เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้หยูเซียนทีละก้าว ดวงตาของเขาจับจ้องมองเธออย่างไม่วางตา ทำให้หยูเซียนต้องถอยหลังจนชนกำแพงหินเย็นเฉียบ หัวใจของเธอเต้นรัวเร็วขึ้นเมื่อจ้าว หยางเข้ามาใกล้ เธอััได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาเตะจมูกของเธอ
จ้าว หยางวางมือข้างหนึ่งลงบนกำแพงข้างๆ ใบหน้าของเธอ แล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว หยูเซียนสามารถมองเห็นแววตาอันลึกล้ำของเขาได้อย่างชัดเจน ลมหายใจอุ่นๆ ของจ้าว หยางรินรดลงบนผิวแก้มของเธอ ทำให้หยูเซียนรู้สึกวูบวาบในอก เธอพยายามหลบสายตาของเขา แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดนั้นได้
"เ้าปลดปล่อยข้าออกมา ข้าก็ขอบคุณเ้าแล้ว" เสียงทุ้มต่ำของจ้าว หยางดังแ่เบา แต่แฝงไปด้วยความอำมหิตที่ทำให้หยูเซียนรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาสีเขียวมรกตเป็ประกายวาววับด้วยความโลภและความปรารถนาอันชั่วร้าย "แต่ตอนนี้... ข้าจะใช้วิชาดูดกลืนพลังชีวิตของเ้า" เขาเอ่ยต่อ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าคมคาย "คนฝึกยุทธ์อย่างเ้ามีพลังลมปราณสูง ดูดกลืนชีวิตของเ้าจะทำให้ข้ามีพลังเพิ่มขึ้นอีกมาก... และข้าจะกลายเป็ผู้ทรงพลังที่สุดในใต้หล้า!"
หยูเซียนรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง สถานการณ์เลวร้ายลงทุกขณะ เธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พยายามคิดหาทางออก หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมตามขมับ ขาของเธอสั่นระริก แทบจะทรงตัวไม่อยู่
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในห้วงความทรงจำอันลึกล้ำของเธอ ราวกับเสียงกระซิบจากบรรพบุรุษ 'วิชาพันธะสยบมาร!' เสียงนั้นดังก้องในหัวของเธอ
โดยไม่รอช้า หยูเซียนรีบร่ายคาถา สมองของเธอทำงานอย่างรวดเร็ว ดึงเอาความรู้โบราณที่ถูกฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจออกมา มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและแม่นยำ วาดอักขระวิเศษในอากาศ แต่ละลวดลายซับซ้อนและงดงาม เส้นสายสีทองพุ่งออกจากนิ้วมือของเธอ เรืองแสงสว่างจ้าท่ามกลางความมืดมิด
แสงสีทองนั้นพุ่งตรงไปยังร่างของจ้าว หยาง ม้วนตัวและพันรอบร่างของเขาอย่างรวดเร็ว เกิดเป็โซ่ทองคำที่เปล่งประกายระยิบระยับ จ้าว หยางใ พยายามดิ้นรนหลุดพ้น แต่ยิ่งเขาขยับตัวมากเท่าไหร่ โซ่ทองคำก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ
"เ้ากำลังทำอะไรกัน?!" จ้าว หยางะโด้วยความใ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เขาพยายามสลัดแสงสีทองวาววับที่พันรอบร่างออกอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผล ลำแสงนั้นเหมือนเชือกที่รัดร่างเขาแน่นขึ้นทุกที
หยูเซียนยืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าเรียวสวยบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป เธอกัดฟันแน่น พยายามต้านทานแรงดึงมหาศาลที่กำลังดูดพลังลมปราณออกจากร่างอย่างรวดเร็ว เส้นเืปูดโปนที่ขมับ เหงื่อไหลอาบใบหน้า แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้
ด้วยดวงตาที่เปล่งประกายความมุ่งมั่น หยูเซียนรวบรวมพลังภายในทั้งหมด ก่อนจะปล่อยวิชาพันธะสยบมารอันทรงพลังออกมา เสียงของเธอแ่เบาแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว "บัดนี้ ชะตากรรมของเ้าได้ถูกผูกติดกับข้าแล้ว ไม่ว่าเ้าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เ้าจะต้องอยู่ภายใต้อาณัติของข้าตราบชั่วนิรันดร์"
ทันใดนั้น เสียงะเิก็ดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางห้อง แสงสว่างจ้าสีทองอร่ามพุ่งออกมาจากร่างของทั้งสอง กระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกอย่างจมอยู่ในความสว่างวาบ
เมื่อแสงจางลง จ้าว หยางล้มลงคุกเข่า ร่างกายสั่นเทา เขาหอบหายใจหนัก เหงื่อไหลโซมกาย ดวงตาเหลือกลานด้วยความใและสับสน
"เ้า... เ้าทำอะไรกับข้า?" เขาถามเสียงแหบแห้ง แทบไม่เป็ภาษามนุษย์
หยูเซียนยืนพิงกำแพงอิฐเย็นเฉียบ ขาสั่นระริก หายใจหอบแรงเช่นกัน แต่ดวงตาเป็ประกายด้วยความสำเร็จ "ข้าทำพันธสัญญากับเ้า" เธอตอบเสียงอ่อนแรงแต่มั่นคง "ตอนนี้เ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้า ไม่ว่าจะเป็เื่ใดก็ตาม"
จ้าว หยางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงด้วยความโกรธและไม่พอใจ "ฮึ!" เขาแค่นเสียง "อย่าคิดว่าข้าจะยอมทำตามคำสั่งของเด็กน้อยอย่างเ้า! ข้าเป็ถึงเทพอสูรผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีทางที่จะตกเป็ทาสรับใช้ของมนุษย์ธรรมดาเช่นเ้า!"
"งั้นเหรอ?" หยูเซียนยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็ประกายซุกซน "ถ้าอย่างนั้น ลองะโตีลังกาสามรอบสิ"
ทันใดนั้น ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นจับร่างของจ้าว หยาง ร่างสูงใหญ่ของเขาลอยขึ้นกลางอากาศอย่างไร้น้ำหนัก ก่อนจะหมุนตัวกลางอากาศ ะโตีลังกาสามรอบอย่างสวยงามราวกับนักกายกรรมมืออาชีพ แล้วลงมายืนด้วยท่าทางงงงวย ใบหน้าเหวอเหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย
"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?!" เขาอุทานด้วยความใ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
หยูเซียนหัวเราะคิกคัก เสียงใสกังวานไปทั่วห้อง "นี่แหละคือพลังของพันธสัญญา" เธออธิบายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "จากนี้ไป เ้าต้องทำตามคำสั่งของข้าทุกประการ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม" เธอยิ้มกว้าง ดวงตาเป็ประกายด้วยความสนุกสนาน "และดูเหมือนว่าเ้าจะเป็นักกายกรรมที่มีพร์ทีเดียว"
จ้าว หยางทำหน้าบูดบึ้ง ดวงตาสีทองวาวโรจน์ด้วยความโกรธ เขาแยกเขี้ยวคมกริบ ก่อนจะคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล "เ้าเด็กตัวแสบ! ข้าจะ..."
"จะอะไร?" หยูเซียนขัดจังหวะ น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็ประกายวิบวับด้วยความพึงพอใจ "อย่าลืมสิว่าตอนนี้ข้าเป็นายของเ้าแล้วนะ หรือว่าเ้าอยากลองดีกับข้า?"
จ้าว หยางกัดฟันกรอด เสียงฟันที่เสียดสีกันดังกรอดๆ ในลำคอ กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาเกร็งเขม็ง ราวกับพร้อมจะกระโจนเข้าใส่หยูเซียนได้ทุกเมื่อ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ชีวิตของตนอยู่ในกำมือของเด็กสาวตรงหน้า
หยูเซียนถอนหายใจยาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินใกล้ๆ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน "แต่การทำพันธสัญญาครั้งนี้ ข้าต้องสูญเสียพลังลมปราณไปเกือบครึ่ง" เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา มือขาวซีดของเธอสั่นเทาเล็กน้อย "อีกทั้งยังต้องปล่อยสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ทั้งหมดเพื่อควบคุมเ้าเพียงตัวเดียว ช่างเป็การเสียสละที่ยิ่งใหญ่จริงๆ"
"อ้อ งั้นเหรอ?" จ้าว หยางยิ้มกริ่ม เผยให้เห็นเขี้ยวคมที่แลดูน่าขนลุก "ดูเหมือนว่าข้าจะมีค่ามากกว่าที่คิดนะ บางทีเ้าอาจจะ้าข้ามากกว่าที่ข้า้าเ้าเสียอีก"
หยูเซียนถลึงตาใส่เขา ความโกรธปะทุขึ้นในดวงตาคู่สวย "อย่ามาเหลิงนะ! ถึงข้าจะอ่อนแอลง แต่ก็ยังสั่งให้เ้าทำอะไรก็ได้อยู่ดี อย่าลืมว่าตอนนี้ชีวิตของเ้าอยู่ในมือข้าแล้ว"
"โอ้? เช่นอะไรล่ะ?" จ้าว หยางท้าทาย เขาขยับเข้ามาใกล้หยูเซียน ร่างใหญ่โตทาบทับเงาลงบนร่างบางของเธอ "ข้าอยากรู้นักว่าเด็กน้อยอย่างเ้าจะสั่งให้ข้าทำอะไรได้บ้าง"
หยูเซียนคิดครู่หนึ่ง สมองของเธอหมุนติ้วด้วยความคิดมากมาย ก่อนที่รอยยิ้มซุกซนจะผุดขึ้นบนใบหน้า "งั้นก็... เต้นระบำเซ็กซี่สิ!"
ทันใดนั้น ร่างของจ้าว หยางก็เริ่มขยับอย่างควบคุมไม่ได้ กล้ามเนื้อแข็งแกร่งของเขาเกร็งและคลายสลับกันไปมา ราวกับมีใครบางคนกำลังดึงเชือกหุ่นเชิดอยู่ เขาส่ายสะโพกไปมาอย่างเย้ายวน พร้อมกับทำท่าทางยั่วยวนที่แม้แต่นางรำในโรงเหล้าก็ยังต้องอาย
ใบหน้าของจ้าว หยางแดงก่ำด้วยความอับอาย เหงื่อเม็ดโตผุดพรายบนหน้าผากของเขา แต่ร่างกายกลับขยับไปมาราวกับนักเต้นมืออาชีพ เขาพยายามสุดความสามารถที่จะต่อต้านคำสั่ง แต่พลังของพันธสัญญานั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะต้านทาน
หยูเซียนหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะใสกังวานของเธอดังก้องไปทั่วป่า "โอ้โห! ไม่นึกเลยว่าอสูรหมาป่าดำจะเต้นเก่งขนาดนี้" เธอปรบมือเบาๆ พลางส่ายหน้าอย่างขบขัน "ดูท่าว่าข้าจะได้ความบันเทิงจากเ้าไปอีกนาน จ้าว หยาง หรือควรเรียกว่า... นักเต้นจ้าว?"
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ เ้าเด็กบ้า!" เสียงคำรามต่ำของจ้าว หยางดังก้องไปทั่วหุบเขา แฝงไปด้วยความอัปยศอดสูที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
หยูเซียน สาวน้อยวัยสดใส ยิ้มกริ่มอย่างมีชัย ดวงตาเป็ประกายวิบวับด้วยความสนุกสนาน เธอรู้สึกเหมือนกำลังเล่นกับตุ๊กตาขนาดั์ที่มีชีวิต "ได้สิ งั้นก็... ลุกขึ้น!" เธอเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ทันใดนั้น ร่างใหญ่โตของจ้าว หยางก็ลุกพรวดขึ้นยืนตรงราวกับหุ่นยนต์ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและความอับอาย แต่ก็ไม่อาจต้านทานคำสั่งของหยูเซียนได้
"นั่งลง!" หยูเซียนออกคำสั่งต่อ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสนุกสนานที่ได้ควบคุมอสูรร้ายที่น่าเกรงขามที่สุดในแดนมาร
จ้าว หยางทรุดตัวลงนั่งทันทีอย่างไม่อาจขัดขืน กล้ามเนื้อทุกมัดของเขาสั่นระริกด้วยความพยายามที่จะต่อต้าน แต่ก็ไร้ผล
"คอยอยู่ตรงนั้นแหละ!" หยูเซียนสั่งเสียงใส พลางเดินวนรอบร่างของจ้าว หยางอย่างพินิจพิเคราะห์
จ้าว หยางนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น ดวงตาสีเหลืองอำพันของเขาจ้องมองหยูเซียนด้วยความเคียดแค้นชิงชัง แต่ก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย
"ขอมือหน่อยสิ" หยูเซียนพูดพลางยื่นมือเรียวบางของเธอออกไป ดวงตาของเธอเป็ประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มือใหญ่ของจ้าว หยางยื่นออกมาจับมือของหยูเซียนอย่างนุ่มนวล แม้ใบหน้าของเขาจะบ่งบอกถึงความโกรธแค้น แต่ััของเขากลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด ทำเอาหยูเซียนถึงกับสะดุ้ง เธอไม่คิดว่าอสูรหมาป่าดำที่ดุร้ายจะมีมือที่อุ่นและนุ่มนวลเช่นนี้ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จ้าว หยางรู้สึกโกรธแค้นเป็อย่างมาก ความอัปยศอดสูแล่นพล่านไปทั่วร่างกายของเขา เขาเป็ถึงสุดยอดอสูรหมาป่าดำที่อยู่เหนืออสูรและปีศาจทั้งหมด ผู้ที่เคยย่ำยีและทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า แต่บัดนี้กลับต้องมายอมแพ้ให้กับเด็กสาวตัวน้อยๆ ที่มีอายุเพียง 20 ปี ความแค้นเดือดพล่านในอกของเขา เขาหวังที่จะหาทางแก้แค้นเอาคืนหยูเซียนให้จงได้ สมองของเขาคิดหาวิธีการต่างๆ นานาที่จะทำให้เด็กสาวผู้นี้ต้องทุกข์ทรมาน
แต่แล้วจู่ๆ หยูเซียนก็ทรุดลงกับพื้น ร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับใบไม้ในสายลม ใบหน้าที่เคยเปล่งปลั่งด้วยความมั่นใจบัดนี้ซีดเผือดราวกระดาษ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
"เฮ้! เ้าเป็อะไร?" จ้าว หยางถามอย่างใ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความกังวลที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เขาอยากจะโอบอุ้มร่างบอบบางของหยูเซียนไว้ในอ้อมแขน แต่พลังลึกลับยังคงตรึงเขาให้อยู่กับที่
"ข้า... ข้าใช้พลังลมปราณมากเกินไป..." หยูเซียนพูดเสียงแ่ ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาของเธอเริ่มปรือ ก่อนที่เธอจะล้มลงกับพื้นและหมดสติไป
จ้าว หยางมองร่างที่นอนสลบอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกหลากหลายผุดขึ้นในใจ ทั้งโกรธ ทั้งสงสาร และทั้งสับสน ดวงตาสีทองของเขาจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของหยูเซียน ขณะที่ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว
"นี่คือโอกาสของข้า" เขาคิด พลางกวาดตามองไปรอบๆ ยอดเขาอันสูงชัน ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ลมหนาวพัดกรรโชกแทบจะเยือกแข็งไปทั้งร่าง "ข้าสามารถทิ้งเธอไว้ที่นี่และหนีลงเขาไปได้ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ข้าจะได้เป็อิสระเสียที ส่วนเธอ...คงไม่มีทางรอดในอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้"
แต่แล้วเขาก็นึกถึงคำสั่งสุดท้ายของหยูเซียนที่สั่งให้เขา "คอยอยู่ตรงนั้น" เสียงหวานใสของเธอยังก้องอยู่ในโสตประสาท ทำให้หัวใจของเขาบีบรัดด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อาจอธิบายได้
จ้าว หยางถอนหายใจยาว ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาพ่นออกมาเป็ไอขาวในอากาศเย็นะเื "เฮ้อ... เ้าเด็กนี่ทำให้ข้าปวดหัวจริงๆ แม้แต่ตอนหมดสติ เ้าก็ยังทำให้ข้าต้องลำบากอยู่ดี"
จ้าว หยาง อุ้มร่างของหยูเซียนขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เขาโอบกอดร่างของเธอเข้ามาอย่างแนบชิด ััได้ถึงความอ่อนนุ่มและความเปราะบางของร่างในอ้อมแขน "ข้าต้องทำให้เ้าอุ่น" เขาพึมพำเบาๆ ขณะที่กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พยายามถ่ายเทความอบอุ่นจากร่างกายของเขาสู่ร่างที่สั่นเทาของเธอ "แต่อย่าคิดว่าข้าจะดีกับเ้าตลอดไปล่ะ รอให้เ้ารอดพ้นจากความหนาวนี้ ข้าจะเอาคืนให้สาสมเลย!"
ในขณะที่จ้าว หยาง กำลังกอดและรอคอยให้หยูเซียนฟื้นสติ เพราะคำสั่งนั่งคอยของเธอทำให้จ้าว หยาง ไม่สามารถขยับตัวออกจากพื้นที่บริเวณนั้นได้ แต่ได้แต่เขานั่งกอดร่างของหยูเซียนไว้แน่น พยายามให้ความอบอุ่นแก่ร่างที่เย็นเฉียบของเธอ พร้อมกวาดสายตาไปสายตาอย่างระแวดระวัง
แต่อยู่ดีๆ ก็มีเสียงะโดังแว่วมาจากไกลๆ แหวกความเงียบของยอดเขาอันหนาวเหน็บ เสียงนั้นแทบจะถูกกลืนหายไปกับสายลมที่พัดกรรโชกและเกล็ดหิมะที่โปรยปรายไม่หยุด แต่ก็ยังคงชัดเจนพอที่จะทำให้ จ้าว หยาง ได้ยินอย่างชัดเจน
"หยุดนะ! เ้ากำลังจะทำอะไรคุณหนูไป๋ของพวกข้า"
จ้าว หยางสะดุ้ง หันไปมองตามเสียงด้วยความใ เขาเห็นกลุ่มคนถือดาบกำลังวิ่งเข้ามา แสงจากคบเพลิงในมือของพวกเขาส่องสว่างท่ามกลางความมืด ดวงตาของจ้าว หยางเบิกกว้างเมื่อเขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์บนเสื้อคลุมของพวกนั้น
"องครักษ์ของตระกูลไป๋!" เขาคิดอย่างตื่นตระหนก หัวใจเต้นรัวด้วยความกลัว "แย่แล้ว ถ้าพวกนี้มาเห็นข้าที่กำลังกอดคุณหนูของพวกมันที่สลบไสลอยู่ในอ้อมแขน พร้อมศพที่นอนกันอยู่เต็มไปหมด พวกนั้นต้องเข้าใจข้าผิดเป็แน่ แถมยังอาจคิดว่าข้าพยายามจะลวนลามคุณหนูของพวกมันอีก"
กลุ่มองครักษ์ของตระกูลไป๋วิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แสงจากคบเพลิงส่องให้เห็นภาพอันน่าสยดสยองของสนามรบที่เพิ่งผ่านศึกมาหมาดๆ ร่างไร้ิญญานอนเกลื่อนกลาด เืและอาวุธกระจัดกระจายไปทั่ว และท่ามกลางความวุ่นวายนั้น พวกเขาเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำลังอุ้มร่างบอบบางของคุณหนูของพวกเขาไว้ในอ้อมแขน
องครักษ์เ่าั้มองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นชายแปลกหน้าอุ้มคุณหนูของพวกเขาไว้ในอ้อมแขน หัวหน้าองครักษ์ถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะรีบปิดปากและกระแอมไอเบาๆ เพื่อเรียกสติ
"เอ่อ... จับตัวมันไว้!" หัวหน้าองครักษ์ะโสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เด็ดขาด แต่กลับมีความลังเลปนอยู่ "อย่าให้มันหนีไปได้! เราต้อง... เอ่อ... สอบสวนหาความจริงให้ได้ว่า... ทำไมชายคนนี้ถึงได้มากอดคุณหนูของเราแบบนี้!"
จ้าว หยางรู้สึกถึงความกดดันที่พุ่งเข้าใส่ตัวเขา เขามองไปรอบๆ อย่างร้อนรน พยายามหาทางหนี แต่ด้วยร่างของหยูเซียนในอ้อมแขนและคำสั่งของเธอที่ยังมีผลอยู่ เขารู้ดีว่าไม่มีทางรอดแล้ว
"ข้าต้องอธิบายให้ได้" เขาคิด พลางกระชับร่างของหยูเซียนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้เหล่าองครักษ์ยิ่งตาโตกว่าเดิม "แต่ใครจะเชื่อคำพูดของอสูรอย่างข้ากัน?"
องครักษ์คนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนข้างๆ "นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า หรือว่าคุณหนูของเราไปแอบมีชู้รักลับๆ ั้แ่เมื่อไหร่กัน?"
อีกคนตอบกลับ "ไม่รู้สิ แต่ดูท่าทางเขาจะหล่อใช้ได้เลยนะ"
หัวหน้าองครักษ์ได้ยินการสนทนานั้นเข้า จึงหันไปตวาดลูกน้องด้วยสีหน้าแดงก่ำ "พวกเ้านี่! อย่ามัวแต่คุยเื่ไร้สาระ รีบจับตัวเขาซะ!"
เหล่าองครักษ์รีบวิ่งเข้าไปล้อมรอบจ้าว หยาง ซึ่งยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นเพราะคำสั่งของหยูเซียน พวกเขาจับแขนขาของจ้าว หยางอย่างงุนงง เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายคนนี้ถึงไม่พยายามขัดขืนเลย
"แปลกจริง ทำไมเขาถึงไม่ขยับเขยื้อนเลย?" องครักษ์คนหนึ่งพูดขึ้น
"บางทีเขาอาจจะใมากเกินไปจนช็อกไปแล้วก็ได้" อีกคนเสนอความเห็น
หัวหน้าองครักษ์ส่ายหน้าอย่างระอา "ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พาตัวเขาไปที่ตระกูลไป๋! เราจะต้องสืบสวนหาความจริงให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูของเรา และทำไมชายคนนี้ถึงได้มาอุ้มคุณหนูแบบนี้!"
และแล้วเหล่าองครักษ์ก็ลากร่างของจ้าว หยางที่แข็งทื่อราวกับท่อนไม้ไป พร้อมกับหยูเซียนที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขนของเขา มุ่งหน้าสู่ตระกูลไป๋เพื่อไขปริศนาที่ทำให้พวกเขางุนงงและอึ้งจนพูดไม่ออกนี้