"ปะ... เป็ไปไม่ได้!"
อวิ๋นเฟยเฟยมองไปยังเกี้ยวด้วยความตื่นตระหนก เห็นเพียงคนหามเกี้ยวทั้งสี่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ม่านโปร่งบางปลิวไสวตามลม หญิงสาวที่อยู่ด้านในยังคงท่าทางเกียจคร้านเช่นเดิม
ทว่าศิษย์พี่ทั้งห้าของนางกลับนอนราบอยู่บนพื้นศีรษะขาดสะบั้นเืไหลนองเป็สายน้ำ เมื่อลมพัดมา กลิ่นคาวเืก็โชยเข้าจมูก
ขาทั้งสองข้างของอวิ๋นเฟยเฟยอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น ใบหน้าของนางซีดเผือด ความรู้สึกคลื่นไส้ตีขึ้นจนแทบจะอาเจียนออกมา อีกทั้งเมื่อครู่นางไม่ได้ยินเสียงใด ๆ เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศิษย์พี่ตายได้อย่างไร สิ่งนี้ทำให้นางขนลุกชันไปทั้งตัวและตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
เมื่อเห็นคนหามเกี้ยวทั้งสี่หามเกี้ยวเดินตรงเข้ามา อวิ๋นเฟยเฟยใจนะโลั่น "อย่าฆ่าข้า! ญาติผู้พี่ของข้าคืออวิ๋นเสวี่ยเวย พวกเ้าคงเคยได้ยินชื่อ ‘อวิ๋นเสวี่ยเวย’ ใช่หรือไม่!”
“นะ… นางเป็บุตรสาวของแม่ทัพแห่งแคว้นซื่อเซี่ยง เป็บุตรบุญธรรมของฝ่าาแห่งแคว้นศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู ทั้งยังกราบยอดฝีมือหลายท่านเป็อาจารย์ แม้แต่เ้าสำนักของสำนักศึกษาชางหลานก็ยังเป็อาจารย์ของนาง! หากเ้าฆ่าข้าญาติผู้พี่ของข้าจะตามล่าพวกเ้าจนไม่เหลือแม้แต่ศพ!"
"โอ้? บารมีล้นฟ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ นางช่างเก่งกาจเสียจริงนะ" อวิ๋นหรั่นเยว่แสยะยิ้มเยาะ
"แน่นอนอยู่แล้ว! สัตว์นิมิตของนางยังเป็สัตว์เทพเทาเถี่ยผู้โด่งดัง! เ้าคงไม่เคยเห็นสัตว์เทพในชีวิตนี้เลยล่ะสิ!" อวิ๋นเฟยเฟยนึกว่าหญิงสาวในเกี้ยวเกิดความกลัว จึงเริ่มมีความมั่นใจขึ้นมา
เสี่ยวอี้จึ๊ปากอย่างไม่พอใจ สัตว์เทพเทาเถี่ยเดิมทีก็เป็ของท่านแม่ อวิ๋นเสวี่ยเวยนั่นช่างไร้ยางอายเสียจริง!
"ว่าแต่… เื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับเ้าด้วยเล่า?" น้ำเสียงของอวิ๋นหรั่นเยว่แฝงความหยอกล้อ
"ข้ากับพี่เสวี่ยเวยสนิทกันประหนึ่งพี่น้องคลานตามกันมา หากเ้าฆ่าข้าก็เท่ากับเป็ศัตรูกับนาง! ต่อให้เ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้านางก็ไม่มีวันปล่อยเ้า! ถ้าเข้าใจแล้วก็จงส่งสมบัติทั้งหมดออกมาเสีย แล้วข้าจะบอกให้ญาติผู้พี่เลิกเอาความเ้า!"
สิ้นคำพูดของนางปราณกระบี่อันทรงพลังมหาศาลก็พุ่งออกจากเกี้ยว ทันใดนั้นใบหน้าของนางก็รู้สึกเ็ปอย่างรุนแรง เืไหลหยดลงมาไม่ขาดสาย
"อ๊าก! หน้าของข้า!"
นางถูกทำลายโฉมเสียแล้ว!!!
อวิ๋นหรั่นเยว่ยกยิ้มมุมปากแล้วกล่าวกับบุตรชายว่า "เสี่ยวอี้ มัดนางไว้แล้วพวกเราไปทักทายแม่นางอัจฉริยะผู้โด่งดังที่สำนักศึกษาชางหลานกันเถอะ นี่คือญาติผู้น้องที่นางสนิทสนมที่สุด ข้าเชื่อว่านางต้องรีบมาไถ่ตัวแน่นอน"
อวิ๋นเฟยเฟยตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก หญิงผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ? ถึงกับกล้าลักพาตัวนางเพื่อเรียกค่าไถ่จากพี่เสวี่ยเวย!
...
เมืองชื่ออวิ๋นตั้งอยู่บริเวณจุดของสามแคว้นใหญ่ภายในเขตแดนเหนือ ถือว่าเป็หนึ่งในเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดของทวีปฉิงอวิ๋น ที่นี่มีพลังิญญาอุดมสมบูรณ์ ว่ากันว่าใต้ดินยังมีชีพจริญญาอยู่หลายสาย ส่งผลให้พลังิญญาไหลเวียนไม่สิ้นสุด
และสำนักศึกษาอันดับหนึ่งของทวีปอย่างสำนักศึกษาชางหลานก็ตั้งอยู่ในเมืองชื่ออวิ๋น ครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยลี้ เป็แหล่งรวมตัวของเหล่าอัจฉริยะและยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วน แม้แต่องค์ชายและองค์หญิงจากแคว้นต่าง ๆ ก็ยังปรารถนาจะเข้าเป็ศิษย์เพื่อเป็เกียรติแก่วงศ์ตระกูล
ปัจจุบันสำนักศึกษาชางหลานมีชื่อเสียงโด่งดังไร้ผู้ต้านทาน ในแดนเหนือไม่มีสำนักใดสามารถต่อกรได้ ที่นี่จึงเป็จุดศูนย์รวมของอัจฉริยะทั้งปวง
ทว่าในวันนี้ผู้คนกลับเห็นศิษย์หญิงในชุดของสำนักศึกษาชางหลานถูกมัดไว้ท้ายเกี้ยว และถูกลากไปตามทาง ศิษย์หญิงผู้นั้นถูกมัดมือทั้งสองข้างทำได้เพียงเดินตามหลังเกี้ยวไปอย่างทุลักทุเล ในปากถูกอุดไว้จนพูดไม่ได้ ใบหน้าที่เคยงดงามกลับถูกทำลายจนเสียโฉมด้วยรอยของมีคมจำนวนมากอย่างโเี้!
"นั่นดูเหมือนจะเป็อวิ๋นเฟยเฟย ญาติผู้น้องของอวิ๋นเสวี่ยเวยนะ!"
"อะไรนะ! ช่างใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งนัก ถึงกับกล้ารังแกญาติผู้น้องของยอดเทพธิดาแห่งเมืองชื่ออวิ๋นของพวกเรา!"
คนหามเกี้ยวทั้งสี่เดินด้วยความเร็วสูง ไม่นานก็เดินผ่านถนนเส้นนั้นจนสุดทาง เมื่อตระหนักว่าทิศทางที่พวกเขาไปคือสำนักศึกษาชางหลาน ผู้คนที่มามุงดูจึงพากันเดินตามไป
จนกระทั่งเกี้ยวหยุดลงที่ลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาชางหลาน เด็กชายตัวน้อยะโลงมาจากเกี้ยว ดวงตาสีดำขลับราวกับนิลเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่ง ดูนุ่มนิ่มน่ารักและไร้พิษสง
ทว่าในสายตาของผู้คนกลับถูกผ้าไหมเงือกและอัญมณีบนตัวเด็กชายทำให้ตาพร่ามัวด้วยความโลภ
"เดี๋ยวก่อน! นั่นไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา แต่ดูเหมือนจะเป็ผลึกอสูร!"
"ผลึกอสูรสีดำทอง นั่นมิใช่ผลึกอสูรระดับศักดิ์สิทธิ์หรอกหรือ! ์ช่วยด้วย!"
"เื่จริงหรือนี่!"
"ใครกันที่ช่างโอหังเช่นนี้! ถึงกับกล้าลงมือกับศิษย์น้องของสำนักศึกษาชางหลานอย่างโเี้! ช่างรนหาที่ตาย!"
ในขณะนั้นมีกลุ่มศิษย์ในชุดสีขาวเดินออกมาจากสำนักศึกษาชางหลาน พวกเขามีจำนวนสิบกว่าคนแต่ละคนแผ่กลิ่นอายคุกคามและเข้ามาล้อมเกี้ยวเอาไว้
"เป็ศิษย์จากชั้นเรียนระดับดิน คราวนี้คนพวกนี้ซวยแล้ว!" ใครบางคนกระซิบเบา ๆ
ฟ้า ดิน เสวียน หวง เรียงจากสูงไปต่ำ ในบรรดาศิษย์ชั้นเรียนระดับดินคือเหล่าอัจฉริยะชายหญิงที่เป็รองเพียงชั้นเรียนระดับฟ้าเท่านั้น
"ใครแอบอยู่ในเกี้ยว! อย่ามัวแต่หดหัวอยู่ในกระดอง ออกมาเดี๋ยวนี้!" ศิษย์ชายที่เป็ผู้นำชูดาบยาวขึ้น ชี้ไปยังหญิงสาวที่นอนตะแคงอย่างสบายอารมณ์อยู่ในเกี้ยวพร้ะโกนเสียงดัง
หนึ่งในนั้นชักกระบี่ออกมา หมายจะฟันไปยังเชือกที่มัดอวิ๋นเฟยเฟยไว้ท้ายเกี้ยว ทว่าเหตุการณ์กลับคาดไม่ถึง เพียงแค่ัักระบี่ก็ถูกดีดกระเด็นออกไปส่วนเชือกที่ดูธรรมดานั้นกลับไม่มีแม้แต่รอยขาดแม้แต่น้อย!
"นี่มันเชือกอะไรกัน! ศิษย์พี่หลินมีพลังบำเพ็ญถึงระดับปรมาจารย์ิญญา แต่กลับไม่สามารถฟันให้ขาดได้!"
ไม่มีทางเป็ไปได้นอกจาก… เชือกเส้นนี้จะเป็ศาสตราิญญาและมีระดับที่สูงมาก
ศิษย์หลายคนเริ่มตาเป็ประกายด้วยความโลภ รู้สึกว่าคนเหล่านี้มีแต่ของล้ำค่าเต็มตัว หากสามารถจับพวกเขาได้ก็จะสามารถแบ่งสมบัติเหล่านี้กันได้ทั้งหมด!
ศิษย์ชายผู้นำส่งสัญญาณทางสายตา กลิ่นอายในตัวพวกเขาพุ่งสูงขึ้น อาวุธส่องประกายวาววับ ชายสองคนพุ่งเข้าจู่โจมเด็กชายตัวน้อยทันที ส่วนคนที่เหลือพุ่งเข้าโจมตีคนที่อยู่ในเกี้ยวเช่นกัน
"อ๊าก!" ศิษย์สองคนถูกแสงสีทองซัดจนกระเด็นออกไป
คนอื่น ๆ ยิ่งอนาถกว่านั้น หญิงสาวในชุดสาวใช้เพียงแค่ชักกระบี่ออกมา ปราณกระบี่อันทรงพลังก็ซัดคนเ่าั้จนาเ็ในทันที ร่างกายเต็มไปด้วยรอยกระบี่ ต่างพากันส่งเสียงร้องโหยหวนดังระงม
"เป็ไปได้อย่างไร!" ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์รอบข้างต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ศิษย์ชั้นเรียนระดับดิน ทุกคนมีพลังบำเพ็ญระดับปรมาจารย์ิญญา แต่กลับพ่ายแพ้ยับเยินโดยที่ยังไม่ทันได้ลงมือสู้ด้วยซ้ำ!
พลังบำเพ็ญแบ่งออกเป็แปดขอบเขตใหญ่ ได้แก่ นักรบิญญา สาวกิญญา ปรมาจารย์ิญญา ราชันย์ิญญา บรรพชนิญญา จอมิญญา จักรพรรดิิญญา และเซียนิญญา โดยแต่ละขอบเขตยังแบ่งย่อยออกเป็ขั้นหนึ่งถึงเก้า ซึ่งการเลื่อนขั้นในแต่ละขั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย
หลายคนอายุสี่สิบห้าสิบปีแล้วยังอยู่แค่ระดับปรมาจารย์ิญญา มีเพียงเหล่าอัจฉริยะของสำนักศึกษาชางหลานเท่านั้นที่สามารถบรรลุพลังบำเพ็ญระดับนี้ได้ั้แ่อายุเพียงสิบถึงยี่สิบปี
แต่ตอนนี้พวกเขากลับพ่ายแพ้อย่างราบคาบ! แล้วยังพ่ายแพ้ให้แก่เด็กตัวเล็ก ๆ กับสาวใช้คนหนึ่ง นี่เป็เื่ที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
"ท่านแม่ พวกเขาช่างอ่อนหัดนัก นี่คือศิษย์ของสำนักศึกษาอันดับหนึ่งในใต้หล้าหรือ? ดูเหมือนจะธรรมดานะขอรับ" เสี่ยวอี้มองดูคนที่ร้องโหยหวนอยู่บนพื้นพลางส่ายหัวเบา ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความผิดหวัง
เขาผิดหวังมาก ท่านแม่เคยเล่าว่าในอดีตนางใฝ่ฝันอยากเข้าเรียนที่สำนักศึกษาชางหลาน ตอนนั้นยังทุ่มเทแรงกายแรงใจจนผ่านการทดสอบได้เป็อันดับหนึ่งและคว้าป้ายเข้าเรียนมาได้สำเร็จ แต่กลับถูกคนพวกนั้นแย่งชิงไป
เขานึกว่าสำนักศึกษาที่ท่านแม่ใฝ่ฝันจะแข็งแกร่ง แต่ที่ไหนได้ กลับไม่มีใครที่พอจะสู้ได้เลยสักคน
"นั่นสินะ เหมือนพวกสุนัขขี้แพ้กลุ่มหนึ่ง น่าเบื่อสิ้นดี"
ผู้คนได้ยินเสียงเกียจคร้านของหญิงสาวในเกี้ยว น้ำเสียงของนางไพเราะยิ่งนัก ราวกับเสียง์ที่เย้ายวนใจ ทว่าคำพูดของนางกลับทำให้ผู้คนจำนวนมากโกรธแค้น
สำนักศึกษาชางหลานคือความภาคภูมิใจของเมืองชื่ออวิ๋น จะเป็พวกสุนัขขี้แพ้ได้อย่างไร สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
"โอหังนัก! ใครกันที่ใจกล้าบ้าบิ่น ถึงกับกล้ามาสร้างความวุ่นวายที่หน้าประตูสำนักศึกษา!"
ในตอนนั้นเสียงอันดังกังวานดังมาจากที่ไกล ๆ ชายหญิงคู่หนึ่งเหินกระบี่มาหยุดอยู่กลางอากาศ พวกเขาสวมชุดสำนักศึกษาสีม่วง สีหน้าเย่อหยิ่ง มองลงมายังเกี้ยวที่ลานกว้างด้วยสายตาดูแคลน
"นั่นคือเจี่ยงเฉิงและเย่เมิ่งจากชั้นเรียนระดับฟ้า! แม้แต่ศิษย์ชั้นเรียนระดับฟ้าก็ยังถูกรบกวนหรือนี่!"
"พวกเขาดูเหมือนจะเป็สมาชิกของกองกำลังอวิ๋นเซียวนะ เจี่ยงเฉิงอยู่ระดับราชันย์ิญญาขั้นสาม ส่วนเย่เมิ่งอยู่ขั้นสอง!"
"ศิษย์จากชั้นเรียนระดับฟ้าลงมือเอง ดูท่าคนพวกนี้คงไม่มีทางรอดชีวิตออกไปได้!"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชน เจี่ยงเฉิงและเย่เมิ่งต่างยกยิ้มมุมปาก มองหญิงสาวในเกี้ยวด้วยความโอหัง
"คนที่อยู่ในเกี้ยวรีบปล่อยศิษย์น้องอวิ๋นเดี๋ยวนี้! มิฉะนั้นอย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!"
"ถูกต้อง คนข้างในไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้! หากคุกเข่ากราบขอขมา ข้าอาจจะพิจารณาเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เ้า!"
"โอ้! น่ากลัวจังเลย ท่านแม่คนที่นี่ชอบทำตัวโอ้อวดกันหมดเลยหรือขอรับ?" เสี่ยวอี้เงยหน้าเล็ก ๆ มองคนเ่าั้จนคอแทบเคล็ด
อวิ๋นหรั่นเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านเช่นเคย "ทำตัวให้ชินเถอะลูกรัก เพราะคนที่ยังไม่เคยถูกโลกตบหน้ามักจะคิดว่าตนเองเก่งกาจที่สุดในใต้หล้าทั้งนั้นแหละ"