นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่ให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านชิมล่าช่วนเด็กๆ หลายคนก็ชอบวิ่งตามกลิ่นหอมมาเล่นที่นี่และพวกเขาจะมองดูการทำงานของพวกนางผ่านรั้วไม้ไผ่
นางซูจะให้ล่าช่วนแก่พวกเขาบ้างแต่ก็ไม่กล้าให้มากเกินไป เกรงว่าพวกเขาจะเคยตัวและมาขออาหารทุกวันหากไม่ให้ก็จะโกรธเคืองนาง
บางครั้งเวลามีผู้คนผ่านไปผ่านมาก็อยากรู้อยากเห็นยืนดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านน้อย นางซูรู้สึกว่าไม่สะดวกเท่าใดนัก
เย่จื้อเฟิงเห็นด้วยจึงให้คนตอกเสาเข็มทำรากฐานให้มั่นคง และสร้างเพิงไม้แบบง่ายๆ ขึ้นมาเพิงนั้นเชื่อมต่อกับบ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นสร้างกำแพงล้อมรอบเป็นลานบ้านขนาดใหญ่ ภายในแบ่งออกเป็นสองส่วนด้านหนึ่งเป็นเตาฟืน อีกด้านหนึ่งเป็นพื้นที่ระบายความร้อนของอาหาร
จากนั้นก็ซื้อประตูไม้บานใหญ่ที่แข็งแรงพร้อมกุญแจหนึ่งอัน เพื่อความปลอดภัยกว่าที่เคย!บ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นยกระดับเป็นบ้านน้อยมีกำแพงล้อมทุกคนล้วนยินดีกันถ้วนหน้า
อากาศยิ่งหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆเย่จื้อเฟิงรับผิดชอบงานทุกอย่างได้ด้วยตัวเองแล้วและไม่ยอมให้เย่ชิงชิงออกไปเปิดร้านขายของอีกต่อไปทุกวันเขาจึงวิ่งเข้าวิ่งออกคนเดียว
เย่ชิงชิงอยู่ที่บ้านก็ช่วยงานนางสวมเสื้อตัวหนานั่งขดหน้าเตาไฟคอยควบคุมความร้อน ใบหน้าน้อยๆแดงระเรื่อด้วยความอบอุ่น
ในฤดูหนาวไร่นาไม่มีงานให้ทำชาวบ้านต่างพากันว่างงาน ผู้คนจำนวนไม่น้อยชอบแวะมาเยี่ยมเยียนที่บ้านพวกเขาบ้างก็สอบถามว่าต้องการคนช่วยงานหรือไม่
หลังจากสร้างเพิงและเตาเสร็จเรียบร้อยนางซูก็ไม่ปฏิเสธ จ้างชาวบ้านหลายคนมาช่วยงานโดยให้ค่าจ้างคนละสามสิบอีแปะต่อช่วงครึ่งวันผู้คนรวมตัวกันพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนาน ดูคึกคักไม่น้อย
พี่เจียงรับหน้าที่เหลาไม้เสียบล่าช่วนทั้งหมดเมื่อไม้ไผ่ของนางหมดก็จะไปซื้อจากหมู่บ้านข้างเคียงพอเห็นว่าลานบ้านใหม่ของนางซูกว้างขวาง นางจึงลากไม้ไผ่มาทำที่นี่ด้วยเพื่อที่จะได้มีเพื่อนร่วมงานและสนุกสนานไปด้วยกัน
“ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว พวกเจ้าเตรียมทำขนมเข่งอะไรกันบ้าง?” นางถาม
“ขนมเข่งหรือ...ปีนี้ทำเพิ่มหน่อยดีกว่า ลูกที่บ้านข้าเยอะแถมอยู่ในวัยกำลังกินเก่ง หากทำน้อยไปจะไม่พอกิน” จินหลันเสียบไม้ได้รวดเร็วการคุยเล่นไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วของนางเลย
พี่เจียงยิ้มอย่างเข้าใจแล้วกล่าวว่า“ไม่ผิดจากที่เขาว่ากันเลยเด็กกำลังโตกินข้าวเปลืองจนพ่อแม่แทบหมดตัว บ้านข้าก็เตรียมทำเยอะหน่อยข้าขยันขันแข็งมาทั้งปีแล้ว ถึงเวลาก็ควรจะให้รางวัลตัวเองบ้างและทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณซูเหนียงจื่อที่มาขอให้ข้าเหลาไม้เสียบจึงมีเงินทองใช้จ่ายคล่องมือขึ้น!”
"นั่นแหละใช่เลย~" จินหลันรู้สึกชื่นชมความสามารถของซูเหนียงจื่อจริงๆทำมาค้าขายมีแบบแผน แถมยังมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนบ้านการที่ผู้หญิงตัวคนเดียวทำได้ถึงขนาดนี้ ในสายตาของนางถือว่าเป็นคนเก่งยิ่งนัก!
บรรดาคนขายหัวไชเท้าผักกาดขาว และพริก ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกดราคาอีกต่อไปนางเองก็ทะนุถนอมงานนี้เป็นพิเศษ ไม่เคยล่าช้าหรือแอบอู้เลย
“ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องไปแอบฝึกวิชาที่บ้านพี่เจียงเสียแล้ว~” คนที่พูดประโยคนี้คือชุนฮวาที่เพิ่งมาเมื่อสองวันก่อน
ชุนฮวาเป็นหญิงสาวที่กำลังรอวันออกเรือนวันปกติอยู่บ้านทำงานปักผ้ามารดาของนางจึงส่งนางมาที่นี่เพื่อหารายได้เล็กน้อยเสริมสินเดิมของตนเอง
พี่เจียงย่อมไม่ปฏิเสธนางเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวว่า "อย่าได้บอกใครนะขนมเข่งหลายชนิดตอนนี้มีคนทำน้อยลงจนลืมวิธีทำไปหมดแล้ว เหลือเพียงข้าที่ยังจำได้!"
ขนมเข่งมีทั้งแบบเค็มและหวานทำจากข้าวเหนียวบ้างข้าวเจ้าบ้าง มีทั้งแบบมีไส้หรือไม่มีไส้ มีหลากหลายชนิดมากมายเป็นทั้งของเซ่นไหว้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดีงามอีกทั้งยังเป็นอาหารที่ชาวบ้านชื่นชอบ ในเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ย่อมขาดมันไปไม่ได้
จินหลันได้ยินคำพูดนั้นก็หัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า"คนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนพิถีพิถันเรื่องการจัดจานอาหารในวันปีใหม่จึงต้องทำหลายชนิดนัก แต่ตอนนี้กลับน้อยลง ชุนฮวาอย่าพลาดโอกาสนี้รีบตั้งใจเรียนรู้ไว้ให้ดี อนาคตเมื่อแต่งออกไปจะได้มีหน้ามีตาในบ้านสามี"
ในยุคสมัยนี้ผู้ชายออกไปทำงาน ผู้หญิงอยู่ดูแลบ้านเรือนหากฝ่ายหญิงมีความสามารถในการทำอาหารที่โดดเด่นก็ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ชุนฮวายังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
นางซูที่อยู่ข้างๆบังเอิญได้ยินเข้าพอดี จึงกล่าวเสริมว่า "ต้องสอนข้าด้วยนะขนมเข่งประเภทนี้ข้าทำไม่เป็นเลย"
นางซูเคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่เคยต้องหยิบจับงานบ้านด้วยตัวเอง ฝีมือการทำอาหารจึงมีจำกัดนักต่อมาเมื่อชีวิตบีบบังคับ นางก็ค่อยๆ เรียนรู้และลองทำอาหารไปพร้อมกันมันจึงเป็นเรื่องที่นางทำได้คล่อง แต่ขนมเข่งที่ต้องใช้ฝีมือสูงเช่นนี้นางกลับทำไม่ได้เลย
พี่เจียงย่อมไม่มีทางปฏิเสธ
หลายคนพูดคุยกันไปมาไม่รู้จบจนกระทั่งบทสนทนาไพล่ไปถึงสกุลเย่เมื่อไม่นานมานี้ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวข้าวในฤดูใบไม้ร่วงสกุลเย่ก็ส่งเสียงตีฆ้องตีกลองจุดประทัดฉลอง เย่จื้อเหอผ่านการสอบขุนนางระดับต้นและกลายเป็นซิ่วไฉที่อายุน้อยที่สุดในเมืองสืออัน!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านเถียนซินในพริบตาชาวไร่ชาวนาที่ทำงานหนักต่างมีความเคารพต่อบัณฑิตจึงถือว่าเขาเป็นผู้ทำให้หมู่บ้านมีชื่อเสียง
ในเวลาเดียวกันนั้นเย่จื้อเหอจึงได้รับคำชมมากมาย ผู้คนกล่าวกันว่าอนาคตของเขานั้นไร้ขีดจำกัด
แม้แต่นายท่านหวังเศรษฐีผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ในเมืองสืออันก็ยังแสดงความชื่นชมเย่จื้อเหออย่างเปิดเผยเมื่อได้ยินว่าครอบครัวของเขาล้มละลายก็มีความคิดที่จะช่วยเหลือ
สิ่งนี้ทำให้คนสกุลเย่ภูมิใจนักแทบจะเดินเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งท่าทางเช่นนั้นทำให้พี่เจียงที่เดิมทีไม่ชอบพวกเขาอยู่แล้วยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
นายท่านหวังเป็นเพียงเศรษฐีชาวบ้านไม่มีการศึกษาเมื่อมีเงินทองก็มักจะอยากโอ้อวดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นแต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีความรู้ จึงทำได้เพียงมองหาลูกเขยที่มีการศึกษา
ส่วนบุตรสาวของเขาเล่าก็เหมือนหมูในโรงเลี้ยงหมู อ้วนท้วมและดื้อรั้น เป็นที่รู้กันว่านิสัยไม่ดีบัณฑิตหนุ่มผู้มีความรู้ในเมืองสืออันต่างก็ดูแคลนครอบครัวเขาเพราะศักดิ์ศรีของบัณฑิตมิอาจแปดเปื้อน
บัดนี้เมื่อเห็นเขาเสนอความช่วยเหลือแก่สกุลเย่ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะหมายตาเย่จื้อเหอ และต้องการรับมาเป็นลูกเขย!สกุลเย่ก็ไม่ได้ถือสาเอาความ แถมยังภูมิใจนัก
นางซูนิ่งเงียบไม่ร่วมวงสนทนา นางพยายามอย่างหนักที่จะแยกตัวออกมาตั้งต้นเองไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายเหล่านั้นอีกต่อไป ขอเพียงต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกันชัดเจนเช่นนี้ ก็สงบสุขพอแล้ว
หัวข้อสนทนาต่างๆผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรดาสตรีหลายคนทำงานไปพลาง พูดคุยกันอย่างสนุกสนานทุกบ่ายที่มารวมตัวกันที่ลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าสุขใจนัก
ด้วยความช่วยเหลือจากพวกนางทำให้เนื้อตุ๋นหม้อดินมีพร้อมไว้ถึงเจ็ดร้อยหม้อ นางซูจึงมีเวลาว่างใกล้ช่วงปีใหม่จึงไปเรียนรู้การทำขนมเข่งกับพี่เจียง