“จะเอายังไง”
งามพิศคุณผู้หญิงแห่งบ้านฤทธิ์ติกรกุลผู้กุมอำนาจสูงสุดภายในบ้านหันมาถามผู้เป็สามีที่นั่งหน้าจ๋อยอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวใบหน้าที่ถูกตกแต่งไว้อย่างประณีตบูดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายในจิตใจ
เื่บัดสีที่เกิดขึ้นในบ้านลุกลามใหญ่โตเพราะดันมีมารหัวขนมาเกิดทำให้งามพิศรู้สึกทั้งเสียหน้า เ็ป เคียดแค้น และเสียใจเหลือจะกล่าว
งามพิศเป็คนสวยและหยิ่งทระนงเพราะเกิดในชาติตระกูลที่ร่ำรวย ั้แ่เล็กจนโตเธอภูมิใจในตนเองมาโดยตลอดทุกสิ่งที่ตัดสินใจล้วนดีเลิศกับตัวเธอเองแทบทั้งนั้นและมันควรจะเป็เช่นนั้นตลอดไปหากเธอไม่เลือกวิทวัสมาเป็สามี
ถ้าตอนนั้นไม่หลงคารมหวานๆหลงใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาละก็ป่านนี้เธออาจจะมีความสุขในครอบครัวกับผู้ชายที่บิดาเคยเลือกให้ไปแล้วแต่เพราะความรักความหลงตัวเดียวแท้ๆ ที่ทำให้เธอต้องกล้ำกลืนฝืนทนความปวดร้าวซึ่งเกิดจากความเ้าชู้ป้อผู้หญิงไม่เลือกของสามีอยู่จนถึงทุกวันนี้
“ฉันถามคุณว่าจะเอายังไง!ไม่ได้ยินหรือไงคุณวิท!”เธอตะคอกถามอย่างหมดความอดทนเมื่อเห็นสามีผู้ที่เธอทั้งรักและชังเอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบยิ่งเห็นท่าทางของวิทวัสแล้วก็ยิ่งตอกย้ำให้งามพิศรู้สึกอับอายมากขึ้น ที่ได้ชื่อว่าเป็คนฉลาดคนหนึ่งแต่กลับโง่เลือกผู้ชายไม่เอาไหน สักแต่พ่นคำหวานเอาตัวรอดไปวันๆอย่างวิทวัสมาเป็สามี ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ สองตาเธอจะไม่แลเขาเลยแม้แต่น้อยจะทิ้งให้เขาเป็แค่พนักงานกินเงินเดือนจนๆ ในบริษัทของเธอต่อไป
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจเธอเคยคิดจะเลิกกับเขาหลายครั้งหลายหน แต่พอเขามาง้องอนก็ให้ใจอ่อนทุกทีจนกระทั่งมีลูกด้วยกันเธอก็ไม่เคยคิดจะหย่าอีก เพราะกลัวลูกของเธอจะมีปมด้อยและกลายเป็เด็กมีปัญหาไป ทุกวันนี้ที่อยู่ด้วยกันเธอก็ทำเพื่อลูกสาวตัวน้อยๆที่แสนน่ารักของเธอเท่านั้น ความรักที่เคยมีให้สามี เธอก็ทุ่มไปให้ลูกสาวจนหมดมธุรินจึงเป็แก้วตาดวงใจของเธอ
เธอรู้ดีว่าวิทวัสเป็คนเ้าชู้เขาจะไปหาเศษหาเลยกับผู้หญิงนอกบ้าน เธอไม่เคยว่า ขอเพียงอย่าทำให้มันประเจิดประเจ้อมากนักก็พอเพราะเธอไม่อยากตกเป็เป้านินทาของคนในสังคมแต่ครั้งนี้เธอทนทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้อีกต่อไปการที่วิทวัสแอบได้เสียกับคนรับใช้ในบ้านมันก็หยามหน้าเธอเต็มทนแล้วนี่ยังจะปล่อยให้ท้องโตประจานตัวเองและวงศ์ตระกูลของเธออีก เธอยอมรับไม่ได้จริงๆ
“ผม...ผม...”
วิทวัสอึกอักเพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าควรทำเช่นไรดีด้วยความผิดในครั้งนี้ของเขาร้ายแรงยิ่งนัก เขาชอบปานวาดมาก เพราะเธอน่ารัก ขาวใส และหุ่นดีท่าทางดูเรียบร้อยไร้เดียงสาจนน่าโอบกอดไว้แนบอกเขามีความสัมพันธ์ทางกายกับเธอในคืนหนึ่งเมื่อสามเดือนก่อนวันนั้นงามพิศพาลูกสาวไปเที่ยวทะเลแล้วค้างที่นั่นคืนหนึ่งกับเพื่อนๆ ของเธอส่วนเขาไม่ได้ไปด้วยเพราะอ้างว่ามีงานสำคัญต้องอยู่ทำ
กลางดึกคืนนั้น์เป็ใจเมื่อปานวาดออกมาเดินเล่นที่สวนคนเดียวเขาเข้าไปพูดคุยและโอ้โลมเธออยู่พักใหญ่จนหญิงสาวใจอ่อนปล่อยกายปล่อยใจไปกับเขาความหวานชื่นที่ได้รับจากสาวใช้คนงามทำให้เขาลืมตัวจนไม่ได้สวมถุงยางอนามัยเหมือนเช่นทุกๆครั้งที่ผ่านมา แต่พอนึกขึ้นได้ มันก็สายไปเสียแล้วตอนนั้นเขาไม่ใส่ใจสักเท่าไรเพราะคิดว่าปานวาดคงไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าควรคุมกำเนิดอย่างไรเขาจึงไม่ได้ใส่ใจบอกให้เธอไปซื้อยาคุมมากิน
เขานั้นประมาทเกินไปเพราะตัวปานวาดเองก็ไม่ได้คิดถึงเื่นี้มาก่อนความสุขแสนหวานที่ได้รับทำให้ทั้งสองหลงระเริงและแอบมีความสัมพันธ์กันอยู่เรื่อยๆจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา
“คุณผู้ชายคะ”
ปานวาดร้องไห้สะอึกสะอื้นเงยหน้ามองคนที่เธอรักสุดหัวใจด้วยสายตาวิงวอน เธอรักเขา แม้จะรู้ว่าทำผิดเพราะเขามีภรรยาแล้วแถมยังเป็ผู้มีพระบุญให้ที่อยู่ที่กินกับเธอก็ตาม เธอรู้ตัวว่าตนเองเลว แต่เพราะความรักที่มากล้นและวิทวัสก็บอกว่ารักเธอเช่นกันจึงทำให้เธอยอมกลายเป็คนเนรคุณ
งามพิศเห็นสายตาของปานวาดก็ยิ่งโมโห
‘นังตัวดีแกกล้าอ้อนผัวฉันต่อหน้าต่อตาฉันเชียวหรือ’
“แกคิดจะจับคุณวิทใช่ไหมนังปานถึงได้ปล่อยให้ท้องแบบนี้”
“ไม่ใช่นะคะคุณผู้หญิงดิฉันไม่เคยคิดแบบนั้นเลยจริงๆ สาบานได้”
ปานวาดพนมมือยืนยันทั้งน้ำตาเธอกล้าสาบานให้ตายโหงก็ยังได้เธอไม่เคยคิดจะจับวิทวัสโดยการปล่อยให้ตัวเองท้องเลยจริงๆ เื่นี้มันเป็ความผิดพลาดของเธอเองที่ไม่รู้จักป้องกันั้แ่ทีแรกเธอไม่ดีใจเลยที่ตัวเองท้องเพราะคาดเดาอนาคตของตัวเองกับลูกน้อยได้ว่าจะเป็เช่นไรเธอไม่ปรารถนาให้ลูกต้องมาทุกข์ทรมานกับเธอแม้แต่น้อย
“คำสาบานของนังผู้หญิงชั่วช้าอย่างแกฉันไม่มีวันเชื่อ นังคนเนรคุณ” งามพิศลุกขึ้นยืนชี้นิ้วจิ้มศีรษะปานวาดอย่างเกลียดชัง
“ฉันเสียดายข้าวแดงแกงร้อนที่ให้แกกินเหลือเกินนังคนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ฉันอุตส่าห์รับแกเข้าทำงานให้แกได้มีกินมีเงินใช้แต่แกกลับตอนแทนบุญคุณฉันด้วยการเอาผัวฉันไปกกไปกอดอย่างนั้นหรือ อีปานวาด!ฉันเกลียดแก อยากจะฆ่าแกให้ตายคามือฉันนัก”พูดไปก็ตบตีอีกฝ่ายไปด้วย
“อย่าค่ะคุณผู้หญิง โอ๊ย!อย่าค่ะ ดิฉันขอร้อง อย่าทำดิฉันเลย ดิฉันกลัวแล้ว”
“คนอย่างแกกลัวอะไรเป็ด้วยเหรอขนาดบาปกรรมแกยังไม่กลัวเลย”
“คุณพิศพอเถอะอย่าทำปานอีกเลย ผมขอ...”
“ขอเหรอ ได้เลย”
จบคำของงามพิศเสียงตบฉาดใหญ่ก็ดังขึ้นสนั่นห้องจนคนรับใช้คนอื่นๆที่นั่งอยู่ในห้องด้วยถึงกับสะดุ้งโหยงกันเป็แถวๆ
“เป็ไง สะใจไหม จะขออีกไหม”
“ไม่แล้วจ้ะ ไม่แล้ว” วิทวัสรีบยกมือขึ้นห้ามก่อนจะกุมแก้มที่โดนตบเอาไว้ แล้วเอ่ยชี้แจงเสียงอ่อยๆ“ที่ผมห้ามไม่ให้คุณทำร้ายปานก็เพราะปานกำลังท้องผมไม่อยากให้คุณทำบาปนะที่รัก”
“ฮึ! ฉันทำบาปไม่ได้แต่คุณกับอีนังนี่ทำได้งั้นเหรอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นโธ่...ที่รัก คุณอย่าแปลเจตนาของผมผิดไปสิ ผมยอมรับว่าผมเ้าชู้มีผู้หญิงไปทั่วแต่นั่นก็เพียงผู้หญิงชั่วคราวเท่านั้น ผมไม่ได้คิดจริงจังอะไรเลยไม่ได้รักผู้หญิงพวกนั้นเหมือนกับคุณเลยนะ ผมรักคุณแค่ไหนคุณก็รู้ดีนี่จ๊ะ”
วิทวัสโอบเอวบางของภรรยาอย่างประจบประแจงปานวาดมองภาพนั้นด้วยความเ็ปรวดร้าวยิ่งได้ยินคำที่เขาพูดก็ยิ่งเจ็บเจียนตายเข้าไปใหญ่ เธออยากถามเขานักว่า แล้วคำที่เขาเคยพร่ำบอกกับเธอเล่าบอกว่ารักเธอมากกว่าผู้หญิงคนไหน เขาลืมไปแล้วงั้นหรือ
“รักแต่นอกใจฉันเนี่ยนะ ความรักของคุณนี่มันน่ารังเกียจสิ้นดีฉันไม่อยากจะมองหน้าคุณอีกต่อไปแล้วนะคุณวิท ฉันอยากจะไล่คุณไปให้พ้นๆบ้านเลยด้วยซ้ำ”
“แต่คุณก็ไม่ไล่เพราะคุณรักผมมากใช่ไหมจ๊ะที่รัก”
“เปล่า แต่ที่ฉันไม่ไล่คุณก็เพราะฉันเห็นแก่ลูกต่างหากฉันไม่อยากให้แกเป็เด็กมีปัญหามีปมด้อยว่าขาดพ่อ ฉันถึงต้องทนคุณอยู่อย่างทุกวันนี้ไงแต่คุณรู้ไหมว่าตอนนี้ความอดทนฉันมันต่ำลงมากจนเกือบจะหมดแล้วเพราะฉันอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีกับการที่คุณเอาคนรับใช้มาเป็เมีย แล้วยังมีลูกกับมันอีก”
“ผมขอโทษที่รักผมสาบานว่าต่อไปนี้ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ผมจะไม่ยุ่งกับคนรับใช้ในบ้านอีกที่รัก...ให้โอกาสผมได้อยู่กับคุณกับลูกเถอะนะ ผมรักคุณและลูกมากนะได้โปรดให้โอกาสผมได้แก้ตัวอีกสักครั้งเถอะ”
วิทวัสลงทุนอ้อนวอนถึงขนาดยอมคุกเข่าต่อหน้าภรรยาและกอดขาเธอร้องไห้เลยทีเดียวเขาทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้หากงามพิศจะเลิกกับเขา ไม่ใช่เพราะว่าเขารักเธอ แต่เป็เพราะเงินต่างหากถ้าเลิกกันเขาก็ต้องกลับไปเป็ยาจกเหมือนเดิมซึ่งเขายอมไม่ได้เด็ดขาดเขาติดชีวิตที่สุขสบายมีเงินใช้ไม่ขาดมือเสียแล้ว หากไล่เขาออกจากบ้านก็เท่ากับฆ่าเขาให้ตายดีๆนี่เอง
“ก็ได้ฉันจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง” งามพิศใจอ่อนอีกจนได้
“ขอบคุณที่รักขอบคุณเหลือเกิน” วิทวัสลุกขึ้นสวมกอดภรรยา แล้วระดมจุมพิตไปทั่วดวงหน้างามซึ้งก่อนจะคว้ามือบางมาจูบซ้ำๆ หลายหน
“พอได้แล้วและขอให้คุณจำคำพูดของคุณเอาไว้นะคุณวิท ถ้าคุณนอกใจฉันอีก ฉันจะเลิกกับคุณทันที”
“โอเค ผมสัญญา”
“แล้วคุณจะเอายังไงกับมัน” งามพิศพยักพเยิดหน้าไปที่ปานวาด วิทวัสมีสีหน้าคิดหนักใจหนึ่งก็ห่วงลูกในท้อง แต่อีกใจหนึ่งก็ห่วงตัวเอง สุดท้ายเขาก็เลือกทำเพื่อตัวเองเขาจึงยกให้ภรรยาเป็ผู้ตัดสินใจแทน
“ผมให้คุณตัดสินใจก็แล้วกัน”
“แล้วถ้าฉันบอกว่าให้มันไปทำแท้งล่ะคุณจะว่าไง” งามพิศถามลองใจเขาวิทวัสถึงกับผงะหน้าซีดเลยทีเดียว เพราะยังไงเด็กในท้องก็เป็ลูกของเขา
“ผม...ผมแล้วแต่คุณ” เขาตอบเสียงแ่พลางเมินหน้าหนีไปทางอื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้โฮของปานวาด
“คุณผู้ชาย ฮือๆๆทำไมคุณถึงทำกับปานแบบนี้ นี่ลูกของเรานะคะ คุณจะใจร้ายฆ่าเขาได้ลงคอเลยเชียวหรือคุณผู้ชายได้โปรดช่วยปานด้วยเถอะนะคะ ปานขอร้อง ฮือๆๆคุณผู้หญิง...ดิฉันกราบขอร้องล่ะค่ะ”ปานวาดก้มลงกราบแทบเท้าของงามพิศ “อย่าฆ่าลูกของดิฉันเลยนะคะดิฉันสาบาน ถ้าคลอดเมื่อไร ดิฉันจะพาแกออกไปจากที่นี่ จะไม่พาแกหวนกลับมาอีกเลยค่ะ”
“แน่ใจเหรอไม่ใช่ว่าพอมันโตแล้วแกจะพามันมาอ้างสิทธิ์ว่าเป็ลูกอีกคนทีหลังนะ”
“แน่ใจค่ะ ดิฉันสาบาน” ปานวาดพนมมือแนบอก ดวงตาแดงช้ำ น้ำตานองใบหน้าจนดูน่าสงสารจับใจ “ว่าจะไม่พาลูกกลับมาเหยียบที่นี่อีก หากผิดคำสาบานขอให้ดิฉันมีอันเป็ไปตายอย่างทรมานที่สุด”
“ดี!จำคำสาบานของแกไว้ ความจริงฉันก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรหรอกนะแต่ใครที่ทำฉันเจ็บมันจะต้องเจ็บกว่าฉันหลายเท่า ไหนๆเด็กก็เป็ตัวเป็ตนขึ้นมาแล้ว ฉันจะให้แกเก็บเด็กคนนี้ไว้แล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ” ปานวาดก้มลงกราบด้วยความดีใจ
“ไปได้แล้วเก็บข้าวเก็บของของแกออกไปจากบ้านฉันซะ”
“คุณผู้หญิงจะไล่ปานออกจากบ้านหรือคะ” ป้าแหวน แม่ครัวฝีมือดีของบ้านฤทธิ์ติกรกุลถามนายสาวเสียงอ่อยๆ พลางมองดูปานวาดที่ตนเอ็นดูเหมือนลูกด้วยความสงสารจับใจ
“ป้าก็ได้ยินเต็มสองรูหูแล้วนี่จะถามคุณผู้หญิงอีกทำไมกัน”
พิกุล สาวใช้วัยยี่สิบต้นๆ ตัวดำ หน้าตาธรรมดาๆเอ่ยขัดขึ้น พิกุลเป็คนรับใช้ที่งามพิศโปรดปรานเพราะประจบสอพลอเก่งและการที่คุณผู้หญิงของบ้านโปรดปรานนี่เองทำให้พิกุลทำท่ากร่างกับคนรับใช้คนอื่นๆและมักจะเลี่ยงงานไปตามนั่งเฝ้ารับใช้งามพิศอยู่เสมอพิกุลเกลียดปานวาดั้แ่แรกเห็น เพราะปานวาดมีผิวขาวใสและหน้าตาน่ารักเธอจึงอิจฉาริษยาและคอยหาทางกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลา
“อย่าเสือกนังพิกุล” ป้าแหวนกัดฟันบอกให้ได้ยินกันแค่สองคนก่อนจะคลานเข่าไปนั่งอยู่ข้างปานวาด เอ่ยขอร้องงามพิศเสียงสั่นๆ
“คุณผู้หญิงเ้าขาป้าขอร้อง ขอให้นังปานมันอยู่ที่นี่จนกว่าจะคลอดเถอะนะคะนังปานมันไม่มีบ้านและญาติพี่น้องที่ไหน ถ้าคุณผู้หญิงไล่มันออกไป มันคงต้องไปนอนอยู่ข้างถนนแน่ๆเลยค่ะ”
“ช่างมันสิ” งามพิศสะบัดหน้าใส่อย่างไม่สนใจ
“โธ่...คุณผู้หญิงป้ารู้ว่าคุณผู้หญิงมีจิตใจอันประเสริฐ มีเมตตากรุณาเหลือเกินสงสารลูกนกลูกกาตาดำๆ เถอะนะคะ ถ้านังปานมันออกไปอยู่ข้างนอก มันต้องตายท้องกลมแน่ๆเลยค่ะ สุขภาพร่างกายมันอ่อนแอถึงเพียงนี้ ถือว่าทำบุญทำทานอีกสักครั้งนะคะให้มันอยู่อีกแค่เจ็ดเดือนเองค่ะ” ป้าแหวนส่งสายตาอ้อนวอนไปทางวิทวัสเพื่อขอให้เขาช่วยพูดอีกแรง
“นั่นสิที่รักถือว่าทำบุญทำทานแล้วกันนะ ยังไงเด็กในท้องก็...ลูกผม”
งามพิศถลึงตาใส่วิทวัสจึงหุบปากเงียบไม่พูดอะไรอีก การอ้อนวอนในครั้งนี้นอกจากป้าแหวนแล้ว ก็ยังมีลุงปั่นผู้เป็สามีของป้าแหวนซึ่งทำหน้าที่เป็คนขับรถและคนสวนรวมถึงอนงค์เด็กรับใช้อีกคนหนึ่งร่วมขอร้องด้วย จนทำให้งามพิศใจอ่อนยอมให้ปานวาดอยู่ต่อได้
“ก็ได้ฉันยอมให้มันอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่ป้าต้องจัดการให้มันอยู่แต่ในห้องเข้าใจไหมอย่าให้มันออกมาเดินเพ่นพ่านให้ฉันเห็นหน้าอีก”
“ได้ค่ะๆป้าจะให้มันอยู่แต่ในห้องค่ะ” ป้าแหวนรับปากด้วยความดีใจ
งามพิศสะบัดหน้าแล้วเดินออกไปวิทวัสมองปานวาดที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาพอดีด้วยความสงสารและขอโทษก่อนจะรีบเดินตามภรรยาไป ปานวาดร้องไห้โฮด้วยความเ็ปเจียนตายเธอกอดป้าแหวนไว้เพื่อเป็หลักพึ่งพิง ป้าแหวนเองก็กอดปลอบใจด้วยความสงสาร
“เวรกรรมแท้ๆ นังปานเอ๊ย”
เวรกรรมงั้นหรือ ไม่ใช่หรอกมันไม่ใช่เวรกรรมอะไรเลยนอกจากความใจง่ายของเธอเอง ที่ต้องเป็เช่นนี้ก็เพราะเธอทำตัวเองแท้ๆถ้าเธอไม่หลงน้ำคำและใบหน้าอันหล่อเหลาของวิทวัสละก็ เธอคงไม่ต้องมาเจ็บช้ำแบบนี้สมน้ำหน้าแล้ว!
ผ่านไปเจ็ดเดือน ปานวาดก็คลอดลูกออกมาเป็ผู้หญิงป้าแหวนกับลุงปั่นซึ่งเป็คนพาปานวาดมาส่งที่โรงพยาบาลกำลังชื่นชมหนูน้อยในอ้อมแขนของป้าแหวนอย่างมีความสุขั้แ่คลอดลูกจนย่างเข้าวันที่สาม นอกจากป้าแหวนกับลุงปั่นแล้วก็ไม่มีใครมาเยี่ยมปานวาดเลยสักคนเดียวโดยเฉพาะพ่อของลูกเธอ
“แกตั้งชื่อให้ลูกไว้แล้วหรือยังล่ะปาน”
“ตั้งแล้วจ้ะป้า” ปานวาดตอบเสียงอ่อน ใบหน้าขาวนั้นขาวซีดยิ่งกว่าเดิมการคลอดลูกทำให้สุขภาพที่อ่อนแออยู่แล้วของเธอยิ่งอ่อนแอลงไปใหญ่
“ชื่ออะไรล่ะว่าแต่ลูกของแกตัวเล็กเหลือเกินนะ”ป้าแหวนวิจารณ์แล้วให้นึกสะท้อนใจ เพราะตลอดเวลาที่ปานวาดตั้งท้องอยู่นั้นไม่ค่อยได้กินอาหารดีๆ ที่เป็ประโยชน์ต่อแม่กับลูกในท้องสักเท่าไรนักลูกออกมาเลยตัวเล็กนิดเดียวจนน่าเป็ห่วง
“ตัวเล็กแต่หมอบอกว่าลูกฉันสุขภาพแข็งแรงดีจ้ะป้า”
“ดีแสดงว่าเด็กมันอดทนเก่งเหมือนแกนะปาน”
“เออ...แกยังไม่ได้บอกเลยว่ายัยหนูนี่ชื่ออะไร” ลุงปั่นถามขณะใช้ปลายนิ้วเขี่ยแก้มของเด็กน้อยเล่น
“ชื่อจริงชื่ออวิกาจ้ะแปลว่าเพชร” ปานวาดตอบ
“ชื่อเพราะเหลือเกิน ความหมายก็ดีด้วยแล้วชื่อเล่นล่ะ” ป้าแหวนถาม
“ฉันกะว่าจะใช้ความหมายของชื่อจริงมาตั้งเป็ชื่อเล่นน่ะจ้ะให้ชื่อว่าเพชร ลูกฉันจะได้เข้มแข็งเหมือนมัน มีจิตใจเข้มแข็งเหมือนเพชรอย่าได้อ่อนแอเหมือนแม่เลย” หญิงสาวพูดเสียงเครือน้ำตาไหลริน
“อย่าร้องไห้อีกเลยปานเอ๊ยแกต้องเข้มแข็งให้มากๆ นะ จำไว้แกมีลูกอีกหนึ่งคนที่ต้องเลี้ยงดูนะ”
“ป้าแหวน...” ปานวาดกุมมือหญิงสูงวัยเอาไว้ หลังจากป้าแหวนส่งเด็กให้สามีอุ้ม “ป้าเป็คนดีเหลือเกิน คอยช่วยเหลือฉันมาตลอดฉันรักป้ากับลุงเสมือนพ่อแม่ของฉัน ป้าจ๋า...ลุงจ๋า...ถ้าเกิดว่าฉันเป็อะไรขึ้นมาฉันขอฝากลูกไว้ด้วยนะ”
“ปาน แกพูดอะไรอย่างนี้มันเป็ลางไม่ดีรู้ไหม” ป้าแหวนเอ็ดใส่
“ฉันก็พูดเผื่อเอาไว้น่ะจ้ะป้าป้ารับปากฉันนะ ว่าถ้าหากฉันเป็อะไรขึ้นมา ป้าจะดูแลยัยหนูแทนฉัน ถือว่าทำบุญทำทานลูกนกลูกกาเถอะนะจ๊ะหากสิ้นฉันไปแล้ว ยัยหนูคงไม่มีที่พึ่งพิงอีก เพราะมีพ่อ...ก็เหมือนไม่มี” ปานวาดพูดไปร้องไห้ไปจนหอบตัวโยน ป้าแหวนสงสารจึงรีบรับปาก
“ได้ๆ อย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลยนะพักผ่อนเสียเถอะ แล้วพรุ่งนี้ป้าจะมาเยี่ยมใหม่”ป้าแหวนบอกก็พอดีถึงเวลาที่นางพยาบาลมารับเด็กไปนอน ป้าแหวนกับลุงปั่นร่ำลาอีกครั้งก่อนพากันกลับไปโดยไม่รู้เลยว่านี่เป็ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พูดคุยกับปานวาด
“อะไรนะ! นังปานมันตายแล้วเหรอ”
งามพิศถามด้วยความใเมื่อป้าแหวนกับลุงปั่นมารายงานวิทวัสเองก็ใเหมือนกันและนึกเป็ห่วงลูกน้อยที่ยังไม่เคยได้พบหน้าั้แ่คลอดออกมาถึงเขาจะไม่ได้มีความรักให้ลูกแบบลึกซึ้งอะไรมากมายเหมือนที่รักมธุรินลูกสาวที่เกิดกับงามพิศ แต่ยังไงก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ลูกเป็เืเนื้อเชื้อไขของเขาเขาก็อดห่วงไม่ได้
“ค่ะ”ป้าแหวนตอบทั้งน้ำตา ในอ้อมแขนนั้นอุ้มลูกของปานวาดอยู่ วันนี้เธอกับสามีกำลังจะออกไปเยี่ยมปานวาดที่โรงพยาบาลเหมือนเคยแต่แล้วก็ต้องช็อกเมื่อทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งข่าวร้ายว่าปานวาดเสียชีวิตแล้วอย่างสงบ โดยการนอนหลับตายไปเสียเฉยๆ
“แล้วนี่ลูกใครลูกมันงั้นเหรอ” งามพิศจ้องเด็กน้อยเขม็งวิทวัสทำท่าจะเข้าไปดูหน้าลูกแต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกภรรยาถามเสียงขุ่น
“จะทำอะไร”
“คือ...ผมแค่อยากเห็นหน้าละ...เด็กน่ะ” เห็นสายตาแววโรจน์ของภรรยาแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบเปลี่ยนคำเรียกขานเด็กน้อยทันที
“ไม่ต้องดูแล้วก็จำเอาไว้ว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ ลูกของคุณมีเพียงยัยน้ำหวานเท่านั้นเข้าใจไหม!”
“จ้ะๆ”
วิทวัสยิ้มอ่อยๆแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิมป้าแหวนนึกโกรธเกลียดนายผู้ชายจับใจที่อ่อนแอและเห็นแก่ตัวจนต้องปฏิเสธลูกของตัวเองไม่ควรเลย...คนแบบนี้ไม่ควรเกิดมาเป็คนเลย
“คุณผู้หญิงคะ แล้วศพ...”
“อย่ามายุ่งกับฉันป้าจะจัดการยังไงก็แล้วแต่ป้าเถอะ อ้อ! หลังจากจัดการศพนังปานเสร็จแล้วก็ส่งลูกมันไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยนะ”
“คุณ!”
“คุณผู้หญิง!”
ทั้งวิทวัสและป้าแหวนพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความใ
“ทำไม คิดว่าฉันใจร้ายกันล่ะสิใช่! ฉันใจร้ายฉันยอมเป็คนใจร้ายดีกว่าเลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้เอาไว้เพราะฉันกลัวว่าวันหนึ่งมันจะเนรคุณเหมือนแม่ของมัน”
“โธ่...คุณผู้หญิงป้าขอเถอะนะคะ เลี้ยงนังหนูเพชรมันไว้สักคนเถอะค่ะ ถือว่าทำบุญทำทาน”
“ป้า...ฉันทำบุญกับแม่มันแล้วยังจะให้ทำกับลูกของมันอีกงั้นเหรอ” งามพิศแหวใส่อย่างโมโห “ฉันไม่เลี้ยงมันหรอกเื่อะไรที่จะให้นังเด็กคนนี้มาเผยอชูคอเป็ลูกสาวของคุณวิทอีกคนหนึ่งตระกูลฤทธิ์ติกรกุลของฉันจะต้องมีแค่ยัยน้ำหวานเป็ผู้สืบทอดเท่านั้นอีกอย่างฉันไม่อยากให้นามสกุลของฉันต้องมาแปดเปื้อนกับคนต่ำๆ อย่างนังเด็กนี่”งามพิศเชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนงในตระกูลของตนเองถึงแม้เธอจะแต่งงานกับวิทวัสและจดทะเบียนสมรสกันด้วยแต่เธอก็ยังใช้นามสกุลเดิมของเธอ แถมยังให้วิทวัสเปลี่ยนมาใช้นามสกุลฤทธิ์ติกรกุลแทน
“เื่นามสกุลคุณผู้หญิงไม่ต้องเป็ห่วงหรอกค่ะ เพราะนังหนูเพชรมันใช้นามสกุลแม่มันค่ะ”
“ก็ดีที่แม่มันยังมีสำนึกอยู่บ้าง”
“เป็เช่นนี้แล้วคุณผู้หญิงจะอนุญาตให้เลี้ยงนังหนูมันที่นี่ได้ไหมคะ”
งามพิศคิดหนัก ป้าแหวนเห็นท่าทีลังเลใจของนายสาวแล้วก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาและเพื่อให้สัมฤทธิผลหญิงสูงวัยจึงตัดสินใจตัดปัญหาไปเสีย เพราะถึงยังไงก็คิดจะรับเด็กน้อยมาเลี้ยงดูอยู่แล้ว
“ถ้าคุณผู้หญิงอนุญาต ป้าจะขอรับนังหนูเพชรเป็ลูกสาวของป้ากับตาปั่นเองป้าจะไม่บอกมันเด็ดขาดว่ามันเป็ลูกใคร”
“แน่ใจนะป้าว่าจะเก็บความลับไว้อยู่น่ะ” งามพิศเริ่มสองจิตสองใจ วิทวัสที่นั่งฟังอยู่ด้านหลังก็ลุ้นจนตัวโก่งเลยทีเดียว
“แน่ใจค่ะแน่ใจป้าจะไม่มีวันบอกมันเด็ดขาดนังหนูเพชรจะรู้แค่ว่าป้ากับตาปั่นเป็พ่อแม่ของมันเท่านั้น”
“ก็ได้” งามพิศยอมตกลงในที่สุด ก่อนจะสั่งแกมขู่กับทุกคน “ฉันขอสั่งให้ทุกคนเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับต่อไปนังเด็กคนนี้จะเป็ลูกของป้าแหวนกับลุงปั่นเท่านั้นถ้าฉันรู้ว่าใครยังพูดว่านังเด็กนี้เป็ลูกของคุณวิทอีกละก็ ฉันจะไล่มันออกทันทีเข้าใจไหม”
“ค่ะ”
“ครับ”
พวกคนรับใช้ต่างพากันขานรับคำสั่ง ทำให้งามพิศมีสีหน้าพอใจมากขึ้นจึงหันไปเอ่ยชวนสามีให้ไปรับลูกสาวสุดที่รักที่โรงเรียนอนุบาลชื่อดังด้วยกันซึ่งทันทีที่ร่างของผู้เป็นายหายลับไป พิกุลก็ลุกขึ้นยืนต่อว่าป้าแหวนยกใหญ่
“ป้านี่อยู่ดีๆ ไม่ชอบนะชอบหาเื่ใส่ตัวเองเลยจริงๆ เลี้ยงเด็กอ่อนมันวุ่นวายแค่ไหนไม่รู้หรือไงร้องไห้แต่ละทีหนวกหูจะตายไป”
“แล้วมันเื่อะไรของเอ็งล่ะวะนังพิกุล” ป้าแหวนตวาดใส่เสียงฉุน “ข้าไม่ได้เลี้ยงนังหนูเพชรบนหัวเอ็งนี่หว่าเอ็งถึงต้องมาเดือดร้อนน่ะ คุณผู้หญิงอนุญาตให้ข้าเลี้ยงได้ แล้วขี้ข้าอย่างเอ็งอย่ามาทำเป็เดือดร้อนไปหน่อยเลย”
“อ้าว! ป้า! ฉันอุตส่าห์หวังดีไม่อยากให้ลำบากทำไมป้าต้องมาด่าฉันด้วยล่ะ แก่ๆ อย่างป้าจะเลี้ยงเด็กอ่อนไหวหรือไงฮ้า” พิกุลเถียงฉอดๆ
“ไหวไม่ไหวข้าก็เลี้ยงคุณหนูน้ำหวานมาได้จนโตป่านนี้ล่ะวะ”
“นี่ป้าเอาคุณหนูน้ำหวานมาเทียบกับลูกของนังปานงั้นเหรอ”
“เยอะไปแล้วนังพิกุล” อนงค์อดรนทนไม่ไหวต้องเข้าร่วมเถียงด้วยอีกคน “อย่าฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียดนักเลยแกไม่เลี้ยงก็อย่ามาเดือดร้อน จะไปไหนก็ไปไป๊”
“นังอนงค์!” พิกุลเรียกอีกฝ่ายเสียงสูง สองมือกำแน่นด้วยความโมโหที่ถูกไล่และเพราะเสียงที่ดังเกินเหตุของเธอจึงทำให้เด็กน้อยอวิการ้องไห้จ้า
“โอ๋ๆๆ อย่าร้องนะลูก” ป้าแหวนรีบกล่อม อนงค์ก็ช่วยกล่อมอีกแรง
“รำคาญโว้ย”
จบคำโวยวายพิกุลก็เดินลงส้นตึงๆออกไปจากห้องโถงทันที
“ฉันว่าตัวมันน่ะน่ารำคาญมากกว่าอีกเออ...ป้าจ๊ะ ชื่อจริงนังหนูเพชรชื่ออะไรเหรอ” อนงค์ถาม
“ชื่ออวิกา แปลว่าเพชรนังปานมันอยากให้ลูกมันเข้มแข็งได้เหมือนเพชร”พูดถึงปานวาดแล้วป้าแหวนก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ สงสารคนวาสนาน้อยจับใจ
“อนงค์พรุ่งนี้ป้าคงต้องวานให้เอ็งช่วยดูแลนังหนูให้หน่อยนะป้าจะไปรับศพนังปานออกจากโรงพยาบาล แล้วจะไปฝากให้วัดที่อยู่ใกล้ๆ ช่วยเผาศพให้เลยป้าคงทำให้มันได้แค่นี้แหละ”
“แค่นี้ก็ดีแล้วป้าดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็ศพไม่มีญาติ พรุ่งนี้ป้าไม่ต้องห่วงหรอกนะฉันจะดูแลนังหนูให้เอง”
“ขอบใจต่อไปนี้ป้าอาจวานให้เอ็งช่วยเลี้ยงบ้างเป็ครั้งคราวเอ็งก็อย่าเพิ่งรำคาญเลยนะอนงค์ ถือว่าช่วยทำบุญก็แล้วกันนะ”
“ได้จ้ะป้าฉันเองก็รักพี่ปานเหมือนพี่สาว ฉันจะช่วยเลี้ยงลูกพี่ปานให้ดีที่สุดจ้ะ”
“ขอบใจ” ป้าแหวนน้ำตาซึมก้มหน้ามองเด็กน้อยที่หยุดร้องไห้แล้วอย่างรักใคร่เอ็นดูจับใจ
‘นังหนูเพชรของป้าถึงเอ็งจะเกิดมาอาภัพนัก แต่ป้าก็จะเลี้ยงดูเอ็งอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ป้าจะส่งเสียให้เอ็งได้เรียนสูงๆเพื่อที่เอ็งจะได้มีงานดีๆ ทำ มีอนาคตที่ดีกว่านี้ จะได้ไม่ต้องมาเป็คนรับใช้เหมือนป้ากับแม่ของเอ็งอีกแล้วจะได้ออกไปจากบ้านหลังนี้เสียที’