ตอนที่ 22 :คืนแรกที่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง
ตลอดทั้งวันหลินซูเหยาพยายามไม่คิดถึงสมุดในหีบ
แต่ยิ่งบอกตัวเองว่าไว้กลับบ้านค่อยอ่านประโยคบนหน้าแรกกลับยิ่งชัด
“วันนี้ชิงหลันบอกว่าเรากำลังจะมีลูก”
เธอก้มคัดพืชแห้งต่อ
งานในลานผลิตไม่รอให้ใครคิดถึงเื่ส่วนตัวกิ่งแห้งหลายมัดถูกเทรวมกัน บางมัดแห้งจนกรอบ บางมัดก้านยังชื้นดินติดตามรากจนมือทุกคนดำไปหมด
หญิงที่ทำงานข้างหลินซูเหยาหยิบกำที่ยังชื้นจะโยนรวมกับกองแห้ง
เธอเอื้อมมือกันไว้
“อันนี้แยกก่อนดีกว่าค่ะ”
“ทำไม”
“ก้านยังชื้นถ้ามัดรวม ของแห้งจะชื้นตาม”
อีกฝ่ายลองบีบดู
“จริงด้วย”
แล้วโยนไปอีกกอง
หลินซูเหยามองตามเพียงแวบเดียว
เื่เล็ก
แต่สิ่งเล็กๆ แบบนี้ต่างหากที่ทำให้ของชนิดเดียวกันมีคุณภาพไม่เท่ากัน
ความคิดของผู้บริหารในชีวิตก่อนทำงานเองโดยไม่ต้องเรียก
เธอยังไม่ได้คิดว่าจะเอามันไปทำอะไรเพียงจำไว้ก่อน
่พักป้าเจิ้งนั่งลงข้างเธอแล้วถาม
“เย็นนี้ย้ายจริงๆ ใช่ไหม”
“จริงค่ะเหลือของไม่มากแล้ว”
“ฉันจะไปช่วย”
“ไม่ต้องหรอกค่ะเมื่อวานช่วยกันจนแทบไม่ได้พักแล้ว”
“ฉันไม่ได้ถามว่าให้ช่วยหรือไม่”
หลินซูเหยาหัวเราะ
“อย่างนั้นก็ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ”
อีกฝ่ายพอใจ
หญิงชราคนหนึ่งที่นั่งฝั่งตรงข้ามมองเธออยู่พักใหญ่
“ยิ่งโตยิ่งเหมือนแม่”
หลินซูเหยาชะงัก
“ตรงไหนคะ”
“ตอนก้มหน้าทำงาน”
อีกคนหัวเราะ
“แต่ชิงหลันใจเย็นกว่าเธอเยอะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบวง
หลินซูเหยาก็ยิ้มตาม
“แม่ฉันใจเย็นหรือคะ”
“ส่วนใหญ่”
หญิงชราคนเดิมคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“แต่ถ้าเป็เื่เธอก็ไม่แน่ตอนเธอยังเล็ก เคยวิ่งหายไปหลังบ้าน ชิงหลันตามหาจนคนทั้งหมู่บ้านวุ่นสุดท้ายเจอเธอนอนหลับอยู่หลังฟืน”
“จริงหรือคะ”
“จริงสิพอเจอก็กอดเสียแน่น แล้วค่อยตีทีหลัง”
เสียงหัวเราะดังอีกครั้ง
หลินซูเหยาเองก็หัวเราะ
ภาพนั้นไม่มีอยู่ในความทรงจำที่เ้าของร่างเดิมส่งกลับมาให้
แต่แค่ได้ฟังเสิ่นชิงหลันในความคิดก็ชัดขึ้นอีกนิด
ไม่ใช่เพียงหญิงป่วยที่นอนอยู่บนเตียง
ไม่ใช่เพียงชื่อในเอกสาร
แต่เป็แม่คนหนึ่งที่เคยวิ่งตามหาลูกทั้งหมู่บ้าน
เลิกงาน่เย็นป้าเจิ้งกับเด็กหญิงสองคนมาช่วยขนของเที่ยวสุดท้ายจากกระท่อม
ของมีไม่มาก
เสื้อผ้าไม่กี่ชุด
หม้อ
ถ้วย
ฟูกเก่า
ผ้าห่ม
ตะกร้า
พอทุกอย่างถูกย้ายเข้าไปในบ้านอิฐกระท่อมดินที่เคยเป็โลกทั้งใบของเด็กกำพร้าก็เหลือเพียงห้องว่าง
หลินซูเหยายืนมองอยู่หน้าประตู
“เสียดายหรือ”ป้าเจิ้งถาม
“ไม่ค่ะ”
เธอตอบโดยไม่ต้องคิด
“แค่ไม่คิดว่าจะมีวันที่ฉันเดินออกมาแล้วไม่ต้องกลับเข้าไปอีก”
ป้าเจิ้งไม่ได้พูดปลอบเพียงตบแขนเธอเบา ๆ
“งั้นก็ไปบ้านเธอเถอะ”
คำว่าบ้านเธอ ทำให้หลินซูเหยาชะงักเล็กน้อย
ก่อนยิ้ม
“ค่ะ”
เมื่อทุกคนกลับไปแล้วฟ้ามืดสนิทพอดี
หลินซูเหยาปิดประตูหน้า
กลอนที่ลู่ชิงเหอซ่อมไว้เข้าร่องดังคลิก
เธอยืนฟัง
ไม่มีเสียงหวังชุนฮวาผลักประตู
ไม่มีใครเดินเข้ามาโดยไม่เคาะ
ไม่มีใครเปิดโอ่งข้าวของเธอ
ไม่มีใครถามว่าทำไมวันนี้กินมากกว่าวันก่อน
บ้านทั้งหลังเงียบ
เงียบจนเธอหลุดหัวเราะ
“ในที่สุด”
หลินซูเหยาหลับตาเข้าไปในห้าง
ครั้งนี้ไม่ได้เข้ามาหาหลักฐาน
ไม่ได้มาหยิบกุญแจ
ไม่ได้มาหายา
เธอเดินตรงไปยังโซนอาหาร
แสงไฟสีขาวสว่างไสวชั้นวางเรียงเต็มจนสุดสายตา อาหารนับพันอย่างอยู่ตรงหน้าเหมือนเดิม
ใน่แรกที่ฟื้นมาเธอเห็นของทั้งหมดนี้แต่กินไม่ได้ตามใจ
กระเพาะที่อดอาหารนานรับของหนักไม่ไหวร่างกายยังมีไข้ ข้างนอกก็ไม่ปลอดภัย
แม้หลังอาการดีขึ้นเธอยังต้องกินอย่างระวังเพราะถ้าเด็กสาวที่มีข้าวแทบไม่พอกลับมีกลิ่นเนื้อติดเสื้อทุกวันคงไม่ต้องรอให้ใครฉลาดก็จับพิรุธได้
แต่คืนนี้ต่างออกไป
ประตูบ้านเป็ของเธอ
หน้าต่างเป็ของเธอ
คั่งเป็ของเธอ
และไม่มีใครมีสิทธิ์เปิดประตูเข้ามาดูว่าในชามของเธอมีอะไร
หลินซูเหยายืนหน้าตู้แช่เย็นอยู่นานเกินจำเป็
สุดท้ายหยิบซุปไก่สำเร็จรูปถ้วยเล็กกับไข่ต้มหนึ่งฟอง
มือเอื้อมไปหาไก่ทอด
หยุด
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
เธอเตือนตัวเอง
กระเพาะเพิ่งฟื้นจะฉลองด้วยของทอดชุดใหญ่ก็คงเป็การลงโทษมากกว่าให้รางวัล
จึงเลือกเนื้อไก่นุ่มๆ เพิ่มเพียงเล็กน้อย แล้วนำออกไปใส่ชามเคลือบของบ้าน
อาหารสมัยใหม่ทั้งหมดถูกย้ายออกจากบรรจุภัณฑ์ตามนิสัยเดิม
หลินซูเหยานั่งกินตรงโต๊ะของพ่อ
คำแรกที่เข้าปากทำให้เธอหลับตา
ร้อน
เค็มกำลังดี
มีรสเนื้อจริงๆ
ไม่ใช่โจ๊กจืด
ไม่ใช่มันเทศ
ไม่ใช่ผักต้มที่มีน้ำมันไม่กี่หยด
เธอไม่ได้กินเร็ว
กินทีละคำ
จนหมดชาม
แล้วนั่งพิงเก้าอี้ด้วยความพอใจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นั้แ่ข้ามมา
“ได้บ้านคืนแล้วหนึ่งหลัง”
หลินซูเหยามองชามว่าง
“กินดีขึ้นหนึ่งมื้อคงไม่มากเกินไป”
หลังเก็บทุกอย่างเรียบร้อยเธอเข้าไปในห้างอีกครั้ง
คราวนี้เดินไปห้องน้ำพนักงานที่เคยใช้ในโลกเดิม
น้ำอุ่นไหลจากฝักบัว
หลินซูเหยายืนอยู่ใต้สายน้ำนานกว่าทุกครั้ง
่ก่อนหน้าเธอเช็ดตัวหรืออาบอย่างรวดเร็วเสมอเพราะต้องคอยกังวลเวลาข้างนอกและร่องรอยที่อาจถูกจับได้
คืนนี้เธอสระผมจริงๆ
ใช้แชมพูเพียงเล็กน้อยล้างจนหมดกลิ่น แล้วเป่าให้แห้งก่อนออก
จากนั้นยืนหน้ากระจก
เธอเคยมองร่างนี้ในกระจกครั้งแรกตอนเพิ่งพบห้าง
ตอนนั้นเด็กสาวอายุสิบเจ็ดในกระจกมีใบหน้าซูบตอบผิวซีดจนแทบไม่มีสี ริมฝีปากแตก ผมยาวยุ่ง และดวงตาคู่ใหญ่ลึกโหลจากความหิวเสื้อฝ้ายหลวมคลุมร่างที่ผอมแทบเหลือกระดูก
วันนี้ยังผอม
แก้มยังตอบ
ข้อมือยังเล็กเกินไป
แต่ริมฝีปากไม่แตกเป็แผลแล้ว
สีผิวไม่ซีดเท่าเดิม
รอยช้ำเก่าเกือบหายหมด
ดวงตายังใหญ่เหมือนเดิมเพียงไม่ลึกโหลจนดูเหมือนคนป่วย
ผมที่เคยพันกันถูกหวีจนเรียบแม้ปลายยังแห้งมาก
หลินซูเหยายกมือจับแก้มตัวเอง
“อย่างน้อยก็เริ่มเหมือนคนแล้ว”
เธอไม่ได้หลงตัวเอง
แต่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งการเห็นร่างที่เกือบตายค่อย ๆ กลับมามีชีวิตเป็เื่น่าพอใจ
โครงหน้าของเด็กสาวดีมากดวงตาสวย จมูกได้รูป เพียงถูกความอดอยากบดบังจนไม่มีใครสนใจจะมอง
ถ้ากินดีนอนพอ และฟื้นน้ำหนักขึ้นอีกสักหน่อย คงดูต่างจากตอนแรกมาก
“ค่อยเป็ค่อยไป”
เธอบอกคนในกระจก
จากนั้นกลับออกมาที่บ้าน
ไฟในคั่งยังอุ่น
หลินซูเหยานั่งลงตรงโต๊ะหยิบผ้าเช็ดหน้าจากห้างออกมา
ดอกสีม่วงอยู่ตรงมุมเดิม
เธอแตะมันเบาๆ
ความทรงจำหนึ่งค่อยๆ ชัดขึ้น
เด็กหญิงตัวเล็กนั่งอยู่บนคั่ง
เสิ่นชิงหลันยื่นผ้าให้
“เก็บไว้นะ”
เด็กหญิงรับไปมองดอกไม้ตรงมุมอยู่พักหนึ่ง ก่อนยื่นคืน
“แม่เก็บให้หนูก่อนนะคะ”
“ทำไมล่ะ”
“หนูชอบวิ่งเดี๋ยวทำหายค่ะ”
เสิ่นชิงหลันหัวเราะ
“รู้ตัวด้วยหรือ”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
“พอโตแล้วแม่ค่อยให้หนูค่ะ”
“ได้แม่จะเก็บไว้ให้”
ภาพจบเพียงเท่านั้น
หลินซูเหยายังคงมองผ้าในมือ
ผ้าผืนนี้แม่เคยตั้งใจมอบให้ลูกสาวและเป็ลูกสาวเองที่ขอให้แม่เก็บไว้ก่อน
ปลายนิ้วลูบผ่านดอกไม้ตรงมุมอีกครั้ง
จื่อหลัน
ในโลกเดิมหญิงชราเคยพูดชื่อนี้กับเธอ
ในชีวิตนี้ดอกเดียวกันกลับอยู่บนของที่แม่เก็บรักษาไว้
ไม่มีแสง
ไม่มีความร้อน
ไม่มีคำตอบ
หลินซูเหยาพับผ้ากลับอย่างระวัง
เื่ที่ยังไม่รู้ก็แค่ยังไม่รู้
คืนนี้เธอมีบ้านมีอาหารอุ่น มีร่างกายที่กำลังฟื้น และมีเวลาพอจะค่อย ๆ อ่านสิ่งที่พ่อทิ้งไว้
เธอหยิบสมุดปกน้ำเงินออกมา
หน้าแรกยังคงเปิดอยู่ตรงประโยคเดิม
“วันนี้ชิงหลันบอกว่าเรากำลังจะมีลูก”
หลินซูเหยาเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้
คืนนี้เธออยากรู้แล้วว่า
ตอนที่รู้ว่าจะมีลูกพ่อของเธอดีใจแค่ไหน