หยางซื่อและซูเยียนอวี่หน้าตึงเครียดไปชั่วขณะ แต่ก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับหมัวมัวที่ออกมาจากวัง
ในเมื่อเป็นถึงหมัวมัวของกุ้ยเฟย ซูเจี้ยนจิ่นย่อมไม่กล้าละเลย จึงกล่าวว่า “ลูกสี่ของข้าได้รับความเมตตาจากกุ้ยเฟย ถือเป็นเกียรติของตระกูลซูและนาง”
“ใต้เท้าซูเข้าใจเหตุผลก็ดี” หมัวมัวกล่าว “กุ้ยเฟยมีรับสั่งว่า ในเมื่อคุณหนูสี่จะเข้าวังเป็นสหายร่วมศึกษา ก็ต้องเรียนรู้กฎระเบียบเสียก่อน ดังนั้นบ่าวจะพักอยู่ที่จวนสกุลซูชั่วคราวเพื่ออบรมสั่งสอนนาง”
ซูเจี้ยนจิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้นจะไม่เป็นการลำบากหมัวมัวเกินไปหรือ”
เมื่อซูลั่วฝูต้องเข้าวังเป็นสหายร่วมศึกษาย่อมมิอาจแตะต้องได้อีก ดังนั้น ซูเจี้ยนจิ่นจึงคิดจะลงมือกับเฉินซื่อแทน แต่เมื่อหมัวมัวจะพักอยู่ที่จวนสกุลซู เช่นนี้เขาจะลงมือได้อย่างไร
“บ่าวทำงานให้กุ้ยเฟย ไม่มีเรื่องลำบากใดๆ” หมัวมัวกล่าวเสียงเรียบ “หรือใต้เท้าซูเห็นว่าบ่าวต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับจวนสกุลซู?”
ซูเจี้ยนจิ่นรีบปฏิเสธ และจำต้องตอบรับ
เฉินซื่อและซูลั่วฝูกล่าวขอบคุณ หมัวมัวมองซูลั่วฝูอย่างลึกซึ้ง “เป็นเด็กที่น่ารักจริงๆ”
หลังจากทุกคนแยกย้าย ซูเจี้ยนจิ่นรู้สึกกระวนกระวายใจ จึงรีบเดินทางไปจวนหลิงอ๋อง
เขาต้องรีบเอาทองเงินกลับมาก่อนที่ซูอิ่นเย่ว์จะรู้เรื่อง
แต่เมื่อซูอิ่นเย่ว์เห็นเขา กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ซูเจี้ยนจิ่นโกรธจนหน้าขึ้นสี “เจ้า...เจ้าเคยพูดไว้ว่าหากซื่อจื่อไม่ยอมคืนของ เจ้าจะชดใช้ให้!”
ซูอิ่นเย่ว์กำลังตากสมุนไพรอยู่ใต้แสงแดด โดยไม่แม้แต่เหลือบมองซูเจี้ยนจิ่น “มีหนังสือยืนยันหรือไม่”
“เจ้าลืมเฉินอี๋เหนียงไปแล้วหรือ” ซูเจี้ยนจิ่นสะบัดแขนเสื้อ “ดี! เช่นนั้นข้าจะส่งเฉินอี๋เหนียงไปอยู่อารามแม่ชีเสียเดี๋ยวนี้!”
ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่าเขายังคงใช้วิธีข่มขู่ จึงหันกลับมาถามว่า “ท่านพ่อ ตอนนี้น้องสี่ของข้าเป็นสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงสาม และยังมีหมัวมัวจากในวังคอยดูแล นี่ท่านคิดว่าจะส่งพวกนางไปอยู่อารามแม่ชีได้จริงหรือ”
ซูเจี้ยนจิ่นได้ฟังเช่นนั้น พลันคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจก็ได้รับคำตอบจนกระจ่าง
เขาเองก็สงสัยอยู่แล้ว ซูลั่วฝูเป็นเพียงบุตรสาวอนุ ทั้งยังไม่ได้โดดเด่นอันใด เหตุใดกุ้ยเฟยจึงเลือกนางมาเป็นสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงสาม ที่แท้ก็เป็นแผนของฉู่จี้เฟิง!
เขาโมโหจนหนวดแทบกระดิก ตวาดว่า “เจ้ากลับร่วมมือกับซื่อจื่อหลอกลวงเอาเงินของตระกูลซู! เจ้าไม่คิดเหลือทางรอดให้พี่น้องของเจ้าเลยหรือ! หากข้ารู้แต่แรก ข้าคงบีบคอเจ้าตายไปเสียตั้งแต่เด็ก จะได้ไม่ต้องมาทำร้ายตระกูลซูเช่นนี้!”
“หากท่านไม่วางแผนนี้เสียตั้งแต่แรก แล้วส่งสินเดิมของข้ามาให้ตามสมควร คงไม่เกิดความเสียหายเช่นนี้” ซูอิ่นเย่ว์กล่าวด้วยสายตาเย็นชา “แต่เพราะเห็นแก่เฉินซื่อและน้องสี่ ข้าจะให้ท่านหนึ่งหมื่นตำลึงทอง แต่ข้ามีคำถามต้องถามท่าน”
“หนึ่งหมื่นตำลึงทองจะมาหลอกข้าได้หรือไง ฝันไปเถอะ!”
ซูอิ่นเย่ว์หันหลังทันที “จี้หมัวมัว เชิญส่งแขกออกไปได้”
ซูเจี้ยนจิ่นเห็นดังนั้นก็เริ่มร้อนใจ
ตอนนี้เขาไม่มีที่ให้ร้องทุกข์ อีกทั้งไม่อาจแตะต้องเฉินอี๋เหนียงและซูลั่วฝูได้ การได้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงทองก็ยังถือว่าคุ้มค่า
สำคัญที่สุดคือซูอิ่นเย่ว์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากแต่งออกไป เขาไม่อาจควบคุมนางได้อีกแล้ว
เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว พูดด้วยเสียงแข็งกระด้าง “ช้าก่อน! เจ้าจะถามอะไรก็ถามมา!”
ซูอิ่นเย่ว์พาซูเจี้ยนจิ่นเข้าไปในห้องรับรอง ก่อนเอ่ยถาม “อาการของซื่อจื่อแม้จะดีขึ้นแล้ว แต่ยังต้องใช้ยาอีกชนิดหนึ่งในการรักษา ไม่ทราบว่าท่านพ่อจะช่วยหามาให้ข้าได้หรือไม่”
ซูเจี้ยนจิ่นสูญเสียทรัพย์สินไปกว่าครึ่ง เวลานี้ในใจคิดถึงแต่เรื่องเงิน
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำถาม เขาก็กล่าวทันที “เจ้าจะให้ค่าตอบแทนเท่าไหร่”
“ราคาคุยกันได้” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
“ดูท่าแล้วฉินเย่คงหายานี้ไม่ได้สินะ มิเช่นนั้นเจ้าคงไม่มาเรียกข้าว่าท่านพ่อด้วยท่าทีอ่อนน้อมเช่นนี้” ซูเจี้ยนจิ่นลูบหนวด คิดจะฉวยโอกาสฟันราคาสูงจากฉู่จี้เฟิง
ซูอิ่นเย่ว์พยักหน้าตามน้ำ “ยานี้มีชื่อว่า ‘จุ้ยเหรินหง’ ท่านพ่อสามารถหามาได้หรือไม่”
ซูเจี้ยนจิ่นตอบโดยไม่ต้องคิด “ข้ารู้จักคนมากมาย เพียงถามก็รู้ว่ามีหรือไม่ เจ้าต้องการเท่าไหร่ จะจ่ายเท่าไหร่”
ซูอิ่นเย่ว์จับจ้องสีหน้าของเขา พยายามมองหาเงื่อนงำบางอย่าง
หรือว่ายาพิษนี้มิใช่ฝีมือของซูเจี้ยนจิ่น?
นางคิดแล้วคิดอีก แต่ซูเจี้ยนจิ่นเริ่มหมดความอดทน กล่าวเร่งเร้า “ตกลงเจ้าจะเอาเท่าไหร่”
ซูอิ่นเย่ว์ตอบ “หนึ่งชั่ง หนึ่งพันตำลึงเงิน”
ซูเจี้ยนจิ่นลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อ “ตกลง แต่ราคาที่เจ้ากล่าวมานั้นใช้ไม่ได้ ข้าต้องดูว่าคนขายให้ข้า คิดราคาเท่าไหร่เสียก่อน”
ซูอิ่นเย่ว์พยักหน้า ก่อนให้จี้หมัวมัวจัดเตรียมหนึ่งหมื่นตำลึงทองขึ้นมา
ซูเจี้ยนจิ่นตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนสั่งให้คนของตนขนเงินไป
จี้หมัวมัวขมวดคิ้ว กล่าวอย่างไม่พอใจ “บ่าวคิดว่าท่านไม่ควรมอบหมื่นตำลึงทองให้เขาเลย”
“เขาเสียเปรียบอย่างมาก หากบีบคั้นเขาจนจนมุม ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรขึ้นมา ตอนนี้ข้ากับซื่อจื่อก็ได้ทรัพย์สินมาไม่น้อยแล้ว ให้เขาไปเถอะ” ซูอิ่นเย่ว์จิบชา ในใจคิดถึงเรื่องอื่น
นางต้องการลองหยั่งเชิงดูว่าซูเจี้ยนจิ่นรู้เรื่องของจุ้ยเหรินหงหรือไม่ เมื่อดูจากปฏิกิริยาของซูเจี้ยนจิ่น ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
แล้วใครกันที่วางยานาง?
คนผู้นี้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด วางแผนร้ายครั้งแรกไม่สำเร็จ แน่นอนว่าจะต้องลงมือครั้งที่สอง
ระหว่างที่กำลังคิดอยู่ เซียงเถาเข้ามารายงานว่า “พระชายาซื่อจื่อ หลัวซื่อกับเสิ่นซื่อมาขอพบเจ้าค่ะ”
จี้หมัวมัวเป็นคนเปิดปากก่อนว่า “พวกนางมาทำอะไร”
พวกนางเป็นเพียงอนุภรรยาในหลิงอ๋อง ชาติกำเนิดไม่ดี ไม่อาจยกย่องออกนอกหน้าได้ แต่ก่อนยังไม่กล้าปรากฏตัวต่อหน้าจี้หมัวมัวด้วยซ้ำ
ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่าแดดด้านนอกแรงนัก คิดว่าอย่างไรเสียเสิ่นซื่อก็ตั้งครรภ์อยู่ จึงไม่เหมาะที่จะไล่ตะเพิด จึงให้เซียงเถาเชิญพวกนางเข้ามา ทั้งสองคนเปลี่ยนท่าทีจากเดิม ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบเอาใจ
เสิ่นซื่อท้องใหญ่ เดินมาด้วยสภาพเหงื่อไหลท่วมศีรษะ
จี้หมัวมัวรีบชงชา คิดว่าโชคดีที่ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้ไล่พวกนางออกไป หากเสิ่นซื่อเป็นลมกลางทาง หลิงอ๋องต้องโทษพวกนางแน่นอน
เสิ่นซื่อจิบชาเข้าไปหนึ่งคำ อุณหภูมิกำลังพอดี หลังจากคลายกระหายจึงกล่าวว่า “ชาของเรือนชูอวิ๋นเป็นชาที่ดีที่สุดในจวนนี้ ดื่มแล้วคลายกระหายจริงๆ”
หลัวซื่อพยักหน้า “ใช่แล้ว ก็เพราะพระชายาซื่อจื่อใจกว้าง พวกเราถึงได้มีโอกาสดื่มชาดีเช่นนี้”
เห็นพวกนางพูดถึงเรื่องชา ซูอิ่นเย่ว์พลันคิดถึงวันแต่งงานของตน นางเองก็ได้กินอาหารของจวนหลิงอ๋อง เช่นนั้นจุ้ยเหรินหงที่อยู่ในตัวนาง อาจจะไม่ได้มาจากตระกูลซู
นางมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “ทั้งสองคนพูดเกินไปแล้ว เพียงแต่ซื่อจื่อยังคงพักฟื้น เกรงว่าอาจพูดคุยกับพวกเจ้ามากไม่ได้ เพื่อไม่ให้รบกวนซื่อจื่อ”
พอพูดถึงฉู่จี้เฟิง สีหน้าของทั้งสองซีดเผือดลงไปเล็กน้อย
หลัวซื่อเม้มริมฝีปาก เร่งเร้า “พี่เสิ่น รีบพูดเถิด”
เสิ่นซื่อลังเลเล็กน้อย บิดนิ้วมือกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่าพระชายาซื่อจื่อมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม แม้แต่ฝ่าบาทยังเอ่ยปากชื่นชม ดังนั้นข้าอยากขอให้พระชายาตรวจชีพจรให้ข้า”
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวปฏิเสธอย่างอ่อนโยน “ในจวนมีหมอเหลียงมิใช่หรือ การตั้งครรภ์ของเสิ่นซื่อก็ดูแลโดยเขามาตลอด ย่อมต้องมีจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดที่ดี”
เสิ่นซื่อประคองท้องลุกขึ้น กล่าวด้วยเสียงเร่งรีบ “พระชายาคงไม่ทราบ หมอเหลียงเป็นคนของพระชายาหลิงอ๋อง ข้าฝันร้ายต่อเนื่องหลายวัน อึดอัดหน้าอก ใกล้จะคลอดแล้ว เกรงว่าจะมีคนคิดร้าย!”