ริมผาสายลม...บริเวณนี้คือเส้นแบ่งระหว่างเขตนอกและเขตในของทางทิศใต้มันคือเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ถูกผ่าออกเป็นสองซีกด้วยร่องรอยของอาวุธบางอย่าง...หลายคนเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นตำนานของหน้าผาสายลมนั้นมีอยู่มากมายแต่ในความเป็นจริงมันก็คือหน้าผาสองฝั่งที่ทอดยาวสุดเขตทิศใต้และห่างกันหลายร้อยลี้
ผาสายลมคือจุดเดียวของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นช่องผาขนาดใหญ่จึงทำให้กระแสลมทั้งหมดของแดนศักดิ์สิทธิ์ถูกพัดมารวมกันก่อนจะกระจายออกไปทั้งสี่ทิศสายลมจำนวนมากรวมเข้ากับพลังปราณธรรมชาติที่เข้มข้นของดินแดนนี้ทำให้พวกมันผสานรวมกันก่อตัวเป็นริ้วคลื่นลมที่เข้มข้นและไหลเวียนอยู่ภายในช่องผาเป็นจำนวนมาก
ริ้วลมเหล่านี้ทั้งบอบบางล่องลอยอย่างเอื่อยเฉื่อยและในเวลาเดียวกันก็แหลมคมรวดเร็วอย่างถึงที่สุดและการคงอยู่ของริ้วสายลมเหล่านี้ก็ทำให้ผาสายลมคือนรกของผู้ที่ถูกส่งมายังทิศใต้ของแดนศักดิ์สิทธิ์การจะผ่านเข้าสู่เขตในจำเป็นต้องผ่านประตูนรกแห่งนี้ไปให้ได้ก่อน ด้วยเวลาที่จำกัดของการแข่งขันหากพวกเขาต้องการที่จะอ้อมไปย่อมไม่ทันการแน่นอน
หลังจากดูดเอาจิตวิญญาณของป่าดาบมาทั้งหมดเย่ฉีก็ใช้เวลาอีกเล็กน้อยมุ่งหน้ามายังผาสายลมหากจะว่าเย่ฉีสบายใจไหมก็ไม่ได้มากนัก! ถึงแม้ว่าทิศอื่นๆจะต้องผ่านบดทดสอบอันโหดหินเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้มากขนาดเท่าผาสายลมการเดิมพันของเขาแม้จะไม่เสียหายมากแต่กลับมีผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยม!
ดังนั้นเย่ฉีไม่สามารถปล่อยให้เกิดการผิดพลาดได้เป็นเรื่องธรรมดาที่ขุมกำลังอื่นๆจะเตรียมตัวมาอย่างดีและมีวิธีการที่ยอดเยี่ยมในการเข้าสู่เขตกลางดังนั้นถึงเย่ฉีจะสามารถผ่านเข้าไปได้อย่างไม่ยากนักแต่ก็จำเป็นต้องทำเวลาเช่นกันเขาเสียเวลาที่ป่าดาบไปไม่น้อยสำหรับการปลุกจิตวิญญาณดาบ
ที่ริมผาบริเวณนี้เย่ฉีมองเห็นหลายคนกำลังพูดคุยและหาวิธีการในการข้ามไปรวมถึงศิษย์ของโลกมนุษย์ด้วยเช่นกันในจำนวนนั้นมีสามคนเป็นคนของนิกายและอีกสองคนเป็นคนของตระกูลต้วนเย่ฉีมองไปยังพวกเขาอย่างเสียดายแทนเพราะด้วยการกั้นขวางของผาสายลมแน่นอนว่าโชคของพวกเขาจะต้องจบลงที่นี่
“ประมุขน้อย!”
เห็นเย่ฉีเดินเข้าไปหาศิษย์ของนิกายและคนจากตระกูลต้วนต่างประสานมือคารวะเขาเย่ฉีพยักหน้าให้ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาที่พอจะได้ยินกันเฉพาะในกลุ่มเท่านั้น
“โชคของพวกเจ้านับว่าเลวร้ายที่ถูกส่งมายังทิศใต้ข้าจะพูดอย่างไม่อ้อมค้อม...พวกเจ้าไม่มีทางข้ามผาแห่งนี้ไปได้อย่างแน่นอน”
“เอ่อ...”
ทั้งห้าคนมองหน้ากันก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความขมขื่นก่อนหน้านี้มีคนไม่น้อยที่ลองฝ่าไปแต่สุดท้ายก็ต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ที่ผาแห่งนี้เย่ฉีไม่ได้สนใจใบหน้าของพวกเขาที่เลิกลักแล้วพูดต่อ
“เมื่อคนอื่นๆจากไปพวกเจ้าจงหาที่เหมาะๆ แล้วเริ่มบ่มเพาะพลังอาศัยโอกาศซึมซับพลังฟ้าดินของแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ยิ่งถ้าหากพวกเจ้าฝึกฝนพลังธาตุลมก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นถึงจะข้ามไปไม่ได้แต่ก็อย่าปล่อยให้โอกาศสูญเปล่า”
เย่ฉีพูดจบก็เดินจากไปทันทีปล่อยทั้งห้าคนคิดตามสิ่งที่เขาพูดไม่นานดวงตาของคนทั้งห้าก็เปล่งประกายจ้องมองไปยังแผ่นหลังของเยฉีพร้อมประสานมือคารวะใช่แล้ว! ความจริงผาสายลมคือหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะ!เพียงแต่ว่าทุกคนยึดติดกับคำว่าประตูนรกมากเกินไปคนที่มายังสถานที่แห่งนี้ล้วนคิดแต่ว่าจะหาหนทางผ่านไปรวมเข้ากับภาพของคนไม่น้อยที่เสียชีวิตระหว่างการข้ามผาสายลมดังนั้นจิตใต้สำนึกของพวกเขาจึงร้องออกมาให้ถอยห่างจากผาสายลมแห่งนี้
แม้จะมีบางคนที่คิดเช่นเดียวกันกับเย่ฉีแต่ก็แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่กล่าวออกไปในเมื่อข้ามไปไม่ได้แล้วเหตุใดต้องแบ่งชิ้นเนื้อให้กับคนอื่น?
ในขณะเดียวกันเย่ฉีก็เดินตรงไปหยุดอยู่ที่ริมฝั่งผาแล้วหลับตาลงเปิดสัมผัสให้แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างท่ามกลางสายตาของคนอื่นๆ ที่จ้องมองมาอย่างสงสัยเย่ฉีก็ยังไม่ขยับตัวแม้แต่น้อยไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำสิ่งใด...หนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม จนกระทั่งผ่านไปห้าชั่วยามก็ไม่มีใครหันมาสนใจเย่ฉีอีกถึงแม้ว่าพวกเขาจะประหลาดใจและสนใจเพราะเคยเห็นเย่ฉีนั่งอยู่บนชั้นสูงด้านนอกแต่เป็นเพราะเวลาที่กระชั้นเข้ามาพวกเขาจึงไม่มีเวลามาสนใจเย่ฉี
ฟิ้ว...
เสียงสายลมพัดผ่านภายใต้กระแสความผันผวนนับล้านของสายลมจากทั้งแดนศักดิ์สิทธิ์ดวงตาของเย่ฉียังคงปิดสนิทอยู่เช่นเดิมจนกระทั่งผ่านไปอีกราวหนึ่งก้านธูปเขาจึงลืมตาขึ้นและจ้องมองออกไปทางทิศตะวันออกเย่ฉีไม่กะพริบตาแม้แต่น้อยจดจ้องราวกับกำลังรอคอยบางอย่าง
การเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของเขาไม่มากพอที่จะดึงดูดให้คนสนใจเพียงแต่อึดใจต่อมาร่างของเย่ฉีที่ยืนนิ่งเป็นหินมากว่าหกชั่วยามก็เริ่มขยับอย่างรวดเร็ว!
“ดูนั่น!เจ้าเด็กนั่นขยับตัวแล้ว เอ้ย! เขากระโดดลงไปแล้ว!”
เสียงใครบางคนดังขึ้นมาเรียกให้ความสนใจของคนอื่นๆมองไปยังปลายทางที่เขาชี้ หลายคนตกใจและหลายคนก็เย้ยหยัน เด็กนี่กำลังรนหาที่ตาย!
“เฮ้อ...อีกหนึ่งคนที่เอาชีวิตไปท ทิ้ง...”
ชายคนหนึ่งพูดออกมาขาดๆหายๆ ขณะมองไปยังร่างของเย่ฉีที่พุ่งทะยานออกไปจากริมฝั่งผาน่าเสียดายที่ภาพในหัวของพวกเขาอย่างการตกไปตายของเย่ฉีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นปลายเท้าของเย่ฉีเหยียบลงบนริ้วลมเส้นหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามาราวกับเป็นที่รองก่อนจะกระโดดไปยังริ้วลมเส้นต่อไปอย่างน่าอัศจรรย์
การกระทำของเย่ฉีทำให้ดวงตาของผู้ที่มองดูเบิกค้างอย่างตกตะลึงตอนแรกพวกเขาก็คิดว่าเด็กนี่เพียงแค่โชคดีทว่ายิ่งมาร่างของเย่ฉีก็ยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆจนถึงครึ่งทาง มีหลายคนที่สติดีรีบติดตามเย่ฉีไปและสามารถเหยียบริ้วสายลมได้ ในสิบคนมีถึงสามคนที่เหยียบลงบนริ้วสายลมอย่างโชคช่วยแต่ไม่นานก็ต้องร้องโหยหวนดับชีวิตลงในหุบเหว!
หลังจากนั้นไม่นานก็ไม่มีใครกล้าตามไปอีกทำได้เพียงจ้องมองแผ่นหลังของเย่ฉีที่ค่อยๆลับหายไปโดยไม่รู้ว่าเขาสามารถไปถึงอีกฝั่งได้จริงหรือเปล่า
“ประมุขน้อย...”
ศิษย์ของนิกายร้อนใจไม่น้อยเช่นกันแต่ก็สงบลงได้ในเวลาไม่นานเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในตัวของประมุขน้อยส่วนทางด้านเย่ฉีก็ยังคงมุ่งหน้าไปเรื่อยๆลอดผ่านช่องทางของกระแสลมจนไปถึงอีกฝั่งอย่างไม่ยากเย็นนักการจะข้ามผาสายลมนั้นจุดสำคัญที่ทำให้เย่ฉีต้องรอถึงหกชั่วยามก็คือกระแสลมช่วงนี้!ในจำนวนกระแสลมที่บ้าคลั่งนั้นหากไม่ใช้วิธีพิเศษที่ต้องเตรียมการมาอย่างดีก็มีเพียงกระแสลมหอบนี้เท่านั้นที่จะไร้การโจมตีใดๆจากริ้วลมและสามารถใช้เป็นเส้นทางข้ามไปยังอีกฝั่งได้
ห่างจากผาสายลมอีกฝั่งหนึ่งไม่ไกลนักก็เป็นพื้นที่ของเขตในแล้วจากเขตในสู่เขตกลางนั้นถูกกั้นขวางเพียงม่านพลังบางๆ เท่านั้นแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีใครสามารถผ่านเข้าไปได้เวลาภายในแดนศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดือนเท่ากับโลกภายนอกเพียงหนึ่งวันและการแข่งขันที่แท้จริงก็จะเริ่มอย่างเป็นทางการคือวันที่หกในแดนศักดิ์สิทธิ์!
นับจากวันแรกที่เปิดออกจนกระทั่งผ่านไปห้าวันม่านพลังที่กั้นขวางอยู่นั้นจะสลายออกไปเปิดทางเข้าสู่เขตกลางสำหรับเขตในนั้นคือพื้นที่ที่อุดมไปด้วยพลังปราณและกฎธรรมชาติอย่างหนาแน่นการได้ฝึกฝนอยู่ที่นี่เพียงห้าหรือสิบวันก็สามารถทำให้ผู้ฝึกตนบางคนก้าวหน้าได้อย่าก้าวกระโดดแต่สำหรับคนที่เข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนไม่มีใครยินดีที่จะฝึกฝนอยู่ที่นี่นั่นก็เพราะเขตกลางคือประตูมังกรอย่างแท้จริงหากพวกเขาข้ามผ่านมันไปได้จะไม่ใช่เพียงก้าวหน้าแต่มันจะพลิกชะตาของเขาไปทั้งชีวิต!
เขตในนั้นกินพื้นที่กว้างใหญ่ไพรศาลและถูกเชื่อมต่อด้วยถนนสี่สายมาจากเขตนอกทิศใต้คือถนนจากผาสายลม ทางเหนือมาจากถ้ำเหมันต์เยือกแข็งตะวันออกจากภูเขาไฟหมื่นลี้ ตะวันตกจากแอ่งศิลาการจะเข้ามายังเขตในได้นั้นจำเป็นต้องผ่านเส้นทางทั้งสี่เท่านั้น
และสุดท้ายถนนทั้งสี่จะมาบรรจบกันตรงจุดศูนย์กลางก็คือตำหนักใหญ่เพียงหลังเดียวที่ตั้งอยู่บนสระหยกราตรีและสถานที่แห่งนี้ก็ถูกเรียกขานว่าจุดรวมพล!
เย่ฉีใช้เวลาอีกหนึ่งวันในการเดินทางไปยังจุดรวมพลและไม่ลืมที่จะเก็บเกี่ยวบางอย่างระหว่างทางตั้งแต่เข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์จนถึงตอนนี้เวลาผ่านไปแล้วสามวันและเมื่อมาถึงจุดรวมพลก็มีหลายคนที่มาถึงก่อนหน้าเขาแล้วแน่นอนว่าทั้งหมดล้วนนำโดยผู้นำทัพรุ่นเยาว์ของโลกระดับสูง
ที่สระหยกราตรีนั้นนอกจากตำหนักกลางน้ำที่เป็นจุดศูนย์กลางแล้วที่เหลือล้วนถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนและมีจุดเชื่อมต่อกับทางออกของทั้งสี่ทิศภายในสระน้ำคือน้ำใสที่มองดูเหมือนกับดำสนิทไร้ก้นบึ้งด้านบนถูกแต่งแต้มไปด้วยบงกชหยกสีขาวมากมายที่ลอยอยู่บนผิวน้ำพวกมันไม่ใช่ดอกบัวจริงๆ แต่เป็นหยกขาวที่ก่อร่างขึ้นมาในลักษณ์เดียวกันเท่านั้นและที่สำคัญคือหากผู้ฝึกตนนั่งบ่มเพาะพื้นฐานบนหยกเหล่านี้จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า!
แก่นแท้ของหยกเหล่านี้เชื่อมต่อกับสระราตรีดังนั้นแต่ละจุดย่อมมีประสิทธิภาพแตกต่างกันจากริมฝั่งไปจนถึงตำหนักกลางสระนั้นทั้งสี่ทิศจะมีหยกบงกชน้อยใหญ่เรียงรายอยู่เป็นจำนวนมากแต่โดยรวมก็จะแบ่งออกเป็นสิบระดับหากกล่าวอย่างถูกต้องจุดที่ดีที่สุดในการฝึกฝนย่อมเป็นบนตำหนักกลางสระแต่การจะขึ้นไปบนหยกแต่ละชิ้นนั้นจำเป็นต้องได้รับการยอมรับเสียก่อนดังนั้นจึงไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะขึ้นไปฝึกฝนบนหยกบงกชเหล่านี้ และการจะขึ้นไปยังตำหนักกลางสระลำดับแรกก็จะต้องผ่านหยกบงกชทั้งสิบไปเสียก่อน
การมาถึงของเย่ฉีไม่ได้สร้างแรงดึงดูดใดๆอาจเป็นเพราะไอพลังปราณของเขาแตกต่างจากคนอื่น เย่ฉีกวาดสายตามองดูรอบๆจึงเห็นว่าทั้งสามทิศของสระหยกราตรีนั้นล้วนมีคนอยู่ทั้งหมดนำโดยผู้นำทัพรุ่นเยาว์จากนรกโลกปีศาจ และสวรรค์ จำนวนคนนั้นแตกต่างกันออกไปแต่ก็มีไม่เกินห้าคน พวกเขาทั้งหมดล้วนนั่งอยู่บนหยกบงกชโดยเฉพาะชายหนุ่มทั้งสามคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำทัพรุ่นเยาว์ของยุคนี้ล้วนนั่งอยู่บนหยกระดับห้า!
แน่นอนว่าเส้นทางทิศใต้นั้นเย่ฉีคือคนเดียวที่ผ่านมาและเขาก็ไม่คิดที่จะเสียเวลาอยู่ที่ด้านนอกบางทีการฝึกฝนที่ตำหนักกลางน้ำอาจจะทำให้ดาราที่สี่ของเขาถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แรงกระเพื่อมของน้ำกระจายออกไปเมื่อเย่ฉีเหยียบย่างลงบนหยกบงกชระดับหนึ่งส่งผลให้คนอื่นๆลืมตาขึ้นและจ้องมองมายังเขา