ผมเชื่อว่าหนุ่มหลายๆคนเคยจินตนาการถึงการได้ออกเดทกับเทพธิดา ผมอยากจะบอกว่ามันไม่ได้หวือหวาเหมือนอย่างที่คิดกันหรอกนะครับ
ผมรู้สึกเกร็ง ทำตัวไม่ถูกทุกครั้งที่เธอเดินเฉียดมาใกล้ๆในจังหวะเลี้ยวโค้งต่างๆ
“อยู่ใน่เรียนรู้น่ะครับ” ผมตอบพลางเกาคอหลังจากที่อันธีเซียถามผมว่าการเป็เทพเ้าราบรื่นดีไหม เราเดินผ่านต้นไม้สูงใหญ่ที่บางส่วนของลำต้นโป่งพองและยุบเป็จังหวะ ราวกับว่ามันกำลังหายใจอย่างสุขุม
“ฉันจะคอยเอาใจช่วยคุณนะคะ” อันธีเซียทำท่าสู้ๆให้กำลังใจผม ก่อนที่ผมจะเป็ฝ่ายชวนคุยกลับไปบ้าง
“ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่เหรอครับถึงจะจำเส้นทางได้เก่งแบบคุณอันธีเซีย” ผมอยากชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยเพื่อสร้างความสนิทสนม แต่ให้ตายเถอะ บทสนทนานี่มันอะไรกัน เฉิ่มเป็บ้าเลย
อันธีเซียหัวเราะ “ไม่เคยมีใครเขาหลงทางบน์หรอกนะคะ”
“หมายความว่ายังไงเหรอครับ” ผมขมวดคิ้ว ก็ก่อนหน้านี้ผมเพิ่งจะเดินหลงมาหยกๆนี่นา
“บน์พาราห์เดียจะมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์หลายๆอย่างที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เหล่าเทพค่ะ หนึ่งในนั้นคือพรแห่งการนำทาง มันเป็พรที่จะช่วยนำเราไปยังสถานที่ที่เราอยากจะไปค่ะ” อันธีเซียอธิบาย เสียงเธอเพราะจนผมรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังร้องเพลงอยู่ตลอดเวลาเลย
“ขอโทษนะครับที่ต้องถามแบบนี้ แต่ว่าถึงอย่างนั้นแล้วทำไมผมถึงยังหลงทางได้ล่ะครับ” ผมเกาคาง ภาวนาให้อันธีเซียไม่ตอบกลับมาว่า ก็คุณมันเป็ตาทึ่มเกินไปน่ะสิ
“ฉันเห็นว่าคุณถามถึงรูปปั้นเทพแห่งการล้อเล่นสินะคะ”
“ใช่ครับ เพราะผมคิดว่านั่นน่าจะเป็แลนด์มาร์กสำคัญ” ผมคิดว่ารูปปั้นนั่นมันต้องมีปัญหาอะไรซักอย่างแน่ๆ แล้วก็เป็จริงดั่งที่ผมคาด
“พรแห่งการนำทางคงช่วยให้คุณตามหาสิ่งที่ไม่มีอยู่ไม่ได้หรอกนะคะ” อันธีเซียบอก ผมสีหน้างง ท่าทีเธอดูสงสารผม “รูปปั้นของเทพแห่งการล้อเล่นเป็มุกตลกที่เหล่าเทพชอบเอาไว้แกล้งเทพหน้าใหม่น่ะค่ะ”
ผมหางคิ้วกระตุก เอาล่ะนะ เหมือนผมจะโดนเทพรุ่นพี่ตัวแสบปั่นประสาทรับน้องเข้าให้ซะแล้วสิ
“ขอโทษนะครับ” ผมทำหน้าสลด
“ไม่เห็นมีอะไรน่าขอโทษเลย” อันธีเซียยิ้มอ่อน ก่อนจะชี้ไปที่ทุ่งดอกไม้ตรงสุดขอบสายตา “ถึงแล้วล่ะ” ผมคุยเพลินจนไม่รู้เลยว่าเราเดินกันมาไกลเท่าไหนแล้ว แต่เทพเ้าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผมเลยรู้สึกว่ามันเพิ่งผ่านมาแค่แป๊ปเดียวเท่านั้น
เบื้องหน้าของเราคือทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยดอกไม้และต้นไม้หน้าตาประหลาด ตรงกลางทุ่งมีแพะั์ตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่อย่างสง่างาม มันมีขนสีน้ำตาลทอประกายทองอ่อนๆ เขายาวแหลมสีทองของมันโค้งเป็เกรียวสวยงาม หน้าของมันเชิด ดวงตาของมันหลับสนิท ผมััได้ถึงความโบราณบางอย่างที่แผ่ออกมา
“นั่นมันตัวอะไรงั้นเหรอครับ” ผมเอ่บถามไปแบบซื่อๆ
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเรียกว่า ตัวอะไร หรอกนะคะ” อันธีเซียทำสีหน้าตำหนิน้อยๆ ทำให้ผมรู้ตัวว่าผมพูดอะไรบางอย่างที่ไม่ควรออกไป “นั่นคือท่าน อิเรมิซุส สัญลักษณ์และตัวแทนแห่งความสงบของผืนป่าน่ะค่ะ”
“เขาเองก็เป็เทพงั้นเหรอครับ” ผมพยายามทำความเข้าใจว่าเราไม่ควรมองอะไรๆบน์โดยใช้ระบบตรรกะเดียวกับตอนเป็มนุษย์
“ท่านอิเรมิซุสไม่ใช่เทพค่ะ ท่านอยู่เหนือพวกเราไปอีกขั้น ท่านเป็ตัวตนที่เปรียบเสมือนการคงอยู่ของความสงบแห่งป่าค่ะ”
“หมายความว่าถ้าท่านอิเรมิซุสหายไป ความสงบแห่งป่าก็จะหายไปด้วยใช่ไหมครับ” ผมเดา สายตาของผมจ้องมองไปยังกวางวิเศษั์ที่นอนหายใจอย่างสงบ
“อย่างน้อยที่สุดก็คงจะเป็เช่นนั้นล่ะนะคะ” อันธีเซียอมยิ้ม ก่อนจะผายมือไปที่สวนดอกไม้เล็กๆตรงมุมหนึ่งในทุ่งกว้าง “ธุระของเราอยู่ตรงนั้นค่ะ”
ผมมองไปทางทิศทางที่เธอผายมือ มันคือสวนขนาดเล็กที่ถูกล้อมรั้วเอาไว้ ทว่าภายในสวนนั้นกลับเต็มไปด้วยต้นหญ้าที่โตสูงหนาจนแน่นรั้วไปหมด ที่น่าแปลกคือมีแค่ในสวนเท่านั้นที่มีต้นหญ้าเติบโตสูงเว่อ ในขณะที่รอบๆสวนนั้นกลับมีหญ้าที่บางตากว่าหลายเท่าตัว ราวกับว่าคนดูแลสวนจงใจปลูกต้นหญ้าเอาไว้
ผมไม่แน่ใจว่าอันธีเซียอยากให้ผมช่วยอะไรกันแน่ แต่แล้วจู่ๆผมก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ผมขมวดคิ้วจ้องมองไปยังต้นหญ้าเ่าั้ ความรู้สึกที่มันแปลกมาก เหมือนกับต้นหญ้าพยายามจะพูดบางอย่างกับผม ผมลองเปิดใจ แล้วผมก็ได้ยินเสียงเล็กๆเ่าั้
เอาสารอาการของแกมา ไอ้เปี๊ยก!
น้ำนี้เป็ของพวกฉันโว้ย
ฮ่า! พวกดอกไม้แบบแกมันตุ้งติ้ง
เสียงเ่าั้ดังมาจากพวกต้นหญ้าและวิ่งเข้าสู่หัวของผมตรงๆ ผมหันไปหาอันธีเซีย “นี่มันหมายความว่ายังไงเหรอครับ”
อันธีเซียทำหน้าเศร้าๆ กลิ่นหอมหวานรอบตัวของเธอเปลี่ยนไปเป็กลิ่นหอมแบบทำให้รู้สึกมึนหัว เทพีแห่งดอกไม้แบมือออก ละอองแสงสีเขียว ฟ้า และขาวพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของนาง ก่อรูปร่างกลายเป็ดอกไม้ที่มีลักษณะพิเศษขึ้นมาดอกหนึ่ง มันเป็ดอกไม้ที่มีกลีบดอกสีฟ้า ลักษณะเหมือนผลึกเพชรส่องประกายวิ๊บวั๊บ ตรงเกสรมีหยดน้ำไหลออกมาเป็จังหวะ ยามเมื่อมันหยดลงไปบนพื้น บริเวณนั้นก็มีต้นหญ้าเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“นี่คือดอกซิอาริสค่ะ เป็ดอกไม้ที่สูญพันธ์ไปแล้วบนโลกมนุษย์ ฉันก็เลยตั้งใจอยากจะเก็บรักษามันเอาไว้บน์แห่งนี้” เมื่ออันธีเซียคลายมือออก ดอกซิอาริสที่นางสร้างขึ้นมาสลายกลายเป็ละอองแสง “น้ำหวานจากเกสรของดอกซิอาริสเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต มันจึงเป็ดอกไม้ที่พิเศษมากๆเลยค่ะ”
“แล้วทำไมมันถึงสูญพันธ์ุเหรอครับ” ผมสงสัย
“มันเป็ดอกไม้ที่ดูแลยากมากๆเลยค่ะ ด้วยความที่มันขี้ใ มันจึงไม่ชอบเสียงดัง หรือไม่ชอบให้มีต้นไม้ล้มตายอยู่ใกล้ๆ และด้วยความพิเศษของน้ำเกสรทำให้รอบๆต้นของมันมักจะเต็มไปด้วยวัชพืชที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเริ่มแย่งสารอาหารจากมันค่ะ”
“นั่นคือสวนซิอาริสสินะครับ” ผมชี้ไปที่สวนซึ่งเต็มไปด้วยต้นหญ้าสูงทึบ อันธีเซียพยักหน้า
“ใช่ค่ะ ฉันก็เลยอยากจะขอยืมพลังของคุณแอคกริโอหน่อยจะได้ไหมคะ” อันธีเซียขอร้อง แววตาของเธอเหมือนลูกแมวที่กำลังอ้อนจะเอาอะไรบางอย่าง ถึงผมจะไม่ใช่ทาสแมวแต่ผมก็ไม่อาจต้านทานแรงกดดันจากสายตาคู่สวยนั้นได้ อันที่จริงผมก็ไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธด้วยซ้ำ
“ได้เลยครับ” ผมพูดด้วยท่าทีแบบที่คิดว่ามันน่าจะดูเหมือนคนที่พึ่งพาได้ ก่อนจะนึกเื่สำคัญมากๆออกมา “ว่าแต่…ผมควรจะต้องทำอะไรเหรอ” ผมเกาคอแก้เขิน
อันธีเซียหัวเราะ “นั่นสินะคะ ลืมไปเลยว่าคุณเพิ่งจะเป็เทพได้ไม่นาน คงยังไม่ค่อยได้ลองใช้อำนาจพิเศษใช่ไหมคะ”
“เคยลองใช้บ้างครับ” ผมตอบ ถึงจะบอกว่าลองใช้ก็จริง แต่ก็ทำเพียงแค่เสกต้นหญ้าง่อยๆขึ้นมาเท่านั้น
“ดีเลยค่ะ ในฐานะรุ่นพี่แผนก วันนี้เราจะมาเปิดคลาสเรียนพิเศษให้คุณแอคกริโอกัน” อันธีเซียปรบมือ สีหน้าของเธอดูเหมือนกับเด็กที่กำลังตื่นเต้นกับกิจกรรมวันเด็ก น่ารักโคตรๆเลย
“คุณอันธีเซียจะสอนผมใช้พลังเทพงั้นเหรอครับ” ผมถาม และมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าเธอจะยอมสอนผม นั่นคงทำให้พวกเราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
“บอกไว้ก่อนว่าบทเรียนของฉันมันโหดมากๆเลยนะคะ” อันธีเซียขู่ แต่นางก็ขยิบตาให้รู้ว่ามันเป็การล้อเล่น
หัวใจของผมกำลังพองโต ราวกับลืมคืนวันอันแสนกดดันก่อนหน้านี้ไปหมด ผมไม่รู้ว่าผมกำลังตกหลุมรักอยู่หรือเปล่า แต่ผมไม่ได้รู้สึกกังวลเลยซักนิด มันให้ความรู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก
ขอโทษทีนะครับ ผมรู้ว่าพวกคุณบางคนคงจะรำคาญไปบ้าง แต่ถ้าพวกคุณสังเกต คนที่เพิ่งจะเคยมีความรักส่วนใหญ่ก็จะมีสภาพไม่ค่อยต่างจากผมนักหรอกครับ
โปรดติดตามตอนต่อไป