ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่31 หวังลู่ซือ

    บทที่31หวังลู่ซือ


              “ท่านผู้มีพระคุณโปรดหยุดก่อน”


            เสียงอันหวานแว่วไพเราะ ลอยมาเข้าหูของจ้าวเฟยหลงส่งผลให้ตัวเขาต้องหยุดชะงักการเคลื่อนไหวในทันทีที่จริงแล้วการเดินจากสาวงามออกมาโดยไม่สนใจใดๆเลยก็ทำให้เขารู้สึกเสียดายไม่ใช่น้อยแม้จะไม่ได้เจ้าชู้ประตูดินแต่เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งเช่นกันเสียงของหญิงสาวจึงเป็นดั่งเสียงสวรรค์เลยทีเดียว


              “แม่นางยังมีอะไรอีกหรือ”จ้าวเฟยหลงหันกลับมาถาม สายตามองตรงไปยังหญิงสาว


              “คือ...คือว่าตอนนี้พวกข้าทั้งสองคนต่างได้รับบาดเจ็บ ในกลางป่ากลางเขาแบบนี้อันตรายรอบด้านขอคุณชายเมตตา เมื่อช่วยแล้วโปรดช่วยเหลือให้ถึงที่สุดด้วยเถอะ”หญิงสาวเว้าวอนขอความเมตตาจากเขา


              “คุณหนู
    ! เรายังไม่รู้จักเขาดีจะเชื่อถือได้หรือขอรับ”เฒ่าซีฮัน เอ่ยถามนายของตน


              “ท่านลุงซีฮันหากไม่เชื่อถือคุณชายท่านนี้ ในป่าเขานี้ก็มิอาจจะเชื่อใครได้อีกแล้ว”นางกล่าวพร้อมมองไปที่จ้าวเฟยหลง


              “เป็นดั่งผู้อาวุโสท่านนี้กล่าวแม่นางจะไว้ใจคนแปลกหน้าได้เช่นไรข้าคนพเนจรพบเจอกลางป่าเขาจะหาความเชื่อมั่นได้อย่างไร”


            จ้าวเฟยหลงกล่าวพร้อมพลางหันหลังเตรียมจะออกเดิน


              “ท่านผู้มีพระคุณโปรดอย่าพึ่งไป...โปรดอภัยให้ลุงซีฮันด้วยเขาเพียงแค่ต้องการให้ข้ามีความปลอดภัยที่สุดก็เท่านั้นมิได้มีเจตนาดูถูกท่านแม้แต่น้อย”


            พูดแล้วก็หันไปส่งสัญญาณให้เฒ่าซีฮันและเมื่อเห็นดังนั้นเฒ่าซีฮันจึงรีบกล่าวขอโทษต่อจ้าวเฟยหลงยกใหญ่ถึงแม้จะไม่พอใจก็ตาม


              “ข้าไม่สัญญาว่าจะดูแลใครได้หรอกน่ะแต่ถ้าหากอยากหาที่พักรักษาตัวก็ตามข้ามาได้”


            จ้าวเฟยหลงออกเดินนำทั้งสองกลับที่พักของตนเอง ทั้งสองคนไม่มีทางเลือกจึงต้องเดินตามเขามาไม่ห่าง


              ตอนนี้เขาพอใจตนเองอย่างมากที่สามารถนำหญิงสาวกลับไปที่พักของตนเองได้ เรื่องจากนี้ก็ต้องมาตัดสินใจอีกทีว่าทั้งสองคนนี้มีความเป็นมาอย่างไร


              ครึ่งชั่วยามต่อมาจ้าวเฟยหลงนำทั้งสองคนมาถึงถ้ำที่เขาพักอาศัย เมื่อนำทั้งสองคนเข้ามาในถ้ำแล้วจึงวางค่ายกลที่ปากถ้ำป้องกันการ

    ถูกรบกวน ท่าทางเหล่านี้ถูกจับตามองจากทั้งสองคนและทำให้ทั้งสองต้องขบคิดทันทีชายคนนี้ใช้ค่ายกลแบบไม่เสียดายแน่นอนว่าต้องมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่สนับสนุนอยู่แน่มิเช่นนั้นคงไม่กล้าสิ้นเปลืองขนาดใช้ค่ายกลมาปิดปากถ้ำแบบนี้


              เมื่อจัดการกับค่ายกลเสร็จแล้วจ้าวเฟยหลงจึงกลับมานั่งที่ข้างกองไฟนำเนื้อสัตว์อสูรออกมาย่างไม่นานกลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ตลบอบอวลไปทั้งถ้ำทำให้ผู้เฝ้ามองทั้งสองอดกลืนน้ำลายไม่ได้เนื่องจากทั้งสองคนต้องต่อสู้และหลบหนีไม่มีเวลาสนใจการกินอยู่แต่ตอนนี้อาหารอันโอชะวางไว้ตรงหน้าเช่นนี้จึงไม่อาจอดใจไว้ได้


              “หากไม่รังเกียจอาหารของข้าว่าต่ำต้อยขออย่าได้เกรงใจเชิญกินได้ตามสบาย”


            จ้าวเฟยหลงเชื้อเชิญพลางหยิบเอาไม้เสียบเนื้อย่างออกมาแล้วกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย


              “พวกข้าเพียงแค่ต้องการให้คุณชายช่วยเหลือให้ปลอดภัยเท่านั้น มิกล้ารับอาหารจากท่านแม้แต่น้อย”


            หญิงสาวกล่าวออกมาอย่างมีมารยาทแต่เฒ่าซีฮันเห็นชัดเชนว่าอาลัยต่อเนื้อย่างอย่างสุดซึ้ง


              จ๊อกๆ
    !!


            เสียงท้องร้องของสาวงามดังขึ้นหลังนางได้กล่าวออกมาเหตุการณ์นี้ทำให้นางถึงกับหน้าแดงขึ้นมาเพราะความอายท้องของนางไม่อาจโกหกความต้องการที่แท้จริงได้


              “ผู้อาวุโสข้านั้นเป็นชาวป่าปรุงอาหารตามที่ตนเองชอบมิทราบว่าชาวเมืองอย่างท่านจะช่วยเหลือข้าชิมอาหารนี้ได้หรือไม่เผื่อภายหน้าข้าได้มีมิตรสหายที่เมืองใหญ่จะได้ทำอาหารรับรองได้ถูก”


              จ้าวเฟยหลงหันไปพูดกับซีฮัน


              เมื่อจ้าวเฟยหลงเอ่ยเช่นนั้นซีฮันก็ไม่ปฏิเสธ


            “ขอบคุณ...คุณชาย”


            เฒ่าซีฮันตอนนี้เริ่มพอใจในนิสัยใจคอของจ้าวเฟยหลงมากขึ้นผ่อนคลายความกังวลลงไปเป็นอันมากแล้วหยิบเอาเนื้อย่างส่งให้คุณหนูของตนซึ่งนางก็ไม่ได้ปฏิเสธส่วนอีกไม้เขาจัดการจนเนื้อย่างหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ


              “หิวกันขนาดนี้แล้วยังจะวางท่าอีก”


            จ้าวเฟยหลงมองไปที่หญิงสาว ดูนางกินแม้อาหารจะเป็นเพียงเนื้อสัตว์อสูรย่างธรรมดาแต่เมื่อนางเป็นคนกินแล้วเนื้อย่างไม้นั้นดูสูงส่ง สง่างามขึ้นมาทันใด แต่เขามองเพียงแวบเดียวก็ละสายตาไปไม่กล้ามองนานกว่านั้นเกรงจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกบ้ากาม


              “ชั้นหินย้อยด้านในถ้ำมีถังน้ำอยู่หากแม่นางต้องการล้างเนื้อล้างตัวก็สามารถทำได้หลังจากนี้พวกท่านพากันรักษาอาการบาดเจ็บของตนเองเถิด” เมื่อพูดเสร็จจ้าวเฟยหลงก็เตรียมฝึกวิชาของตนเองต่อ


              “ท่านผู้มีพระคุณ คือว่า.....”เมื่อนางจะเอื้อนเอ่ยต่อก็ถูกจ้าวเฟยหลงตัดบทพูดก่อน


              “รักษาตัวก่อนเถอะนะ...มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้”


            จากนั้นก็ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากจ้าวเฟยหลงอีกหญิงสาวจึงเข้าใจในความหมายทันทีพวกนางบาดเจ็บต้องการการรักษาตัวและพักผ่อน หากเสียเวลาพูดคุยก็จะทำให้ฟื้นตัวได้ช้ามากขึ้นนางจึงลุกเดินไปที่ด้านในของถ้ำ ชำระล้างร่างกายไม่นานก็กลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่สะอาดสะอ้านกลิ่นหอมของนางฟุ้งไปทั้งโถงถ้ำ


              จิตใจที่พยายามสงบนิ่งของจ้าวเฟยหลงก็กระโดดโลดเต้นอีกครั้งไม่ต้องมองด้วยสายตาเขาก็รับรู้ได้พลังจิตว่านางในตอนนี้สวยงามมากนัก ทำให้นึกเห็นใบหน้าของอีกคนขึ้นมาในใจของเขานั่นคือฉีหนิงเฟิ่ง แห่งหอการค้าเทียนเจินหญิงงามทั้งสองมีความงามที่เทียบเทียมกันได้เลยก็ว่าได้


              เมื่อทั้งสองคนรักษาอาการบาดเจ็บเรียบร้อยแล้วจึงได้ล้มตัวลงนอนข้างๆกองไฟตอนนี้ในใจของทั้งสองคนมีความไว้ใจในตัวเจ้าเฟยหลงมากขึ้นกว่าเดิมแล้วจึงกล้าล้มตัวลงนอนในถ้ำนี้อย่างไม่กลัวอันตราย


              หลังจากตื่นขึ้นในตอนเช้าหญิงสาวมองมาที่ที่จ้าวเฟยหลงอยู่เมื่อคืนนี้แต่ก็ไม่พบเลยลองเดินไปที่หน้าปากถ้ำเห็นค่ายกลถูกถอนออกไปแล้ว นางจึงเดินออกไปที่ทางเข้าหน้าปากถ้ำเห็นจ้าวเฟยหลงกำลังฝึกวิชาอยู่จึงไม่กล้ารบกวนจนเมื่อจ้าวเฟยหลงฝึกเสร็จนางจึงได้เดินเข้าไปหา


            “คารวะท่านผู้มีพระคุณ”  นางมองจ้าวเฟยหลงอย่างตั้งใจ


              “แม่นางข้าว่าเรามาทำความตกลงกันดีกว่า”จ้าวเฟยหลงกล่าวขึ้นทำให้นางมองเขาตรงๆพร้อมตั้งใจฟัง


              “ข้ามีชื่อว่าจ้าวเฟยหลงหากท่านไม่รังเกียจจะเรียกข้าว่าเฟยหลงก็ได้ท่านเรียกข้าว่าผู้มีพระคุณแล้วข้ารู้สึกแก่มากเลยทีเดียว”


            จ้าวเฟยหลงกล่าวอย่างอารมณ์ดี


              “ท่านผู้....คือเอ่อ...เฟยหลง”


            นางพูดชื่อเขาอย่างแผ่วเบาการเรียกชื่อชายแปลกหน้าอย่างสนิทสนมแบบนี้นางไม่เคยทำมาก่อนดังนั้นจึงรู้สึกขัดเขินขึ้นมา


              “ข้าชื่อหวังลู่ซือเป็นคนของจวนอ๋องแห่งหมิงโจวหากท่านเต็มใจ จะเรียกข้าว่าลู่ซือก็ได้”


            นางกล่าวออกมาอย่างเอียงอาย ทำให้ดวงหน้านั้นมีเสน่ห์ของสาวงามเพิ่มมากขึ้นหากชายใดเห็นตอนนี้ก็ต้องอยากเข้าใกล้เพื่อเอาอกเอาใจนางอย่างสุดชีวิตแน่นอน


              จ้าวเฟยหลงมองตาค้างแต่ก็ระงับจิตใจของเขาเอาไว้สาวงามให้เขาเรียกได้สนิทสนมขนาดนี้ทำให้เขาอิ่มเอมใจยิ่งนัก


              “ลู่ซือเจ้าเป็นคนของจวนอ๋องเหตุใดจึงต้องออกมากลางป่าเขาเช่นนี้”


            จ้าวเฟยหลงถามคำถามที่อยู่ในใจ เมื่อเห็นนางครั้งแรกเขารู้ว่าฐานะของนางย่อมไม่ธรรมดาอีกอย่างนางก็ยังแซ่หวังนี่ดึงดูดความสนใจจากจ้าวเฟยหลงได้มากทีเดียว


              “ข้าออกมาตามหาสมุนไพรวิญญาณชนิดหนึ่ง”


            หวังลู่ซือตอบ แต่เห็นได้ชัดว่านางไม่ต้องการเปิดเผยอะไรมากไปกว่านี้


              “เมื่อคืนมีเหตุการณ์ที่จะเกิดสมุนไพรวิญญาณเจ้าจึงออกมาตามหาใช่หรือไม่”


            คำถามของจ้าวเฟยหลงทำให้นางรู้สึกตกใจชายผู้นี้ทราบได้อย่างไรว่านางออกมาเพื่อหาสมุนไพรวิญญาณเมื่อคืนนี้


              “อืม...” นางส่งเสียงตอบเบาๆ


              “อย่างนั้นข้าขอเดาอีกครั้งว่าสมุนไพรที่เจ้าตามหาน่าจะเป็นชบาหิมะเจ็ดแฉก”


            จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามอีกครั้ง ด้วยท่าทางสบายๆ


              แต่คำถามนี้ทำให้หวังลู่ซือถึงกับตัวแข็งค้างนางไม่เคยพูดสิ่งใดเกี่ยวกับชบาหิมะเจ็ดแฉกแม้แต่ครั้งเดียวเหตุใดเขาถึงรู้ว่าสิ่งที่นางเสี่ยงอันตรายตามหาอยู่นี้คือชบาหิมะเจ็ดแฉก


              “แล้วก็...ถ้าหากข้าเดาไม่ผิดอีกที่บ้านของเจ้าตอนนี้น่าจะมีคนสำคัญของเจ้านอนป่วยอยู่ด้วยพิษร้อนจากสัตว์อสูร”


            ได้ฟังคำถามนี้ยิ่งทำให้นางหายใจติดขัดชายผู้นี้เป็นใครกันแน่ถึงสามารถล่วงรู้ได้ถึงสถานะการณ์ที่บ้านของนางแจ่มชัดเช่นนี้


              เมื่อเห็นความหวาดระแวงในสายตาของนางจ้าวเฟยหลงต้องอดที่จะเขกกบาลของตนเองดันไปถามคำถามแบบนั้นนางย่อมต้องสงสัยเป็นแน่แต่เขาก็ไม่เคยพูดคุยกับหญิงสาวแบบนี้มาก่อนเลยจะไปรู้ได้ยังไงว่านางจะตอบสนองเช่นนี้


              “เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดข้าเพียงพูดตามเหตุและผลเท่านั้น ถ้าหากเสาะหาชบาหิมะเจ็ดแฉกที่มีฤทธิ์เย็นสามารถขจัดความร้อนในร่างกายหากกินเข้าไปโดยตรงจะเกิดผลเพียงเล็กน้อยสามารถชะลอพิษร้อนแต่หากปรุงเป็นเม็ดยาย่อมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพรักษาโรคจนหายขาดได้เช่นนั้นแล้วที่บ้านของเจ้าย่อมต้องมีผู้ป่วยเป็นแน่”


              หวังลู่ซือได้ยินเช่นนั้นก็เบาใจแต่ก็อดสังสัยไม่ได้ชายคนนี้นอกจากฝีมีการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมความรู้เรื่องการแพทย์ยังไม่ด้อยกว่ากันแม้แต่น้อย


              “แต่การมาครั้งนี้ของข้ากลับล้มเหลวไม่อาจนำชบาหิมะเจ็ดแฉกกลับไปได้”


            หวังลู่ซือเศร้าสร้อยลงทันใดเมื่อเอ่ยถึงความล้มเหลวของนาง


              “จวนอ๋องอิทธิพลมากล้นจะหาไม่ได้จริงๆหรือเหตุใดจึงต้องลำบากเจ้าด้วย”

            

            จ้าวเฟยหลงสงสัยจวนอ๋องที่ยิ่งใหญ่หากต้องการตามหาสมุนไพรวิญญาณระดับสองไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่แม้แต่น้อย


              “จริงที่จวนอ๋องสามารถตามหาชบาหิมะเจ็ดแฉกได้ไม่ยากแต่ติดเงื่อนไขข้อหนึ่ง” หวังลู่ซือมีสีหน้าเป็นทุกข์มากขึ้น


              “สิ่งที่ว่านั้นคือเวลาซินะ”จ้าวเฟยหลงมองหวังลู่ซือที่แน่นิ่งจนพูดไม่ออก ไม่นานหลังจากนั้นนางจึงพยักหน้าเบาๆ


              “ตอนนี้คนที่ได้รับพิษเกรงว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วเจ้าเลยต้องออกมาเสี่ยงอันตรายขนาดนี้”จ้าวเฟยหลงสรุปเรื่องทั้งหมด


              หวังลู่ซือมองสบตาจ้าวเฟยหลงน้ำตารื้นมาบนขอบตาเรื่องราวที่พูดคุยกันเมื่อครู่นี้เป็นความอัดอั้นตันใจของนางมาตลอดสิบห้าวันนี้ เมื่อทุกอย่างมาถึงสุดปลายทางน้ำตาแห่งความอัดอั้นก็เริ่มเอ่อล้นไหลรินออกมาแต่เมื่อสบตากับจ้าวเฟยหลงนางรู้สึกถึงความอบอุ่นจากสายตานั้นมันทำให้นางรู่สึกอบอุ่นและมีความหวัง


              ตุบ
    !!


             เข่าสองข้างของนางแตะพื้นต่อหน้าจ้าวเฟยหลง


             “เฟยหลง...ไม่ใช่ซิท่านผู้มีพระคุณโปรดช่วยข้าอีกครั้งช่วยตามหาชบาหิมะเจ็ดแฉกให้ข้าด้วยข้าหวังลู่ซือขอสาบานข้าจะตอบแทนท่านทุกอย่างที่ท่านต้องการ”


              “คุณหนู
    !! ท่านกำลังทำอะไรเหตุใดจึงคุกเข่าต่อหน้าเขาด้วย”เฒ่าซีฮัน ออกมาตามหาทั้งสองคนแล้วมาเจอภาพนี้พอดี


              “เจ้าหนูต่อให้เจ้าช่วยเหลือพวกเราไว้ก็อย่าให้มันมากไป คุณหนูของข้าไม่ใช่คนที่เจ้าจะมาข่มเหงรังแกได้ง่ายๆหรอกนะ”


            เฒ่าซีฮันตะโกนใส่จ้าวเฟยหลงอย่าโมโหสุดขีด


              “ลุงซีฮัน
    !อย่าเสียมารยาท ข้าเป็นฝ่ายขอร้องเฟยหลงอยู่” หวังลู่ซือ ปรามคนรับใช้ของนาง


              “ฟะ...เฟยหลงคุณหนูท่านไม่ได้สนิทกับเขาสักหน่อยเรียกเขาแบบนั้นมันไม่ดีนะขอรับ”เฒ่าซีฮันโอดครวญ


              “ทำไมล่ะ เขาช่วยชีวิตของข้าและท่านนี่เท่ากับเป็นผู้มีพระคุณของเราถึงเรียกแบบนี้ก็เหมาะสมแล้ว”



              เฒ่าซีฮันก็ยังไม่อยากยอมรับ


             “โธ่เอ๊ย!! คุณหนูท่านเป็นผู้สูงศักดิ์...” แต่คล้ายกับนึกอะไรออกเฒ่าซีฮันหยุดปากโดยฉับพลันก้มหน้าไม่กล้าสบตากับหวังลู่ซือ


              “เอาล่ะๆ เจ้าลุกขึ้นมาก่อนเถอะนะแบบนี้ข้ารับไม่ไหวเช่นกัน”หวังลู่ซือจึงค่อยๆลุกขึ้นมา


              “หากข้าต้องช่วยเหลือเจ้าจริงข้าเองก็ต้องการความชัดเจนไม่มีความลับ ลู่ซือเจ้าว่าเช่นไร”


            จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามหวังลู่ซืออึ้งไปครู่หนึ่งหลังจากนั้นสายตาก็กลับมาแน่วแน่อีกครั้งนางตัดสินใจแล้วที่จะลองเดิมพันครั้งนี้กับจ้าวเฟยหลง


              “ตรงนี้ไม่เหมาะพวกเราเข้าไปคุยต่อในถ้ำเถอะนะ”


            จากนั้นนางเดินมุ่งหน้าตรงเข้าไปในถ้ำทันที ชายสองคนที่เหลือจึงต้องรีบเดินตามไปจ้าวเฟยหลงวางค่ายกลไว้ที่ปากถ้ำเช่นเคยเพื่อป้องกันผู้บุกรุกที่อาจลอบเข้ามาทำร้ายพวกเขาตอนที่กำลังพูดคุยเรื่องสำคัญ

    นิยายแนะนำ