ต้นไม้ยืนตอบรับแสงเช้าเป็ชั้น ๆใบไผ่ยังสั่นไหวจากลมยามรุ่งที่พัดผ่านลำธารเสียงน้ำซุกซุยกระทบหินเป็จังหวะสม่ำเสมอ ม้าพักหายใจอยู่ใต้ร่มเงา กองฟางส่งกลิ่นอบอุ่นคล้ายกับบ้านไร่สมัยเก่า— ทั้งหมดนี้กลายเป็ฉากหลังที่เรียบง่ายและอ่อนโยนสำหรับเช้าวันใหม่
เจียงฟานนั่งเหยียดขาอยู่ข้างกองไฟมือข้างหนึ่งยกชามข้าวต้มขึ้นมาสูดไอร้อน เขาชื่นชมความเรียบง่ายของมื้อเช้า —ไม่ต้องพิธีรีตองให้มาก แต่แค่ความอร่อยและความอิ่มที่ใจ้าในหัวเขายังอยากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ 'รอยแยกมิติ' อยู่ แต่เช้าวันนี้เขาให้สิทธิ์ร่างกายก่อนจึงสั่งให้หลินเทียนจัดโจ๊กไข่ร้อน ๆ มาให้
หลินเทียนถ่อมตัวยืนคุมไฟอย่างตั้งใจเขาเหยาะน้ำมันเล็กน้อยใส่กะทะเก่า ใส่ข้าวที่เหลือจากเมื่อวานลงไปผสมกับน้ำซุปที่เพิ่งเคี่ยวจนหอม ใส่ไข่ไก่สามฟอง — ไข่ิญญาทองคำที่ป้าเหมยให้มา— แล้วคนด้วยตะเกียบไม้ช้า ๆ จนโจ๊กเริ่มข้น
เสียงฟู่พุ่งของไอร้อน ปะปนกับกลิ่นหอมของข้าวและไข่ทิวทัศน์รอบตัวเหมือนถูกหุ้มด้วยม่านไอน้ำอุ่น ๆ เจียงฟานยื่นมือไปหยิบชาม เตรียมจ้วงตักคำแรก
“อืม…ต้องคนให้มันเย็นก่อน” เขาพึมพำ แล้วก็ค่อย ๆโบกตะเกียบให้โจ๊กหมุนวนช้า ๆ เพื่อให้ไอร้อนกระจายออก
คำว่า “คน” และ “เย็น” ตกลงสู่หูของซูเม่ยที่ยังนั่งสมาธิไม่ไกลเธอลืมตาเบา ๆ เหมือนเด็กเห็นของขวัญ
ในโลกเซียน คำธรรมดามักถูกตีความให้ลึกซึ้ง
“คน (搅 / 攪)” ในภาษาจีนโบราณของพวกเขาถือเป็การ 'กระตุ้น' หรือ 'ผสมปราณ'
“เย็น (冷 / 冷却)” ถูกนับว่าเป็สัญลักษณ์ของหยิน —ความสงบและการชำระ
ซูเม่ยผงกหัวทันที ดวงตากระจ่างอย่างเข้าใจ — ในหัวของเธอ คำว่า“คนให้มันเย็น” แปลว่าเทคนิคการควบคุมหยิน-หยางผ่านการเคลื่อนไหวอ่อนโยนของฝ่ามือ
เธอเงียบกระซิบกับหลินเทียนอย่างตื่นเต้น
“ท่านพี่หลิน! ท่านอาจารย์กำลังสาธิต‘เทคนิคการปรับอุณหภูมิด้วยการคน’! ท่านเห็นไหมว่าการผสานการเคลื่อนไหวละเอียดสามารถปรับสมดุลปราณได้!”
หลินเทียนก้มลงกราบสามทีด้วยความเคารพแทบจะทำพิธีทันที
“โอ้ ท่านอาจารย์! ท่านทรงเผยวิชาการผสานธาตุด้วยการ ‘หันช้อน’อันพิศดาร!”
เจียงฟานยกยิ้มแบบคนทนไม่ได้ เขากระซิบกับตัวเอง“ฉันแค่ไม่อยากให้ลิ้นพุ่งเป็รอยไหม้เท่านั้นแหละ…”
เมื่อโจ๊กอุ่นลงจนพอดี เจียงฟานตักเข้าปากคำแรก —ความนุ่มของข้าวผสมกับความฟูของไข่ ทำให้เขาปลดปล่อยเสียงฮัมอย่างพอใจ
“อร่อยจริง ๆ” เขาพูดพลางตักต่อ “ฉันจะกินให้หมดชามเลย”
คำพูดนั้นเหมือนประกาศธรรมะชั้นสูงสำหรับผู้ที่สังเกตการณ์อยู่ไกลๆ
จากพุ่มไม้เบื้องห่าง หวังฉี เ้าสำนักเมฆาัและกลุ่มศิษย์ผู้ติดตามได้เฝ้าดูเหตุการณ์ตลอดมา พวกเขาหวังจะได้รับคำชี้แนะเล็ก ๆจากปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองแต่สิ่งที่ได้เห็นกลับเป็ท่านอาจารย์กำลังกินโจ๊กด้วยท่าทางเรียบง่าย
หวังฉีพลิกมือดั่งคนเห็นแสงสว่างในความมืด
“ข้าเห็นแล้ว! ‘กินให้หมดชาม’ — นี่คือการกลืนกินจักรวาล!ท่านอาจารย์สอนให้เราดูดซับพลังโลกผ่านการกิน!”
ศิษย์ทั้งหลายพากันสั่นศีรษะราวกับได้รับวาจาพิธีกรรมอันทรงคุณค่าพวกเขาจัดเตรียมถ้วยชามสมุนไพรของตนขึ้นมา เริ่ม ‘กลืนกิน’ อย่างเคร่งเครียด —ดูดซับพลังปราณในอาหารเสมือนว่ากำลังดื่มโอสถล้ำค่าใบหน้าของแต่ละคนกร้านไปด้วยสมาธิ พวกเขาพยายาม “ย่อย” พลังปราณด้วยการมองตาเพ่งและขยับเต้านม(สัญลักษณ์การหายใจเชิงปราณ) อย่างจริงจัง
เจียงฟานมองเห็นภาพนั้นแล้วเกือบสำลักข้าวต้ม เขาพึมพำ “โอ้โห…พวกนี้กินเร็วจนเหมือนการแข่งขันกินบะหมี่ทันที” แล้วก็หัวเราะในลำคอ
ซูเม่ยหันมามองด้วยตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
“ท่านอาจารย์! พวกเขาทำตามท่าน!ท่านได้จุดประกายการปฏิบัติที่ล้ำเลิศ!”
หลินเทียนยังไม่วายถือชามมาสักใบพยายามทำหน้าตาเคร่งขรึมแล้วพูดว่า
“การกลืนกินนี้ไม่ใช่เพียงการบริโภคแต่คือการแปลงอาหารให้เป็พลังชีวิต — การเปลี่ยนรูปแห่งภายใน!”
เจียงฟานทิ้งช้อนลงบนพื้นอย่างหมดแรง แต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้กับความจริงจังของคนเหล่านี้
“ฟังนะ พวกเธอ — กินอาหารต้องเคี้ยวด้วยปาก ไม่ใช่ด้วยสายตา!”เขาพูด และเมื่อเห็นหนึ่งในศิษย์หน้าแดงเพราะพยายามกลืนอย่างรวดเร็วเจียงฟานรีบลุกให้แก่มือนั้นน้ำ
เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้กลายเป็เื่ตลกประจำเช้าวันนั้น —มีศิษย์คนหนึ่งทำท่าหายใจลึกแล้วสำลักเมื่อพยายาม “ดูดซับพลัง” มากเกินไปทำให้คนอื่นหัวเราะทั้งน้ำตา
หลังมื้อเช้าหลินเทียนและซูเม่ยช่วยกันล้างถ้วยชามอย่างเรียบร้อย ทั้งคู่ค่อย ๆสะท้อนถึงความหมายจากการตีความของพวกศิษย์
“ท่านอาจารย์ แม้คนบางคนจะตีความลึกเกินจำเป็แต่ข้าคิดว่าการกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้ใจของพวกเขาตั้งมั่นขึ้น”หลินเทียนพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
ซูเม่ยพยักหน้า “ข้าน้อยเห็นเช่นกัน การกระทำที่จริงใจแม้จะเริ่มจากความเข้าใจผิด ก็มักนำไปสู่การฝึกฝนที่แท้จริง”
เจียงฟานยิ้มบาง ๆ เขามองไปที่ลำธารใบหน้าของเขาอ่อนลงด้วยความพึงพอใจแปลก ๆ
“เอาล่ะ…ไปกันต่อเถอะ” เขาพูด “วันนี้เรายังมีทางอีกยาว”
ก่อนขึ้นเกวียนเจียงฟานหันไปสะกิดหนึ่งในศิษย์ที่ตะเกียกตะกายกลืนพลัง
“ครั้งหน้า อย่ากินเร็วเกินไปล่ะเดี๋ยวจะสำลักแล้วแกต้องให้คนอื่นเอาน้ำให้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
ศิษย์คนนั้นหัวเราะน้ำตาซึม “ขอขอบคุณท่านอาจารย์! ข้าจะค่อย ๆฝึกจนกว่าจะกลืนพลังได้โดยไม่สำลัก!”
เมื่อเกวียนค่อย ๆ เคลื่อนออกจากริมลำธารเสียงน้ำที่ไหลและกลิ่นข้าวต้มยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน เป็มื้อเล็ก ๆที่กลายเป็บทเรียนใหญ่ และในใจลึก ๆ ของเจียงฟาน เขารู้สึกว่า —บางครั้งสิ่งปกติที่สุด ก็สามารถกลายเป็ ‘ศาสนา’ ได้ถ้ามันถูกบรรยายอย่างจริงจังพอ