ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 32 ลงโทษให้คุกเข่า

            “ถ้าหากซูฉีฉีไม่คิดอยากจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเองในจวนอ๋องนางก็คงไม่เอ่ยขอร้องเจ้าด้วยตนเอง ถ้าหากเจ้าไม่ใช้ชีวิตของนางมาขมขู่นางก็คงไม่ยินยอมผสมยาถอนพิษให้เจ้า

            ครั้งนี้ที่นางลังเลว่าจะเลือกฝั่งไหนนั้นจากที่ข้าดูแล้ว นางนั้นมีความสามารถเพียงแต่นางยอมพยายามทำสุดความสามารถเพื่อเจ้า

    ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเฉลียวฉลาดของนางแล้วไม่ควรที่จะรับมือกับเหตุการณ์ง่ายๆ แค่นี้

            ซูชือฉางทำกับนางถึงเพียงนี้นางยังมีเรื่องใดให้ต้องกังวลอีกหรือ?” เหลยอวี๊เฟิงนั้นมักเห็นการกลั่นแกล้งให้ม่อเวิ่นเฉินมีโทสะนั้นเป็นเรื่องสนุกเสมอตอนนี้เขากำลังอารมณ์ดี แน่นอนว่าต้องยั่วยุให้เขามีโทสะเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นม่อเวิ่นเฉินยังสั่งให้เขาไปคุ้มครองมารดาของซูฉีฉีก็ควรจะต้องคิดดอกเบี้ยเสียหน่อย

            ซูฉีฉีนั้นมีโฉมหน้าไม่ได้งดงามจนสะกดสายตาผู้คนไม่มีความสามารถใดโดดเด่น ทว่ากลับมักทำเหมือนม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่มีตัวตน

            เมื่อเทียบกับฮวาเชียนจือที่พักอยู่ในจวน คนขนานนามว่าเป็นถึงสาวงามอัมดับหนึ่งของแดนตะวันตกเฉียงเหนือกระทั่งนางยังคลั่งไคล้หลงใหลในตัวม่อเวิ่นเฉินเป็นอย่างมาก

            ก็มิรู้ว่าเป็นเพราะซูฉีฉีนั้นมีจิตใจด้านชาหรือเป็นเพราะว่าเสน่ห์ของม่อเวิ่นเฉินไม่เพียงพอจริงๆ กันแน่

            “ต่อสิ” ม่อเวิ่นเฉินทำเพียงแค่จ้องไปที่เหลยอวี๊เฟิง

            เขาเองก็รู้ถึงความลังเลในวันนั้นของซูฉีฉีอีกทั้งวันนั้นเขายังมีโทสะมากอีกด้วยแม้ว่าเขาจะแสดงออกมาว่าสงบนิ่งเฉกเช่นเดิมก็ตาม

            สำหรับซูฉีฉีนั้น เขาก็ยังคงไม่เข้าใจนาง

            บางครั้งนางก็สามารถอ่อนหวานนุ่มนวลแต่ในบางครั้งกลับเย็นชา ผลักไสทุกคนให้ออกห่างจากตน

            “มิสู้ทำเช่นนี้ถ้าหากเจ้าสามารถทำให้ซูฉีฉีหลงรักเจ้าได้ข้าก็จะยกดาบเสวียนหยวนของสำนักเหลยให้กับเจ้า ถ้าหากทำไม่ได้...เจ้าก็ต้องยกพิณเจียวเหว่ยอันมีชื่อนั้นให้กับข้า”แน่นอนว่าเหลยอวี๊เฟิงนั้นคิดคำนวณมาเรียบร้อยแล้ว

            เมื่อได้ยินเหลยอวี๊เฟิงเอ่ยเช่นนั้นม่อเวิ่นเฉินก็มิได้เอ่ยคำใดต่อ เหลยอวี๊เฟิงนั้นหลงรักพิณเป็นอย่างมากคอยแต่คิดวางแผนจะเอาเจียวเหว่ยอยู่เสมอ

            เพียงแต่ว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็อยากได้ดาบเสวียนหยวนเป็นอย่างมากเช่นกัน

            เมื่อเป็นเช่นนี้ความต้องการของทั้งสองก็นับว่าเสมอภาคกันดี

            แม้ว่านิสัยของซูฉีฉีจะเย็นชาเป็นอย่างมากซ้ำยังมีความทะนงตน แต่ว่าม่อเวิ่นเฉินรู้ว่าสายตาของนางยามมองมาที่ตนนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

            อยากให้ซูฉีฉีหลงรักตนนั้นมิใช่เรื่องที่ยากจนเกินไปเพียงแค่ต้องใช้ความพยายามสักเล็กน้อยเท่านั้น

            ทว่าเหลยอวี๊เฟิงกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าตอนนี้ซูฉีฉีน่าจะกำลังเกลียดชังม่อเวิ่นเฉินอยู่

            แน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากให้ซูฉีฉีเป็นเช่นนี้ทว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะม่อเวิ่นเฉินทำตัวเองทั้งนั้น

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่มานั้นมักทำให้เหลยอวี๊เฟิงมองซูฉีฉีต่างไปจากเดิมและยิ่งรู้สึกว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นเป็นคนที่ไร้ความรู้สึกและเลือดเย็นจนเกินไป

            ทว่าขอเพียงเขาได้เจียวเหว่ยมาครอบครองเขาก็ไม่สนอะไรเหล่านั้นมากนัก

            หลังจากที่ออกมาจากซอยเล็กๆ นั้นตลอดทางม่อเวิ่นเฉินก็รู้สึกเหมือนว่าส่วนลึกในใจของตนกำลังขยับไปมาอยู่

            เขาเป็นคนที่สูงศักดิ์ หยิ่งยโสและทะนงตนเช่นนี้ จะเอาชนะกระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งมิได้เชียวหรือ?

            ในเวลานี้ม่อเวิ่นเฉินอยากจะรู้เสียจริงว่าถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้นซูฉีฉี นางจะเลือกใคร?

            ซูฉีฉีถูกซูเมิ่งหรูลากไปที่พำนักของไทเฮา

            ไทเฮาดูแล้วเหมือนมีอายุไม่มากนัก นางดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีทว่าเมื่อนางหันมาเห็นซูฉีฉีและซูเมิ่งหรูนั้นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาก็แฝงความเย็นชาเข้าไปเพิ่มขึ้น

            ไทเฮาที่สวดมนต์ภาวนากินเจเป็นเวลานานนั้นกำลังหลับตาลงมือก็ขยับลูกประคำในมือของตน ปล่อยให้ซูฉีฉีและซูเมิ่งหรูคุกเข่าอยู่ตรงนั้น

            หญิงสาวทั้งสองหันมามองหน้ากันทั้งคู่ล้วนไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดไทเฮาถึงยอมลืมตาขึ้นมา ก่อนจะขยับมือสั่งให้ซูเมิ่งหรูลุกขึ้น “ฮองเฮาคอยจัดการดูแลเรื่องเล็กใหญ่ในวังหลัง อย่ามาอยู่ที่นี่ให้เสียเวลาเลยรีบกลับไปเสียเถิด”

            เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำพูดไล่แขกทางอ้อม

            ซูเมิ่งหรูแต่งเข้ามาในวังได้กว่าครึ่งปีแล้วนางรู้ว่าไทเฮาผู้นี้ไม่ชอบพอตนทว่าวันนี้นางตั้งใจพาซูฉีฉีมาด้วยเพราะอยากจะลองหยั่งเชิงดูว่า ไทเฮาผู้นี้มีอคติต่อคนสกุลซูหรือมีต่อซูเมิ่งหรูเพียงคนเดียวเท่านั้น

            เมื่อเห็นท่าทีของไทเฮาเช่นนี้ซูเมิ่งหรูก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยขอบพระทัยแล้วหมุนตัวจากไป

            นางมิได้หันไปมองซูฉีฉีอีกสตรีที่ฉลาดอย่างซูเมิ่งหรูก็รู้แล้วว่า หญิงชราผู้นี้ไม่ชอบใจในสกุลซู

            ดูเหมือนว่านางจะต้องคิดหาวิธีเสียแล้ว

            เพราะว่าฮ่องเต้นั้นเชื่อฟังคำสั่งของไทเฮาผู้นี้นัก

            แน่นอนว่าเรื่องใหญ่นั้นไม่นับ

            “เจ้าคือบุตรสาวคนโตของซูชือฉาง?”ไทเฮามิได้รับสั่งให้ซูฉีฉีลุกขึ้นแต่กลับเอ่ยถามนางเสียงเย็น

            ดวงตาที่เยือกเย็นคู่นั้นทำให้ซูฉีฉีนิ่งอึ้งไปในใจของนางบีบแน่นขึ้นก่อนจะตัดสินใจว่าจะพูดจาและกระทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังมิเช่นนั้นนางคงต้องโดนลงโทษให้บาดเจ็บร่างกายอีกเป็นแน่

            “กราบทูลไทเฮาใช่เพคะ” ซูฉีฉีก้มหน้าก้มตาเอ่ยตอบไป

            นางพยายามควบคุมตัวเองให้สงบนิ่ง

            ถ้าหากนางเกิดเรื่องอะไรขึ้นในวังหลวงม่อเวิ่นเฉินจะยอมอยู่นิ่งเฉยงั้นหรือแม้ว่าหลายวันมานี้เขาจะมีท่าทีที่ดีมากมาโดยตลอด น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงมากทว่าซูฉีฉีก็ยังมิกล้าฝากความหวังใดๆ ไว้กับเขาทั้งนั้น

            นางรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนั้นได้แต่ต้องหวังพึ่งตนเอง

            มีเพียงตนเองเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาได้มากที่สุด

            “มารดาของเจ้ายังสบายดีหรือไม่?”ไทเฮาเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็วแววตายังคงเย็นชาดั่งเดิมขณะจับจ้องไปที่ซูฉีฉี

            “กราบทูลไทเฮาดีมากเพคะ” ซูฉีฉีไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้านัก นางทำได้เพียงแค่ตอบกลับอย่างระมัดระวัง

            ในใจนางก็กำลังคิดวิเคราะห์อยู่ว่าด้วยนิสัยอันอ่อนโยนของมารดาตนน่าจะไม่ได้ก่อเรื่องใดๆ ต่อไทเฮาได้ แต่ว่าดูจากรูปการณ์แล้วเหมือนกับว่าไทเฮานั้นเกลียดชังมารดาของนางมาก

            ไทเฮากลับยิ้มเย็นออกมา “งั้นหรือ...”

            จากนั้นนางก็ตบมือ “ดีดีมาก ขอแค่นางมีชีวิตอยู่ดี ข้าก็สบายใจแล้ว เพียงแต่ว่าถ้าหากเจ้ามีโอกาสฝากไปบอกนางด้วยว่า สิ่งที่นางต้องการนั้นนางจะไม่มีวันได้รับมัน”

            ซูฉีฉีขมวดคิ้วเบาๆ ก่อนจะรับคำด้วยสีหน้าราบเรียบ

            “แต่ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของนาง ควรที่จะรับโทษแทนนางถึงจะถูกก่อนฟ้ามืดเจ้าห้ามออกไปจากที่นี่ คุกเข่าต่อไปเสียเถิด” ไทเฮาพูดทิ้งไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะหมุนตัวจากไป

            เหลือเพียงซูฉีฉีที่คุกเข่าอยู่บนแผ่นหญ้าสานนางรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างเริ่มเหน็บชา ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมามาก

            ในใจนางก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างขมขื่นคนที่มารดาของตนมีเรื่องด้วยนั้นกลับเป็นไทเฮา ดูไม่ออกจริงๆสตรีที่บอบบางเช่นมารดาของตนจะมีความกล้าถึงเพียงนี้งั้นหรือ?

            เรื่องทั้งหมดนี้ซับซ้อนเกินไปเสียแล้ว

            ม่อเวิ่นเฉินที่กลับมาถึงเรือนรับรองนั้นไม่เห็นแม้แต่เงาของซูฉีฉีในใจก็เกิดอารมณ์ไม่พึงพอใจ เดิมคิดจะส่งคนไปขอตัวคืนจากซูเมิ่งหรูทว่าสายที่เขาได้ทิ้งเอาไว้กลับรายงานว่าซูฉีฉีถูกไทเฮารั้งตัวเอาไว้

            ในระยะเวลาอันสั้นนี้ม่อเวิ่นเฉินเองก็ไม่สามารถไปขอคนจากไทเฮาได้เขาทำได้เพียงรออยู่ที่เรือนรับรองอย่างกระวนกระวาย

            ในใจของเขามีความไม่สงบและร้อนรนเขาเติบโตมาในวังหลวงตั้งแต่เล็ก เขาย่อมรู้ดีถึงนิสัยของไทเฮาแม้จะไม่รู้ว่าซูฉีฉีไปเกี่ยวข้องอะไรกับไทเฮาแต่เขารู้ดีว่าเรื่องครั้งนี้ยากจะจัดการยิ่งนัก

            จนกระทั่งฟ้ามืดสนิทซูฉีฉีถึงค่อยๆ ลุกขึ้นแต่เป็นเพราะว่าคุกเข่าเป็นเวลานานเกินไปทำให้ขาทั้งสองข้างของนางเหน็บชาไปหมดแล้วพวกมันไม่ฟังคำสั่งของนางนางเพียงแค่ก้าวออกไปเท้าเดียวก็ล้มตัวลงไปกองกับพื้นในทันที

            ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกไทเฮาค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามา บนใบหน้านางประดับด้วยรอยยิ้มจางๆในมุมมองของคนภายนอกนั้นใบหน้านี้เต็มไปด้วยเมตตา ทว่าในสายตาของซูฉีฉีมันกลับเยือกเย็นไร้อารมณ์

            ถ้าหากเป็นไปได้นางจะต้องสับซูฉีฉีให้เป็นชิ้นๆ อย่างแน่นอน

            ไม่รู้จริงๆว่าต้องเป็นความเกลียดแค้นประเภทใดถึงทำให้สตรีผู้หนึ่งเป็นเช่นนี้ได้

            “พอแล้วพรุ่งนี้มาต่อ” เมื่อเห็นซูฉีฉีล้มตัวลงกับพื้นอย่างสะบักสะบอมอีกทั้งยังมีสีหน้าท่าทางก้มหน้าก้มตานอบน้อมเชื่อฟังของนางยิ่งทำให้ไทเฮาพึงพอใจเป็นอย่างมากนางพยักหน้าเพื่ออนุญาตให้ซูฉีฉีกลับไปได้

            ไม่มีนางกำนัลในวังคนไหนเดินมาพยุงนางทุกคนล้วนมองนางด้วยสายตาเย็นชาซูฉีฉีใช้มือพยุงตัวเองขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบากแต่นางก็ไม่กล้าแสดงท่าทางอันใดมากนักเพราะเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับไทเฮาอีก

            “ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงกรุณา”ซูฉีฉีก็ยังคงกัดฟันเอ่ยขอบคุณก่อนจะค่อยๆ ลากตัวเองออกไป

            ในใจของนางอึดอัดและเจ็บปวด นางเงยหน้าขึ้นมองฟ้าไม่รู้ว่าตนนั้นทำผิดอันใดไป ชีวิตนี้ถึงไม่มีเรื่องใดสมใจปรารถนาเลย

            นางมิได้ร้องไห้แต่กลับรู้สึกว่าถนนข้างหน้านั้นมืดสนิท

            เรื่องนี้นางจะไม่เอ่ยกับผู้ใดเพราะเกรงว่าจะทำให้มารดาของตนต้องเป็นกังวล

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392