู่หมั้นของคุณหนูจาง เขาตื่นเต้นและมีความสุขที่สุดแล้ว ยิ่งเห็นว่าจางเสี่ยวเสียนมีหน้าตาน่ารักสดใส เขาก็ยิ่งถูกใจมากขึ้นไปอีก เพียงแต่...เมื่อเวลาผ่านไป อยู่ใกล้เธอก็เหมือนอยู่ใกล้ท่อนไม้ เขาได้ยินว่าจางเสี่ยวเสียนไม่ได้มีใจให้เขาเลย ทั้งยังทำเหมือนการออกเดทกับเขาเป็นแค่หน้าที่
นานวันเข้า ความภาคภูมิใจของเขาก็ถูกทำลายลง สุดท้าย...เขาก็เลยมองหาผู้หญิงที่เห็นค่าของเขา ซึ่งเซิ่นหนิงเป็นคนแบบนั้น
เธอเองก็มาจากตระกูลใหญ่ แถมมีพรสวรรค์ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าจางเสี่ยวเสียนเลย หน้าตาก็งดงามพอกัน แล้วยังมีนิสัยที่เหมือนมนุษย์ยิ่งกว่าเสี่ยวเสียนอีก ดังนั้น...ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะเลิกเซิ่นหนิงทันที แล้วบอกเลิกการหมั้นหมายกับตระกูลจาง ถึงพ่อแม่ของเขาจะด่าทออยู่หลายวันก็เถอะ
ทว่า...หลังจากที่เขาประกาศถอนหมั้น จู่ๆเขาก็เพิ่งได้รู้ความจริงจากเพื่อนๆว่าจางเสี่ยวเสียนนั้น แท้จริงแล้วมีใจให้กับเขามากไม่น้อยเลย วันที่เขาขอถอนหมั้น เธอกลับไปร้องไห้อยู่คนเดียว มีคนบังเอิญได้เห็นภาพนั้นแล้วก็พูดต่อๆกันมา
ยิ่งนานวันเข้า เขาก็ยิ่งเห็นว่าเธอพยายามจะรังแกคนรักของเขาอย่างไร เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเธอทำไปก็เพราะอิจฉาที่เซิ่นหนิงได้รับความรักจากเขา เป็นแบบนี้แล้วเขาก็ยิ่งมีความสุข เหมือนว่าตัวของเขาลอยอยู่สูงขึ้นมาอีกหน่อยแล้ว
แน่นอนว่าทางเสี่ยวเสียนหลังจากได้ยินคำของโอวหยางเซิน เธอก็หรี่ตาลงเล็กน้อย นึกอยากจะถามเหลือเกินว่าเขากำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกันแน่ เรื่องที่เธอต้องพูดก็พูดไปแล้ว หากมีใครคิดว่าเธอทำไม่ถูกต้องก็ไปร้องเรียนต่อสภาเกษตรกรก็จบแล้ว จะมายืนโต้เถียงกันอยู่ทำไม
เห็นจางเสี่ยวเสียนเป็นแบบนั้น อันซูหยวนก็เหมือนเห็นตัวเอง หญิงสาวแสดงออกค่อนข้างชัดเจนว่าไม่อยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนทั้งสอง ทว่า...พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่ากำลังใช้สายตาอะไรมองกันแน่ ทำไมถึงได้มั่นใจในตัวเองขนาดนั้น
หากเป็นเรื่องของคนอื่น ซูหยวนย่อมไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวาย แต่นี่กลับเป็นเรื่องของคนในครอบครัวเจ้านาย ถึงซูหยวนไม่อยากยุ่งก็ทำไม่ได้แล้ว เธอจะเมินเฉยหลังที่สมาชิกตระกูลจางถูกรังแกได้อย่างไร
“ขอโทษนะคะ ตอนนี้พวกคุณพูดเรื่องไร้สาระกันพอหรือยังคะ สรุปว่ารีบที่จะเข้าทดสอบหรือไม่รีบกันแน่ ก่อนหน้านี้บังคับให้ทุกคนต้องถอนตัว แต่ตอนนี้กลับมีเวลามาพูดเล่นกันไปเรื่อย ไม่รู้ว่าอันไหนพูดจริงอันไหนพูดหลอกลวงแล้วค่ะ แต่ว่านะคะ...ฉันเองก็ยุ่งเหมือนกัน ดังนั้นช่วยรีบพาฉันไปทดสอบก่อนได้ไหมคะ คนที่อยากจะพูดเพ้อเจ้อก็ปล่อยให้พูดไปเถอะค่ะ อย่าใส่ใจเลย”
ซูหยวนมองทั้งสองคนแล้วส่ายหน้าเอือมระอา ความหมายในคำพูดของเธอก็คือการบอกว่าทั้งสองคนเหมือนจะเคยชินกับการโกหกไปแล้ว ก่อนหน้านี้บอกรีบ แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นจะรีบ นี่ไม่ได้แปลว่าคำพูดก่อนหน้านี้ก็อาจจะเชื่อถือไม่ได้เหมือนกันหรอกหรือ?
หลังจากนั้นก็หันไปมองจางเสี่ยวเสียน บอกกับเธอว่าไม่ต้องสนใจคำพูดไร้สาระของคนพวกนั้น นี่เป็นการวางเส้นทางหนีเรื่องน่ารำคาญให้กับเธอแล้ว
จางเสี่ยวเสียนไม่คิดว่าคนสำคัญของประธานจางจะออกหน้าช่วยเหลือ หัวใจของเธอเต้นระส่ำเล็กน้อยอย่างตื่นเต้น ดูเหมือน...เธอจะไม่ปฏิเสธตัวตนของว่าที่ “นายหญิง” ของตระกูลจางคนนี้หรอก
ไม่ว่าจะเป็นลูกนอกสมรสที่จะกลายเป็นนายหญิง หรือจะเป็นในฐานะภรรยาของประธานจางก็ตาม...แต่การที่เธอเป็นคนเดียวที่ออกมาช่วยพูดเช่นนี้ ก็ได้ใจจางเสี่ยวเสียนไปแล้ว
“เธอ! ก็แค่คนที่ถูกจ้างมา คิดว่าตัวเองจะสามารถสอบผ่านการทดสอบที่สามได้จริงๆหรอ!!” เซิ่นหนิงไม่อยากจะเชื่อเลยว่านักล่าที่เข้ามาเพราะเงินค่าจ้างของเสี่ยวเสียนจะกล้าพูดแทรกขึ้นมาแบบนี้
“ถ้าอย่างนั้น...หากฉันผ่านขึ้นมา จะทำยังไงคะ? จะขอโทษฉันและคุณจางหรือเปล่าคะว่าได้พูดจาเพ้อเจ้อจนทำให้พวกเรารำคาญน่ะ”
“เธอ!!”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องตอบก็ได้ เพราะฉันก็ไม่อยากเสียเวลาฟังเรื่องไร้สาระเหล่านั้นอยู่แล้ว มาเถอะค่ะ...ของจริงไม่พูดมาก แค่มาทดสอบให้เห็นกันไปเลยจะดีกว่า” ซูหยวนยิ้มเยาะ การแสดงของเธอช่างกระตุ้นความโกรธของคนได้ดีจริงๆ ขนาดจางเสี่ยวเสียนก็ยังอดลอบยกนิ้วให้ในใจไม่ได้เลย!
…………………………………