บทที่ 16 สายตาสองคู่
ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านพื้นดิน เวลานี้สีหน้าของเหล่าจอมยุทธ์ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้นั้นบนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แม้จะเป็แค่ร่างจำแลงของสัตว์เทพ แต่พลังที่ร่างจำแลงปล่อยออกมานั้นก็มากพอที่จะบดขยี้พวกเขาลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ตอนนี้ทุกคนในที่นี้ก็ตระหนักถึงความแข็งแกร่งของระดับราชันย์ยุทธ์อย่างแท้จริงแล้ว โดยเฉพาะชายหนุ่มเบื้องหน้าพวกเขา พลังที่ชายหนุ่มสำแดงออกมานั้นให้ความรู้สึกกดดันกว่า เ้าสำนักทั้งสองมากมายนัก
หม่าฉือและเจียงเป่าเวลานี้ร่างกายของทั้งสองชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ในเวลานี้แม้ภายนอกทั้งสองจะมีท่าทีสงบ แต่จริงๆแล้วทั้งสองนั้นกำลังโต้เถียงกันผ่านกระแสจิต
“ไอเ้าหม่าฉือนี่เ้าหาเหามาใส่หัวให้ข้าใช่หรือไม่ ถ้าเ้าบอกข้าว่าสหายยุทธ์หลินตง แข็งแกร่งถึงเพียงนี้แต่แรกเ้าและข้าจะต้องมาอยู่ในสถานการณ์นี้เช่นนั้นรึ”
“หุบปากเ้าไปเลยไอเ้านักทำนายต้มตุ๋น เ้าเองก็อยากประลองด้วยมิใช่หรือไง แล้วครั้งที่ข้าประลองไปคราแรกนั้นเ้านั่นก็ไม่เคยใช้วิชานี้เสียหน่อย ข้าผิดอันใดเล่า”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังจะทะเลาะกันต่อ เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นอีกครั้ง “พวกท่านทั้งสองเรามาต่อกันเถิด”
แต่ไม่รอให้ชายหนุ่มได้ทำอันใดต่อ เสียงของหม่าฉือก็ดังขึ้นใจเย็นก่อนสหายยุทธ์ “ข้าว่าพวกเราก็ประลองกันมาซักพักแล้ว ขืนเป็แบบนี้ต่อไปพื้นที่รอบๆคงได้พินาศเป็แน่”
ไม่รอให้ชายหนุ่มเอ่ยอันใดตอบหม่าฉือก็เอ่ยต่อ “เอาเช่นนี้เป็อย่างไร พวกเรามาตัดสินแพ้ชนะในกระบวนท่าเดียวเป็อย่างไร” หม่าฉือกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่หาความจริงใจมิได้เลย
เมื่อได้ยินคำพูดของหม่าฉือเหล่าจอมยุทธ์และชาวเมืองต่างมองไปที่หม่าฉือด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ แม้แต่ผู้ที่หมอบอยู่กับพื้นยังฝืนกายหันศีรษะมามอง
“เหตุใดเ้าสำนักพันศาสตราผู้นั้นจึงหน้าหนาเยี่ยงนี้ เมื่อครู่พวกเ้าทั้งสองพึ่งจะซัดเ้าสำนักของพวกข้าไปเองนะ”
“พอเ้าสำนักของข้าจะเอาคืนบ้างพวกเ้ากลับบอกจะตัดสินด้วยกระบวนท่าเดียว นี่..นี่พวกเขากำลังหาทางจบการต่อสู้โดยเจ็บตัวน้อยที่สุดใช่หรือไม่ ”เหล่าจอมยุทธ์และชาวเมืองต่างคิดเช่นนี้
ในด้านหม่าฉือนั้นหาได้สนใจความคิดของคนอื่นๆไม่ ตัวเขานั้นไม่มีทางมาคิดเล็กคิดน้อยกับเื่เช่นนี้หรอก
กลับกันเจียงเป่าในเวลานี้แทบจะเอาหัวซุกแผ่นดินหนี “ไอเ้าบ้าหม่าฉือนั่นเหตุใดไม่ปรึกษาข้าก่อนเลย แล้วเช่นนี้ต่อไปข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน”
“ในเวลานี้เองเสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นย่อมได้ เชิญท่านทั้งสองสำแดงวิชามรรคก่อนได้เลย”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่มหม่าฉือและเจียงเป่าไม่รอช้า ทั้งคู่รีบจัดการอารมณ์ที่เหลือและมุ่งเน้นไปที่วิชามรรคที่จะสำแดงออกมา
หม่าฉือในตอนนี้ได้ใช้พลังปราณทั้งหมดควบแน่นหอกจากศิลาลมปราณ ขนาดมหึมาขึ้นมา กลิ่นอายทรงพลังหมุนวนรอบๆ หอกประหนึ่งหอกนี้สามารถทะลวงได้ทุกสิ่ง
ทางด้านเจียงเป่าก็มิรอช้าได้สำแดงวิชามรรคออกมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก แย่งชิงโชคชะตาจากผู้คนโดยรอบตามด้วยเสริมโชคชะตาให้กลับหม่าฉือ
ต่อมาจึงเปลี่ยนแปลงโชคชะตาและทำลายโชคชะตาของชายหนุ่ม แต่ทว่าั้แ่ชายหนุ่มสำแดงวิชามรรค ห้าจักรพรรดิสี่ทิศ ออกมาการที่จะใช้วิชาของสำนักลิขิตฟ้ากับชายหนุ่มก็ได้ผลน้อยกว่าเดิมเป็อย่างมาก
“นี่คงจะเป็เพราะวิชามรรคอันทรงพลังตรงหน้านี้อย่างแน่นอน แต่ถึงจะเป็เช่นนั้นก็มิเป็ปัญหามากนักเพราะจอมยุทธ์และชาวเมืองเบื้องล่างนี้ เมื่อข้าแย่งชิงโชคของทุกคนมา สิ่งนี้ก็เพียงพอจะโต้กลับหลินตงได้แล้ว”
โชคชะตาของแต่ละคนนั้นโดยธรรมชาติจะไม่สามารถถูกขโมยไปได้นอกจากใช้วิธีพิเศษและโชคชะตานั้นจะหายไปอย่างสมบูรณ์ แต่การแย่งชิงของเจียงเป่านั้นเมื่อเวลาผ่านไปสักพักโชคชะตาของแต่ละคนก็จะกลับมาเหมือนเดิม
ด้วยเหตุนี้เจียงเป่าจึงขโมยโชคชะตาของทุกคนโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหากับชายหนุ่มในภายหลัง เพราะอย่าลืมไปเสียว่านี่ก็เป็แค่การประลอง
สิ้นความคิด
เมื่อเจียงเป่าสำแดงวิชามรรคเสร็จสิ้น กลิ่นอายทรงพลังของหอกนั้นก็ทวีความเข้มข้นขึ้น สิ่งนี้ทำให้ผู้ที่มองเหตุการณ์อดใจสั่นไม่ได้
“เอาล่ะสหายยุทธ์หลินตงลองรับการโจมตีนี้ของพวกข้าดูเถิดสิ้นเสียง” หอกขนาดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายทรงพลังที่พร้อมจะเจาะทะลวงทุกสิ่งก็ได้พุ่งเข้าหาชายหนุ่ม
แม้หอกนั้นจะมีขนาดใหญ่ แต่ความเร็วนั้นกลับเร็วจนผู้คนทั่วไปมองตามไม่ทัน
ชายหนุ่มที่ได้เห็นการโจมตีพุ่งเข้ามานั้น เวลานี้มือข้างขวาของชายหนุ่มก็ยกขึ้นพร้อมชกกำปั้นไปยังหอกเบื้องหน้า
ในเวลานี้เองร่างจำแลงของเสือขาวได้คำรามออกมาพร้อมพุ่งทะยานเข้าใส่หอกเบื้องหน้า และแล้วภาพที่ทำให้เหล่าจอมยุทธ์และผู้คนทั้งหมดต้องตาค้างก็เกิดขึ้น
หอกขนาดมหึมาที่มาพร้อมกับกลิ่นอายทรงพลัง เมื่อปะทะเข้ากับกงเล็บของร่างจำแลงเสือขาวกลับทำให้ร่างจำแลงเสือขาวชะงักไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตาค้างจริงๆนั้น คือร่างจำแลงเสือขาวเมื่อหลุดจากอาการชะงัก ได้ส่งเสียงคำรามออกมาพร้อมใช้ปากที่ทรงพลังและฟันที่แหลมคม ขย้ำหอกนั้นจนสลายสิ้น
ทางด้านหม่าฉือและเจียงเป่าเมื่อการโจมตีของทั้งคู่ถูกทำลายเช่นนี้ ย่อมโดนพลังสะท้อนกลับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งคู่พลันกระอักโลหิตออกมาจำนวนมากพร้อมล่วงหล่นลงสู่พื้น แต่ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของราชันย์ยุทธ์ทั้งคู่จึงไม่เป็อันใดมากนัก
แต่อาการาเ็ทั้งหมดของพวกเขาทั้งสองนั้นเกิดขึ้นจากการสะท้อนของพลังโจมตีจากร่างจำแลงเสือขาวเพียงครั้งเดียว ใช่ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“หากนี่คือสนามรบชีวิตน้อยๆของพวกข้าคงจบสิ้นแน่” ทั้งคู่ต่างคิดเช่นนี้ภายในใจ
ในด้านของชายหนุ่มเมื่อเห็นสภาพของหม่าฉือและเจียงเป่า ชายหนุ่มจึงสลายวิชามรรคของตนพร้อมกับลงไปหาทั้งสองที่พื้นเบื้องล่าง
“ท่านทั้งสองพอใจกับการประลองครั้งนี้หรือไม่” ชายหนุ่มถามด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความสุข
เมื่อทั้งสองเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่ม ก็ได้แต่คิดในใจ “ไอเ้าหมอนี่มันมีความสุขที่อัดพวกข้างั้นรึ” แต่ถึงแม้จะคิดอย่างไรก็มิอาจจะเอ่ยออกไปในตอนนี้
ในเวลานี้เสียงของเจียงเป่าก็ดังขึ้น “สหายยุทธ์หลินตง แข็งแกร่งสมคำล่ำลือ วันนี้พวกข้าทั้งสองขอรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้อย่างเต็มใจ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เจียงเป่าเอ่ยออกมา เหล่าจอมยุทธ์ของสำนักเหนือ์และชาวเมืองเมฆาครามก็ต่างโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี
“ท่านเ้าสำนักของพวกเราเก่งกาจที่สุด หากเป็เมื่อก่อนข้ามิมีทางเชื่อแน่ว่าวันหนึ่งเราจะมีบุคคลเช่นนี้เป็นายเหนือหัวของเมืองเรา”
เหล่าจอมยุทธ์และชาวเมืองต่างพากันชื่นชมชายหนุ่มไปต่างๆนาๆ โดยเฉพาะเหล่าสตรีไม่ว่าจะเป็ศิษย์สตรีในสำนักหรือสตรีในเมืองเมฆาคราม
ปกติชายหนุ่มก็เป็ที่พูดถึงของเหล่าสตรีอยู่แล้ว แต่บัดนี้ภาพของชายหนุ่มที่แสดงพลังอันน่าเกรงขามออกมา รวมถึงใบหน้าที่หล่อเหลาตอนส่งยิ้มไปให้กับฝ่ายตรงข้าม
สิ่งนี้ได้กระชากใจสตรีนับไม่ถ้วน ชายหนุ่มเดิมทีก็หล่อเหลาอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาส่งยิ้มให้กับผู้ที่พ่ายแพ้ สิ่งนี้ยิ่งส่งเสริมภาพลักษณ์ ยอดบุรุษ ของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นไปอีก
ในตอนนี้เสียงของเหล่าสตรีใจกล้าไม่ว่าจะเป็เหล่าศิษย์ของสำนักหรือชาวเมืองก็ดังขึ้น
“ท่านเ้าสำนักข้าจะคลอดลูกให้ท่าน ท่านเ้าสำนักท่านสนใจบุพผาแรกแย้มไปเลี้ยงดูหรือไม่ ท่านเ้าสำนักคืนนี้ข้าจะรอท่าน ท่านเ้าสำนัก…..”
ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงเหล่านี้ก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ชายหนุ่มได้แต่ส่ายศีรษะพร้อมกับหันไปเอ่ยกับหม่าฉือและเจียงเป่า
“พวกท่านในเมื่อการประลองจบลงแล้วเชิญทั้งสองมาดื่มชาที่สำนักข้าเถิด” เอ่ยจบชายหนุ่มก็หันตัวกลับพร้อมทะยานสู่ท้องฟ้าและมุ่งหน้ากลับสำนักโดยเร็ว
เพราะในตอนที่เหล่าสตรีกำลังพูดถึงตัวเขานั้นชายหนุ่มก็ััได้ถึงสายตาสองคู่ที่จ้องมองมาที่ตนอย่างเยือกเย็น
ทันใดนั้นความกลัวก็ปรากฏขึ้นในใจของชายหนุ่ม แต่นี่ไม่ใช่ความกลัวต่อความแข็งแกร่ง มันเป็ความกลัวที่ชายหนุ่มไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่มันเกิดขึ้นเองภายในจิตใต้สำนึกของชายหนุ่ม
ในเวลานี้เ้าของสายตาสองคู่นั้น ที่ชายหนุ่มััได้เมื่อเห็นชายหนุ่มจากไปหนึ่งในนั้นจึงเอ่ย “ฉินซูเ้าจงจดรายชื่ศิษย์สตรีทุกคนที่ะโใส่หลินตงมาให้ข้าที”
“พรุ่งนี้ข้าจะสอนพวกนางด้วยตัวข้าเอง เ้าค่ะพี่อ้ายฉิง” หลังเอ่ยจบดวงตาคู่สวยของฉินซู ก็กวาดมองไปยังเหล่าศิษย์ทั้งหลายด้วยสายตาเย็นะเื
ใช่แล้ว สายตาสองคู่ที่ชายหนุ่มรู้สึกกลัวจนต้องหนีกลับสำนักไป นั่นก็คือจ้าวอ้ายฉิงกับฉินซูนั่นเอง
จากผู้เขียน: ขอบคุณสำหรับนักอ่านที่ติดตามกันมานะครับ บทนี้คุณผู้อ่า
นรู้สึกอย่างไรกัน คอมเม้นท์พูดคุยกับกระผมได้นะครับ
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ novel time studio