“ข่าวมาจากที่ใด แน่ใจหรือว่าเป็ความจริง?!”
เป่ยมู่หานสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเร่งเร้า
เป่ยอิ๋นที่ไม่เคยเห็นเขาแสดงอารมณ์เช่นนี้มานานถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ข่าวนี้เชื่อถือได้ เป็คนของเราส่งกลับมา”
เขาชางฉยงเป็ูเาสูงตั้งอยู่ในดินแดนของเผ่าเทพ ถูกเหล่าผู้คนในเผ่ามองว่าเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ส่วนระฆังเฟิ่งมั่ว เป็สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างโดยนักพยากรณ์คนแรกของเผ่าเทพเมื่อหลายพันปีก่อน มีไว้เพื่อเตือนภัยล่วงหน้าเมื่อมีศัตรูบุกเข้ามา
“หากข้าจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่ระฆังเฟิ่งมั่วดังขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้เช่นนี้ คือตอนที่เสี่ยวจิ่วถือกำเนิด และหลังจากที่เสี่ยวจิ่วตายไปั้แ่เมื่อหนึ่งพันปีก่อน เหล่าอสูรผู้พิทักษ์ทั้งสิบตนก็อยู่ในสภาวะหลับใหลมาโดยตลอด การที่พวกมันเริ่มฟื้นคืนในตอนนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลบางประการ”
เป่ยอิ๋นย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต พลางเผยรอยยิ้มบางที่มุมปาก
“จอมมารกลับมา โลกพลิกะเื ไม่รู้ว่าหลังจากผ่านไปพันปี พวกผู้เฒ่าแห่งเผ่าเทพเมื่อได้ยินเสียงระฆังนี้อีกครั้งจะรู้สึกเช่นไร”
บนใบหน้าของเป่ยมู่หานปรากฏรอยยิ้มเจือแววขบขัน ดวงตาเปล่งประกายเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า
“คงได้ใจนแทบสิ้นสติ กลางคืนคงไม่อาจข่มตาหลับลงได้”
“จริงสิ ทางฝั่งเผ่ามารเองก็มีความเคลื่อนไหว ได้ยินว่ามั่วไป๋มาที่แคว้นเป่ยหลิงเมื่อเดือนก่อน แต่ล่าสุดกลับไร้ร่องรอย อย่างไรก็ตามมีข่าวลือว่าเขายังคงอยู่ในแผ่นดินเสินโจวและดูเหมือนกำลังตามหาใครบางคน”
“สืบต่อไป หากพบเบาะแสของเขา รีบมาแจ้งข้าทันที”
รอยยิ้มของเป่ยมู่หานเลือนหายไป ดวงตาแฝงไว้ด้วยประกายแห่งความเย็นเยียบและไอสังหารที่ยากจะปกปิด เป่ยอิ๋นเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างระมัดระวัง ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแล้วรีบผละออกไป เพราะทันทีที่กล่าวถึงชื่อมั่วไป๋ เป่ยมู่หานก็ปล่อยแรงดันิญญาและจิตสังหารเข้มข้น บรรยากาศกดดันรอบตัวยิ่งทวีความรุนแรง ทำให้ยืนอยู่ใกล้เขาแทบไม่ได้
หลังจากเป่ยอิ๋นจากไป เป่ยมู่หานยืนอยู่ในลานจวนอย่างสงบนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง
รุ่งเช้า เป่ยมู่หานเพิ่งลุกจากเตียงยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม กู้เหยียนก็รีบวิ่งมาจากด้านนอกด้วยท่าทางตื่นเต้น
“ตระกูลเจี่ยกับตระกูลเซียวทะเลาะกันแล้ว!”
เป่ยมู่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย “เมื่อไหร่”
“เมื่อครู่นี้เอง ข้ากับซูย่างเพิ่งดูความวุ่นวายเสร็จแล้วกลับมานี่ไง!”
ซูย่างเดินเข้ามาในห้องพร้อมพูดต่อจากคำพูดนั้นทันที
“ทางตระกูลเซียวปฏิเสธว่าไม่ได้จ้างมือสังหาร แต่ตระกูลเจี่ยกลับยืนยันว่าคนพวกนั้นเป็ฝีมือของเซียวหรันแน่นอน ท่านเจี่ยไปที่จวนสกุลเซียวแต่เช้าตรู่เพื่อทวงถามความจริง ผลสุดท้ายกลับถูกเซียวหรันทำร้ายจนต้องกลับมา”
“เซียวหรันกล้าลงมือกับท่านเจี่ยเชียวหรือ” เป่ยมู่หานยิ้มอย่างเ็าเมื่อได้ยินเช่นนั้น “นางช่างโง่เขลาจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่นางไม่อาจเอาชนะเซียวจิ่วเอ๋อร์ได้”
“นี่ไม่ใช่แค่เอาชนะไม่ได้ แต่เรียกได้ว่าโดนขยี้จนไม่เหลือซาก!” กู้เหยียนถอนหายใจ “เพียงแต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ไปอยู่ที่ใด นางให้ข้าไปพบอีกสามวัน แต่ข้าจะไปหาคนได้จากที่ใดกัน”
หญิงสาวนางนั้นมักปรากฏตัวอย่างลึกลับ และไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังหลบซ่อนชมเื่ราววุ่นวายนี้ด้วยรอยยิ้มอยู่ที่ไหน
จวนสกุลเจี่ย
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ เจี่ยเจิ้งชูก็รีบวิ่งไปยังสวนหลังจวน พอถึงเรือนพักแห่งหนึ่งก็ไม่กล้าเข้าไปโดยพลการเพราะกลัวว่าจะถูกตี จึงได้แต่ยืนอยู่นอกประตูพลางเรียกเสียงเบา
“ซิงซิง! ออกมาเล่นกันเถอะ! เราไปจับกระต่ายกัน!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูที่ปิดสนิทก็เปิดออก เด็กหญิงที่สวมชุดกระโปรงสีขาวคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมสีหน้าที่ดูง่วงงุน
“เมื่อวานจับกระต่าย วันนี้ก็จะจับกระต่ายอีก ไม่สนุกเลย ข้าไม่ไป!” ซิงซิงพูดพลางหาวออกมาเสียงดัง ก่อนจะยกมือขยี้ผมที่มัดแกละเล็กๆ บนหัว และถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ท่านปู่อยู่ไหน”
ตอนนี้เขากับเซียวจิ่วเอ๋อร์ปลอมตัวมาอยู่ในจวนสกุลเจี่ยได้สองวันแล้ว เซียวจิ่วเอ๋อร์ปลอมตัวเป็ชายชรา ส่วนเขาปลอมตัวเป็เด็กหญิง
ครั้งแรกที่ได้สวมกระโปรง เดิมทีซิงซิงยังรู้สึกแปลกใหม่อยู่ แต่เพียงแค่วันเดียวก็เบื่อเสียแล้ว รู้สึกว่าเรียวขาเย็นเฉียบ ไม่สบายตัวเอาเสียเลย
“ท่านปู่กำลังรักษาพ่อของข้าอยู่!” เจี่ยเจิ้งชูยืนอยู่ที่หน้าประตูอย่างเรียบร้อย เมื่อซิงซิงเดินออกมา เขาก็เกาะติดตามไปทุกที่ไม่ต่างจากคนรับใช้ “พ่อข้าถูกทำร้าย!”
“บ้านเ้าไม่ใช่ว่าร่ำรวยมากหรอกหรือ เหตุใดจึงถูกทำร้ายได้”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เคยบอกว่าบ้านเขาเป็บ้านที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง อยากกินอะไรก็มีให้ทุกอย่าง นั่นจึงเป็เหตุผลที่พวกเขาย้ายมาพักที่นี่
“ฮึ!” เจี่ยเจิ้งชูขมวดคิ้วแน่น มือกำหมัดพลางตอบ “ถูกเซียวหรันทำร้าย! นางหญิงชั่ว ข้าจะไม่ชอบนางอีกแล้ว!”
“พาข้าไปหาจิ่ว...ท่านปู่ทีเถอะ!”
“ได้สิ! ไปหาท่านปู่กัน!”
ทั้งสองคนจูงมือกันเดินไปยังเรือนหน้า ไม่นานก็มาถึงที่หมาย ก่อนจะหมอบตัวลงข้างหน้าต่างเพื่อแอบมองสถานการณ์ภายในห้อง
ในห้อง ท่านเจี่ยนอนอยู่บนเตียง ส่งเสียงร้องโอดครวญด้วยความเ็ปเป็ระยะๆ ชายชราเรือนผมสีขาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง หลังจากจัดการาแให้เสร็จก็ถอนหายใจและถามขึ้น
“สกุลเซียวช่างไร้เหตุผลเช่นนี้ ท่านเจี่ยคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
“ข้าจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้!” เจี่ยจวงพูดด้วยความโมโหจนไขมันบนใบหน้าสั่นะเื “ข้าไม่เชื่อว่าสกุลเซียวจะทำร้ายคนแล้วกลับอ้างว่าตนมีเหตุผลได้!”
ตระกูลเจี่ยส่งเงินเข้าท้องพระคลังทุกปี แม้พวกเขาจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แต่ก็ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาในเมืองหลวงเช่นกัน ทุกครั้งที่ในวังจัดงานเลี้ยงเทศกาลหรือมีพิธีสำคัญมักจะมีเทียบเชิญถึงตระกูลเจี่ยเสมอ
เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่ปลอมตัวเป็ชายชรา ลูบหนวดอย่างครุ่นคิด ก่อนเอ่ยเสนอแผนการ
“ข้าว่าตอนนี้ยังไม่ควรเข้าวังหลวง”
“เหตุใดเล่า” เจี่ยจวงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยความลำบาก แม้จะเพิ่งพบกันได้ไม่นาน แต่เขากลับไว้วางใจในทักษะการแพทย์ของหมอเทวดาตรงหน้านี้อย่างมาก
“ท่านจิ่ว ก่อนหน้านี้ท่านก็ไม่เห็นด้วยที่ข้าจะจ้างนักฆ่าไปแก้แค้น ตอนนี้ท่านก็ยังไม่เห็นด้วยที่ข้าจะเข้าวังร้องทุกข์ เช่นนั้นที่สกุลเจี่ยของข้าเสียหายอย่างใหญ่หลวงครั้งนี้ จะปล่อยให้ผ่านเลยไปเช่นนั้นหรือ”
“ไม่ควรปล่อยไป แต่ก็ไม่ควรทำให้ฝ่าาทรงเสียพระพักตร์เช่นกัน”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เอ่ยอย่างหนักแน่นพลางวิเคราะห์ให้ฟัง
“ท่านยังจำได้หรือไม่ ว่าตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินของเซียวจื้อหยวนได้มาอย่างไร นั่นเป็ตำแหน่งที่ฝ่าาทรงพระราชทานด้วยพระองค์เองเมื่อครั้งอดีต!
แม้่หลายปีที่ผ่านมาทางเหนือจะสงบสุขเพราะมีราชครูคอยช่วยเหลือ แต่ในอดีตนั้น ตระกูลเซียวเคยปกป้องชายแดน เซียวจื้อหยวนสูญเสียทั้งบุตรชายสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคนในสามศึกาครั้งสำคัญ ความดีความชอบเหล่านี้ยังคงประจักษ์ ฝ่าาไม่เคยลืม และชาวบ้านที่ชายแดนก็ไม่เคยลืมเช่นกัน”
เซียวจื้อหยวนมีชื่อเสียงอย่างมากในแถบชายแดน ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฝ่าาจึงทรงให้เขาอยู่ประจำที่เมืองหลวง และยังไม่ทรงอนุญาตให้เขากลับไปชายแดน
“คนที่ลงมือทำร้ายท่านในวันนี้คือเซียวหรัน แม้นางจะยกเลิกงานหมั้นกับคุณชายซูไปแล้ว แต่หากจะพิจารณาให้ดี เื่นี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อตระกูลเจี่ยของท่านเลยแม้แต่น้อย เื่ราวบานปลายระหว่างตระกูลเซียวกับตระกูลเจี่ยครั้งนี้ วังหลวงย่อมได้ยินข่าวแน่นอน
ฝ่าาทรงทราบว่าตระกูลเจี่ยถูกล่วงเกิน จะต้องไม่ปล่อยให้ท่านถูกเหยียบย่ำเสียศักดิ์ศรีไปโดยเปล่าประโยชน์แน่ เพราะเงินสนับสนุนที่ตระกูลเจี่ยถวายให้ราชสำนักในแต่ละปีนั้นเป็จำนวนมหาศาล
แต่หากท่านรีบร้อนเข้าเฝ้าเพื่อร้องทุกข์ก่อนที่ฝ่าาจะทรงคิดหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ได้สำเร็จ ท่านคิดว่าตนจะได้รับผลดีจริงหรือ?”
“ท่านหมายความว่า...” เจี่ยจวงขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด “ให้อดทนรอไปก่อนจนกว่าฝ่าาจะทรงตัดสินพระทัย? แต่หากฝ่าาทรงนิ่งเฉยเล่า?!”
“ตระกูลเจี่ยของท่านยังไม่ได้ส่งเสบียงทหารที่เตรียมไว้ถวายคลังหลวงในปีนี้มิใช่หรือ”
เมื่อได้ยินคำพูดของท่านจิ่ว เจี่ยจวงที่เป็พ่อค้ามากประสบการณ์ย่อมเข้าใจทันที
“ฝ่าาย่อมทรงไม่นิ่งเฉยแน่ เพราะเงินจำนวนนี้เป็เื่สำคัญเกินกว่าจะละเลย”
“หากข้าคาดไม่ผิด ภายในสิบวัน เื่นี้จะต้องได้รับการคลี่คลาย ท่านกล้ำกลืนความอัปยศนี้ไปก่อน เมื่อถึงเวลาที่เซียวหรันแต่งเข้าสกุลเจี่ยเป็ลูกสะใภ้ของท่าน เมื่อนั้นท่านอยากลงโทษนางอย่างไร ก็ถือว่าเป็เื่ในครอบครัว ผู้อื่นไม่อาจยื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวได้”