คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 เทพนักรบที่แสนระมัดระวัง

            

            “เจ้าก็จะไปด้วยรึ?” ฉู่ซีฟงปรายตามองซูฉางอันที่กำลังเดินเข้าไปหาครู่หนึ่ง

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้าจากนั้นก็ไปยืนอยู่ในระนาบเดียวกับฉู่ซีฟงที่หน้าสำนัก

            เดือนเก้าของเมืองฉางอันกลุ่มหมอกหนาเข้าปกคลุมทั้งเมือง ท่ามกลางแสงหม่นที่ส่องเข้ามาในยามเช้าหมอกหนาบดบังร่างของหนึ่งนักรบหนุ่มและหนึ่งนักรบอาวุโสเอาไว้ทำให้สามารถมองเห็นร่างของทั้งสองได้เพียงเลือนรางเท่านั้นทว่าดาบที่ถูกดึงออกมาจากฝักหนึ่งส่วน ซึ่งทั้งสองแบกติดหลังมาด้วยกลับสว่างไสวเหลือเกิน

            ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ลมหนาวก็พัดผ่านไปใบไม้ที่ไร้คนคอยกวาดของสำนักเทียนหลานต่างปลิวกระจายไปทั่ว

            ตึกตักๆ!

            จู่ๆเสียงกีบเท้าม้าอันแสนเร่งรีบก็ดังมาแต่ไกล

            “หยุด!”

            หลังผ่านไปชั่วครู่บุรุษผู้หนึ่งก็ตะโกนขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำก่อนกีบเท้าสีแดงที่ทั้งใหญ่โตและแข็งแรงจะถูกยกขึ้นสูงในวินาทีต่อมา ม้างามยกเท้าหน้าขึ้นอย่างทรงพลังและในตอนที่อาชาคล้ายจะล้มหงายลงบนพื้นดินชายที่นั่งอยู่บนหลังม้าส่งเสียงตะโกนขึ้นเบาๆคล้ายร่างกายของเขาคนนี้ถูกผนึกติดอยู่บนหลังม้าไปเช่นนั้น จู่ๆก็มีแสงแห่งพลังสีเหลืองกระจายออกมาจากร่างกายท่อนล่างของเขาอย่างกะทันหัน ม้าที่กำลังยกเท้าหน้าขึ้นสูงถูกดึงจนหยุดลงกลางคันกีบเท้าม้าจึงกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรง ส่งผลให้พื้นหินอ่อนหน้าสำนักเทียนหลานซึ่งเป็นถนนหลวงเกิดรูโบ๋ขึ้นถึงสองแห่งด้วยกันคล้ายมีของที่หนักเป็นพันจินอยู่บนหลังม้าอย่างไรอย่างนั้น

            “เจ้าคือฉู่ซีฟง?” บุรุษบนหลังม้าถามขึ้นเช่นนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่กองกำลังในชุดเกราะสีดำจำนวนมากเดินตามมาถึงที่หน้าสำนักเทียนหลานด้วยการก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียงและเชื่องช้า

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นแม้จะอยู่ห่างกันถึงสิบเมตร แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตอันแสนรุนแรงที่กระจายออกมาจากร่างของคนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

            “ใช่” ฉู่ซีฟงปรายตามองผู้มาเยือนแวบหนึ่ง พลางกล่าวขึ้น

            ซูฉางอันช้อนสายตาขึ้นไปมองสำรวจชายผู้มาใหม่เขามีอายุประมาณสี่สิบกว่าๆ อยู่ในชุดเกราะสีทองในมือถือดาบที่มีขนาดยาวเทียบได้กับส่วนสูงของคนหนึ่งคนเอาไว้ที่บริเวณไหล่ทั้งสองข้างมีเกราะป้องกันไหล่รูปพยัคฆ์ประดับประดาอยู่ที่ด้านหลังของเขา ผ้าคลุมสีแดงสดกำลังโบกสะบัดไปตามแรงลมหนวดครึ้มที่ขึ้นทั่วใบหน้าแทบจะปกคลุมริมฝีปากของเขาเอาไว้เสียมิดบุรุษตรงหน้ามีดวงตาถลนออกมาเล็กน้อย และในตอนนี้ มันกำลังถูกเบิกจ้องไปที่ซูฉางอันกับฉู่ซีฟงอย่างไม่ละสายตาคาดว่านี่คงจะเป็นเทพนักรบ ตู้เหว่ยที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปที่เมืองหลานหลิงในนามขององค์จักรพรรดิเป็นแน่

            “เขาก็จะไปด้วยรึ?” ตู้เหว่ยปรายตามองซูฉางอันที่ยืนอยู่ข้างกันเล็กน้อยแน่นอน ด้วยพลังที่มีทำให้เขามองออกตั้งแต่แวบแรกว่าซูฉางอันเป็นนักรบที่มีพลังอยู่เพียงระดับหลอมจิตเท่านั้นจึงขมวดคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เด็กคนนี้น่ะรึที่ทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปประลองด้วยในงานหลอมดาวที่ผ่านมา?

            “ใช่ เขาจะไปด้วย” ฉู่ซีฟงมองไปยังซูฉางอันแวบหนึ่งจากนั้นก็หันไปพยักหน้ากับตู้เหว่ยเบาๆเขาพูดด้วยท่าทางเรียบเฉยทว่าก็เด็ดเดี่ยวจนไม่อาจตั้งข้อกังขาในการตัดสินใจนี้ได้เลย

            ท่าทางของฉู่ซีฟงทำให้ตู้เหว่ยอารมณ์เสียขึ้นมาทันทีเขาสบถเสียงในลำคออย่างเย็นยะเยือก “พวกเจ้าไม่มีม้ารึ?”

            “พวกเขาก็ไม่มีเหมือนกัน ไม่ใช่รึ?” ซูฉางอันพูดแทรกขึ้นจากนั้นก็ชี้ไปที่ขบวนทหารซึ่งยืนเรียงรายอยู่ที่ด้านหลังตู้เหว่ย

            ตู้เหว่ยชะงักนิ่งไปจากนั้นจึงมีสีหน้าเย็นยะเยือกลง “ได้หวังว่าคุณชายซูผู้เป็นจอมดาราแห่งงานหลอมดาวจะไม่เดินหลงกับขบวนนะ” หลังพูดจบเขาก็ใช้ด้านข้างของดาบในมือตีลงบนม้าคู่ใจอย่างแรงทำให้มันร้องคำรามขึ้นด้วยความเจ็บปวด แล้ววิ่งออกไปทันที เพียงไม่กี่อึดใจม้างามก็วิ่งไปไกลเกือบร้อยเมตรแล้ว

            ทันทีที่ม้าเริ่มออกวิ่งขบวนทหารทางด้านหลังก็ประกายแสงแห่งพลังออกมาจากร่างแล้ววิ่งตามตู้เหว่ยที่ทิ้งระยะห่างออกไปถึงร้อยเมตรไปอย่างรวดเร็วราวได้รับคำสั่งบางอย่างมาเช่นนั้น

            ฉู่ซีฟงหันไปมองซูฉางอันแวบหนึ่ง “ตามทันไหม?”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็เอียงคอพลางคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้า แล้วพูดขึ้นในที่สุด “ขอรับ”

            เมื่อได้รับคำยืนยันจากซูฉางอันฉู่ซีฟงจึงรู้สึกวางใจได้ในที่สุด เขาเคลื่อนไหวร่างกาย กลายเป็นลำแสงสีม่วงแล้วพุ่งออกไปพร้อมกับเสียงหวีดหวิวเมื่อตัดผ่านสายลมทันที

            นี่เป็นครั้งแรกที่ซูฉางอันได้ประจักษ์ในพลังที่แท้จริงของฉู่ซีฟงจึงอดรู้สึกชื่นชมไม่ได้

            เขาเคลื่อนปลายเท้ามาอยู่ในท่าเตรียมก่อนจะออกแรงส่งที่เท้า จากนั้นก็กลายเป็นลำแสง แล้วพุ่งไปในทิศที่ฉู่ซีฟงพุ่งหายไปทันที

            แน่นอนเขาเร็วไม่เท่ายอดอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงมานานอย่างฉู่ซีฟงอยู่แล้วลำพังจะตามทหารพวกนั้นให้ทันก็ยังลำบากไม่ใช่น้อย จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็ประหลาดไม่เบาเลย ตลอดทางที่ผ่านมาทหารพวกนั้นไม่ได้เร่งเดินทางแต่อย่างใด พวกเขามีท่าทางใจเย็นมาก แต่ก็กลับเดินทางได้อย่างรวดเร็วเหลือเกินแม้ซูฉางอันจะทุ่มสุดแรงแล้ว แต่ระยะห่างระหว่างตนกับขบวนทหารก็ยังมากขึ้นไปทุกที

            “วิธีนี้ใช้ไม่ได้จริงๆ ด้วย” เขาพึมพำกับตัวเอง

            ซูฉางอันออกคำสั่งทางความคิดจากนั้นปราณดาราในร่างก็เริ่มขับเคลื่อนขึ้นอย่างกะทันหันเพลิงศักดิ์สิทธิ์ถูกกระจายออกมาจากร่างกายก่อนพลังเหล่านั้นจะถูกรวบรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเปลวเพลิงที่ลุกอยู่ที่เท้าทั้งสองข้างในที่สุด

            ทันทีที่เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นความเร็วของเขาก็เพิ่มมากขึ้นทันที

            เขารู้สึกเบาตัวขึ้นอย่างกะทันหันก่อนรอยยิ้มจะประกายออกมาทางใบหน้า ซูฉางอันออกแรงส่งที่เท้าอีกครั้งครั้งนี้เขาเคลื่อนไหวเร็วมากขึ้นถึงสามเท่าเลยทีเดียว

            แม้จะไม่ได้เร็วถึงขนาดตามฉู่ซีฟงทันแต่นั่นก็ทำให้เขามีความเร็วพอๆ กับขบวนทหาร ไม่ต้องกังวลว่าจะพลัดหลงหรือถูกทิ้งให้อยู่นอกขบวนอีกแล้ว

            เมืองหลานหลิงมีขุนเขาห้อมล้อมอยู่มากมายแต่ก็ไม่ได้ไกลจากเมืองฉางอันมากสักเท่าไร ห่างกันเพียงไม่ถึงห้าร้อยลี้เท่านั้นแม้จะเป็นเมืองขนาดเล็ก แต่เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกับเมืองฉางอัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า หรือกลุ่มนักเดินทาง เมื่อเดินทางผ่านไปผ่านมาย่อมเข้ามาพักในเมืองนี้เสมอ ดังนั้นเมืองนี้จึงถือเป็นเมืองที่รุ่งเรืองไม่น้อยแต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อหลายวันก่อน เมืองที่อยู่ใกล้ตัวองค์จักรพรรดิจะถูกฆ่าล้างเมืองโดยโจรชั่วที่โผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบเช่นนี้...

            คนนับพันครัวเรือนภายในเมืองต้องมาตายอย่างน่าอนาถและถูกทิ้งเอาไว้ในเมืองโดยไร้เหลียวแลแม้จะผ่านมาหลายวัน จวบถึงบัดนี้ กลิ่นคาวเลือดก็ยังคละคลุ้งไปทั่วแม้จะอยู่ไกลหลายลี้ แต่ตู้เหว่ยก็ได้กลิ่นอย่างชัดเจน

            พวกเขามาถึงเนินเขาข้างเมืองหลานหลิงแล้วเพียงเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยก็ถึงที่หมายแล้วเพราะตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงพืชพรรณและทุ่งหญ้าที่เคยเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์บนเขาจึงเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองจนหมดสายลมที่พัดผ่านทำให้พวกมันไหวขึ้นเป็นระยะๆ ดูคล้ายมนุษย์ตากแห้งที่เพียงออกแรงบีบนิดเดียวก็สามารถหักออกจากกันได้อย่างง่ายดายเช่นนั้น

            ตู้เหว่ยฟาดมุมด้านข้างของดาบลงบนม้าอีกครั้งจากนั้นจึงหันกลับไปมองด้านหลังนอกจากภูเขาที่เต็มไปด้วยพืชพรรณที่เปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองทั้งต้นแล้วก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏให้เห็นอีกเลย นั่นทำให้เขาประกายรอยยิ้มบางๆขึ้นอย่างหยามเหยียด

            ตอนนี้เพิ่งจะเป็นเวลาเช้าของวันหมอกแห่งฤดูกาลยังไม่สลายหายไป ทิวทัศน์ตรงหน้าจึงยังจมอยู่ท่ามกลางหมอกหนาแต่ภาพของเมืองหลานหลิงก็ค่อยๆ ปรากฏต่อสายตาแล้ว

            ตู้เหว่ยกำลังจะกระตุ้นให้อาชาที่เริ่มมีอาการเหนื่อยล้าเบื้องล่างเดินหน้าต่อไปอีกครั้งแต่จู่ๆ เขาก็พบว่าที่ซึ่งไม่ไกลออกไปมีร่างของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้คนผู้นั้นยืนหันหลังมาให้ราวกำลังทอดมองไปยังเมืองหลานหลิงเบื้องล่างแต่เพราะหมอกที่หนาทึบ เขาจึงมองเห็นร่างของคนตรงหน้าได้ไม่ชัดเจนนัก

            ตู้เหว่ยดึงบังเหียนม้าตามคำสั่งของสัญชาตญาณและลดความเร็วในการเดินหน้าลงทันที

            ยืนมองเมืองที่ถูกฆ่าจนไม่มีใครเหลือจากที่ไกลๆในยามเช้าเช่นนี้ด้วยตัวคนเดียวงั้นรึ...

            ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำสงครามมาหลายปีบอกกับเขาว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ปกติ

            เขาจับดาบขนาดใหญ่ที่ใช้ในสงครามมานานหลายปีเอาไว้แน่นอาชาใต้หว่างขาก็ราวจะรับรู้ถึงความต้องการของผู้เป็นนายได้ในทันที มันค่อยๆก้าวเหยียบใบไม้แห้งบนพื้นดินทีละก้าวๆ อย่างแผ่วเบาและก้าวเข้าไปหาร่างเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า

            ประมาณสิบนาทีต่อมา ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากร่างนั้นเพียงไม่ถึงสิบเมตรเท่านั้นทว่าร่างนั้นก็ยังยืนหันหลังให้ดังเดิม

            หากจะว่ากันตามจริงแล้วนี่นับเป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ผนวกกับพลังและความแข็งแกร่งของเขา ผู้เป็นเทพนักรบแห่งต้าเว่ยนี่เป็นโอกาสทองในการลอบโจมตีที่สุดแล้ว

            แต่ตู้เหว่ยไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิดเขารบรามานานหลายปี เคยเผชิญกับเหตุการณ์อันตรายมานับไม่ถ้วนยอดฝีมือที่แข็งแกร่งมากกว่าเขาหลายเท่าต่างก็ตายจากไปหมดแล้วแต่เขากลับยังรอดชีวิตมาได้ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุผลเพียงข้อเดียวเท่านั้น...เพราะเขารอบคอบ และระมัดระวังตัวนั่นเอง

            วินาทีนั้นเขามีความคิดหลายอย่างอยู่ในสมอง ยกตัวอย่างเช่นหากคนตรงหน้าเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเมืองในครั้งนี้จริงๆ ล่ะก็ เช่นนั้นเรื่องการหายตัวไปของโหวเยน้อยแห่งตระกูลกู่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเขาด้วยแน่

            แม้ยอดนักปราบโจรโกซานหยุนจะเป็นนักพรตแต่ก็มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพแล้วทั้งยังเดินทางมาพร้อมกับกู่โหวเยและนักรบที่มีพลังมากกว่าระดับอรุณรุ่งอีกหลายคนหากนักรบพวกนั้นถ่วงเวลาให้โกซานหยุนได้สักสิบอึดใจล่ะก็ด้วยพลังของนักพรตระดับสูงเขาต้องแสดงพลังที่แข็งแกร่งจนสามารถเอาชนะนักรบที่มีพลังต่ำกว่าระดับสั่งฟ้าได้อย่างแน่นอน

            ดังนั้นคนตรงหน้าต้องมีพลังแข็งแกร่งกว่าระดับสั่งฟ้าแน่และคนที่มีพลังแข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้ ไม่มีทางที่ใครจะเข้าไปใกล้ในระยะสิบเมตรได้โดยที่เขาไม่รู้ตัว...

            ทว่าร่างตรงหน้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมามองเลยสักนิดหากตู้เหว่ยไม่ได้ประเมินพลังของคนตรงหน้าสูงเกินไปล่ะก็เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้อีกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือคนผู้นี้มั่นใจในตัวเองมากมากจนคิดว่าต่อให้ตู้เหว่ยจะโจมตีในระยะประชิดเช่นนี้ ตนก็สามารถต่อกรหรือหลบเลี่ยงไปได้อย่างแน่นอน

            ความคิดนั้นทำให้ตู้เหว่ยเหงื่อซึมด้วยความกดดันเขาเคลื่อนไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย เพียงไม่นานเขากับร่างนั้นก็อยู่ห่างกันเพียงไม่ถึงห้าเมตรเท่านั้น ตอนนี้เขามองเห็นได้อย่างเลือนรางแล้วว่าคนตรงหน้าแบกดาบเอาไว้ด้านหลังแถมยังแลดูคุ้นตาเป็นเสียเหลือเกิน ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่ก็คิดไม่ออกเสียทีว่าเคยเจอที่ไหน

            เขาข่มความสงสัยในหัวใจเอาไว้เขารู้ดีว่าการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือนั้น จะแพ้หรือชนะก็ขึ้นอยู่กับเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นดังนั้นเขาจึงพยายามขับไล่ความคิดมากมายออกไปจากสมอง ทำใจให้โล่งเพื่อให้ตนพร้อมสำหรับการต่อสู้มากที่สุด

            ตอนนี้เขากับร่างนั้นห่างกันเพียงไม่ถึงสองเมตรเท่านั้น ดาบขนาดใหญ่ง้างยกขึ้นสูงม้าคู่ใจก็สูดลมหายใจฟึดฟัดพร้อมสู้แล้วเช่นกัน

            วินาทีนั้นเขารู้สึกราวเวลาถูกกรอให้ช้าลง คล้ายกับภาพตรงหน้าถูกหยุดเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น

            ลมหนาวพัดมาต้นหญ้าและใบไม้แห้งใต้เท้าพากันไหวเอนไปตามแรงลม ตู้เหว่ยตัดสินใจแน่วแน่เขารู้ดีว่านี่เป็นโอกาสจู่โจมที่ดีที่สุดแล้ว

            เขาคำรามเสียงในลำคอเตรียมจะเหวี่ยงดาบในมือลงไป

            “ท่านเทพนักรบช่างชักช้าเสียจริงปล่อยให้ข้ารออยู่นานทีเดียว” จู่ๆร่างนั้นก็หมุนตัวกลับมาหาเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงอันแสนเย็นยะเยือกของใครบางคนดังกระทบโสตประสาท

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน