บทที่49
หนานกงจิ่นอวี่ออกเดินทาง
“เรื่องที่เจ้าต้องรู้หรือ?”หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยขึ้นพลางเลื่อนสายตามองตรงไปยังเซี่ยอันอวี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้นดวงตาคู่งามจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาคาดหวัง
หนานกงจิ่นอวี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าชัดเจน
“...ถ้าหากเกิดเรื่องยุ่งยากเกินกว่าที่หวังจางกับหยางจื้อหลงจะจัดการได้...ให้ไปหาจางเกาเสีย” หนานกงจิ่นอวี่เว้นจังหวะเล็กน้อย
ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความรู้สึกขบขันเล็กน้อย “ตาแก่ขี้เมานั่น... แม้จะดูเช่นนั้น แต่ในบรรดาขุนพลทั้งหมดเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด ถึงจะขี้เกียจไปบ้าง แต่ถ้าเจอเรื่องใหญ่จริง ๆแค่ให้เขาออกแรง... ทุกอย่างก็จบ”
เซี่ยอันอวี่กระพริบตาปริบ ๆรับฟังคำแนะนำ พลางเอียงคอน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและสีหน้าฉงน
“...แค่นี้หรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่หันมามองนางเต็มตาก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย แววตาฉายความแปลกใจปนเอือมระอา
“ก็แค่นั้นแหละ...เจ้านี่จะเอาอะไรนักหนา ข้าแค่จะไปเพียงสามวันเจ้าทำราวกับว่าข้าจะออกเดินทางนานนับปีเช่นนั้น”
เซี่ยอันอวี่ถึงกับรีบกระแอมไอเบา ๆกลบเกลื่อนความเขินอาย นางหลบสายตาเล็กน้อยก่อนจะพูดแก้ตัวเสียงเบา
“ก็แบบว่า...ข้าก็อดกลัวไม่ได้... ไม่รู้ว่าจะมีใครมาลอบสังหารข้าเมื่อไหร่”
คำพูดนั้นทำให้หนานกงจิ่นอวี่เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองใบหน้าของเซี่ยอันอวี่อย่างนิ่งงันสายตาของนางในยามนี้แฝงไปด้วยความแปลกประหลาดราวกับกำลังประเมินหรือคิดบางอย่างอยู่ในใจ
เซี่ยอันอวี่เมื่อถูกจ้องเขม็งเช่นนั้นก็เริ่มทำตัวไม่ถูก นางหลุบตาลงเล็กน้อย พลางขยับตัวไปมาอย่างประหม่านิด ๆ
“...มองอะไรเช่นนั้นเล่า”นางพึมพำเบา ๆ
หนานกงจิ่นอวี่เมินคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “...ไม่มีหรอก”
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน นางเงยหน้าขึ้นถามกลับอย่างไม่เข้าใจ
“หมายความว่าอย่างไรหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงใช้สายตานิ่งสงบจ้องมองนางก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคลุมเครือ
“อย่างน้อย...ในช่วงเวลานี้ ไม่มีใครมาลอบสังหารเจ้าหรอก”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยอันอวี่ถึงกับนิ่งอึ้งใบหน้าแสดงความประหลาดใจปนสงสัย ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใดกันแน่ แต่หนานกงจิ่นอวี่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับเข้าสู่ความเงียบทั้งสองต่างก้มหน้าก้มตากินอาหารต่ออย่างเงียบงันโดยไม่มีใครเอ่ยถึงประโยคเมื่อครู่
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จทั้งสองก็แยกย้ายกันเข้านอนตามปกติ
ยามราตรีผ่านพ้นไปอย่างสงบ...ท่ามกลางความเงียบงันของเมืองกู่หลิงซาที่ยังคงหลับใหลภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงบนผืนทราย
…
ยามเช้าของเมืองกู่หลิงซายังคงเงียบสงบดวงอาทิตย์ยังไม่ทันเผยโฉมเหนือขอบฟ้า ท้องนภายังถูกปกคลุมด้วยแสงสลัวของรุ่งอรุณ
หนานกงจิ่นอวี่เตรียมตัวตั้งแต่ฟ้ายังมืดร่างสง่างามในชุดเดินทางเรียบง่ายจัดเตรียมสัมภาระอย่างคล่องแคล่วก่อนจะออกเดินทางไปพร้อมกับเหยียนฟางและขบวนทหารชุดเล็ก โดยไม่มีเสียงวุ่นวายใด ๆ
วันนี้นางออกเดินทางเร็วกว่าทุกครั้งเพราะจุดหมายปลายทางอยู่ไกลเกินกว่าจะรอให้เช้าเต็มตัวได้
และในขณะที่แม่ทัพหญิงมุ่งหน้าสู่ผืนทรายอันไกลโพ้น...ภายในเรือนไม้ของจวนเจ้าเมือง บรรยากาศยังคงเงียบเช่นเดิม
จนกระทั่ง...แสงอาทิตย์แรกของวันค่อย ๆ สาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ากระทบใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียง
เปลือกตาของ เซี่ยอันอวี่ขยับไหวเล็กน้อย ร่างบางเริ่มรู้สึกตัวทีละนิด นางขยับร่างกายอย่างเกียจคร้านก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เซี่ยอันอวี่พิงหลังกับหัวเตียงอยู่ครู่หนึ่งพลางยกมือขึ้นขยี้ดวงตาเบา ๆ ใบหน้ายังคงงัวเงียจากการเพิ่งตื่นนอน
เมื่อนางหันไปมองข้างกายก็พบว่าเตียงว่างเปล่า ไร้เงาของหนานกงจิ่นอวี่ ซึ่งนางเองก็ไม่ได้แปลกใจนักเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องออกเดินทางแต่เช้า
เซี่ยอันอวี่รีบลุกขึ้นจากเตียงอย่างคล่องแคล่วพอเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องโถง นางก็ไม่พบร่องรอยของหนานกงจิ่นอวี่อยู่แล้ว
สายตาของนางสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารจดหมายฉบับเล็ก
เซี่ยอันอวี่เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะเอื้อมมือหยิบจดหมายนั้นขึ้นมา เปิดอ่านด้วยความสนใจ
เนื้อหาภายในจดหมายนั้นเรียบง่ายตามสไตล์ของแม่ทัพหญิง
"ข้าออกเดินทางแต่เช้าวันนี้คงไม่ได้กินข้าวด้วยกัน... อีกสามวันจะกลับมา" หนานกงจิ่นอวี่
เซี่ยอันอวี่มองเห็นจดหมายที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะก็อดรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้...นางไม่คิดว่าหนานกงจิ่นอวี่จะออกเดินทางเร็วกว่าที่คาดไว้เช่นนี้
แต่เมื่อความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าเซี่ยอันอวี่ก็ไม่ได้มัวรีรอ นางเตรียมตัวอย่างคล่องแคล่วเช่นทุกวัน เพราะรู้ดีว่าภารกิจของตนเองในวันนี้ยังคงดำเนินต่อไป
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยนางก็เดินไปยังบริเวณด้านหลังของเรือนไม้ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกแห่งแรกที่นางเริ่มลงมือสร้างขึ้น
แปลงผักที่ถูกดูแลมาตลอดสองวันบัดนี้เหล่าทหารได้เข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ยามเช้าแล้วตามคำสั่งที่เซี่ยอันอวี่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า
วันนี้...นางตั้งใจจะเปลี่ยนสถานที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ใหม่ที่เพิ่งจัดเตรียมเสร็จสิ้น
สองวันที่ผ่านมาทหารได้เกณฑ์แรงงานจากชาวเมืองจำนวนหนึ่งมาช่วยกันสร้างรั้วไม้ล้อมรอบพื้นที่เพาะปลูกแห่งใหม่โดยมีการแลกเปลี่ยนแรงงานกับเสบียงอาหารเป็นค่าตอบแทน
เซี่ยอันอวี่เคยเดินไปตรวจดูพื้นที่มาแล้วครั้งหนึ่งนางเห็นว่ารั้วไม้สูงท่วมหัวคนถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแรงล้อมรอบที่ดินผืนหนึ่งอย่างเรียบร้อยภายในระยะเวลาเพียงสองวันเท่านั้น
ความร่วมมือระหว่างทหารและชาวเมืองทำให้ทุกอย่างคืบหน้าไปได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
ในช่วงก่อนหน้านี้ทหารในกองทัพได้เริ่มจัดระเบียบแรงงานโดยคัดเลือกผู้คนภายในเมืองให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นแรงงานเพาะปลูก ทั้งการขุดดินหว่านเมล็ด และดูแลพืชผักภายในพื้นที่ใหม่
แน่นอนว่า...งานเช่นนี้ได้รับความสนใจจากชาวเมืองอย่างล้นหลาม เพราะค่าตอบแทนคือ เสบียงอาหารซึ่งถือเป็นของมีค่าที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
ผู้คนจำนวนมากต่างต้องการเข้าร่วมงานนี้เพื่อแลกกับโอกาสในการมีชีวิตรอดและปากท้องของตนเอง
เพียงแต่ว่า... ในตอนนี้ งานเพาะปลูกยังมีขอบเขตจำกัด
เนื่องจาก มู่ซานที่เซี่ยอันอวี่ใช้อยู่ สามารถบ่มเพาะและหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ได้เพียง 500เมล็ดต่อรอบเท่านั้น จำนวนแรงงานที่ต้องใช้จึงถูกจำกัดตามไปด้วย
ในแต่ละวัน...จึงรับแรงงานมาเพียงแค่สิบคนเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับพื้นที่เพาะปลูกในขณะนี้
อย่างไรก็ตามเซี่ยอันอวี่ได้สั่งการให้ทหารประกาศข่าวดีแก่ชาวเมืองว่า ในเร็ว ๆ นี้จะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูก และเพิ่มจำนวนแรงงานให้มากขึ้นตามลำดับ
ข่าวประกาศนี้สร้างความยินดีแก่ผู้คนภายในเมืองเป็นอย่างมากเสียงพูดคุยและรอยยิ้มเริ่มปรากฏขึ้นบ้างท่ามกลางบรรยากาศอันแห้งแล้งของกู่หลิงซา