คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    กรงขังแห่งพฤกษา

    ติ๊ง

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 18 พฤษภาคม]

     

    ความรู้สึกแรกที่ปะทะประสาทสัมผัสของอคินคือความแห้งผาก 

    กลิ่นไอเค็มของทะเลและคาวเลือดฉุนกึกจากอสูรใต้สมุทรที่เขาจำได้ติดจมูกเมื่อ 'คืนก่อน' มลายหายไปสิ้น 

    แทนที่ด้วยกลิ่นดินแตกระแหงและฝุ่นทรายที่ลอยวนอยู่ในอากาศชื้นๆ ของป่ารก

    อคินลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพที่ปรากฏไม่ใช่กิ่งก้านหนาทึบของต้นยางนาที่เขาฝืนสังขารปีนขึ้นไปหลบภัย 

    แต่มันคือพุ่มหญ้าคาที่สูงท่วมหัว ปลายหญ้าแหลมคมกวัดแกว่งตามแรงลมบาดผิวหน้าเขาเบาๆ 

    แสงจันทร์นวลตาฉายให้เห็นแนวเทือกเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป 

    รูปร่างของมันดูประหลาดบิดเบี้ยวราวกับโครงกระดูกของยักษ์ที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งร้าง

    "ที่นี่มัน..."

    เขายันตัวลุกขึ้น มือหนาสัมผัสได้ถึงพื้นดินที่แข็งกระด้าง 

    ความทรงจำสุดท้ายในสมองยังคงเป็นภาพความโกลาหลที่แนวกำแพงฉะเชิงเทรา 

    เสียงคำรามของเต่ายักษ์ 'เครูม่า' และคลื่นอสูรที่ทะลักเข้าใส่กำแพงไม้พฤกษา 

    แต่เหตุใดวินาทีต่อมา รอบกายเขากลับเงียบงันและสงบราบคาบถึงเพียงนี้?

    "ตื่นแล้วเหรอ อคิน?"

    เสียงนิ่งเนือยที่แฝงไปด้วยความเกียจคร้านดังมาจากเงามืดข้างโขดหิน 

    บัวลอยนั่งเหยียดกายเลียขนอุ้งเท้าอย่างสบายอารมณ์ แววตาของนางสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายลึกลับ 

    ส่วนเจ้าโบ้นอนหมอบนิ่งเอาคางเกยเท้าพาดกับรากไม้ใหญ่ หูของมันกระดิกรับเสียงแมลงกลางคืนอยู่ตลอดเวลา

    "บัวลอย? โบ้?" 

    อคินกุมขมับที่ยังปวดตุบๆ ราวกับถูค้อนทุบ 

    "เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเรามาอยู่ที่นี่? แล้วเต่ายักษ์นั่นล่ะ... เราชนะแล้วเหรอ?"

    ติ๊ง!

    หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้า บดบังภาพป่ารกตรงหน้าไปชั่วขณะ

     

    [ระบบ: มีคนหิ้วแกมาทิ้งไว้ที่นี่แหละ... ปลอดภัยกว่าจุด VIP เมื่อคืนเยอะ!]

    [ตำแหน่งปัจจุบัน: เขตชายแดนสระแก้ว ทางทิศตะวันออก ]

     

    "สระแก้ว!?" 

    อคินอุทานเสียงหลง ร่างกายที่ดูเหมือนจะแข็งแรงดีกลับรู้สึกเบาหวิวแปลกๆ 

    "เดี๋ยวสิระบบ... เมื่อคืนฉันยังอยู่ที่ฉะเชิงเทรานะ ห่างจากที่นี่ร้อยกว่ากิโลเมตร! ใครจะไปหิ้วฉันมาได้ไกลขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง?"

    บัวลอยหยุดเลียขน นางเงยหน้าขึ้นมองอคินด้วยดวงตากลมโตที่ดูคล้ายจะขบขัน 

    "มามาเลดสั่งย้ายด่วนค่ะ... เขาบอกว่าแนวรบตะวันตกในตอนนี้กลายเป็น 'นรกสามฝ่าย' ไปแล้ว ขืนปล่อยให้อคินนอน... เอ้อ ให้อคินพักฟื้นอยู่ที่นั่น ท่านคงได้กลายเป็นผีเฝ้าโคนยางนาจริงๆ เพราะลูกหลงจากพวกมนุษย์ด้วยกันแน่ๆ"

    "นรกสามฝ่าย? หมายความว่าไง?" 

    อคินขมวดคิ้วสับสน

    "ก็หมายความว่าคนเราน่ะน่ากลัวกว่าอสูรไงคะ" 

    บัวลอยอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ 

    "ในขณะที่นายหลับ กองทัพรัฐบาลกลางที่ซุ่มรอจังหวะอยู่ก็เคลื่อนพล เข้าโจมตีประสานกับตอนที่เต่ายักษ์บุกเพื่อหวังจะชิงอำนาจคืนจากท่านเพทาย ตอนนี้ทางนั้นน่ะกลายเป็นหม้อแกงรวมมิตรไปแล้ว ทั้งกองทัพมนุษย์ ทั้งฝูงอสูร ทั้งกลุ่มกบฏ ตะลุมบอนกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร"

    เธอเว้นจังหวะ พลางใช้หางชี้ไปทางเทือกเขาหินปูนเบื้องหน้า 

    "ส่วนทางตะวันออกนี้ เมื่อคืนก็มี 'แขกไม่ได้รับเชิญ' มาเยือนเช่นกัน... กองทัพจากกัมพูชาเคลื่อนพลข้ามชายแดนมาพร้อมกับ 'เรดบอส: ไททันศิลา' หวังจะฉวยโอกาสบุกตลบหลังแคลนอะนีมาเนียในตอนที่เราเผลอ"

    อคินเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวขึ้นมาด้วยความตระหนก 

    "บ้าไปแล้ว... นี่มันไม่ใช่แค่คลื่นอสูร แต่มันคือสงครามโลกชัดๆ แล้วพวกเรา... พวกเราต้านไททันศิลาไหวได้ยังไง?"

    "จบแล้วเจ้าค่ะ" 

    บัวลอยพูดแทรกด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นความยำเกรง 

    "ท่านเพทายนำทัพแคลนอะนีมาเนียมาจัดการด้วยตัวเอง... ท่านใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง เปลี่ยนไททันศิลาให้กลายเป็นเพียงกองกรวด และจับกุมกองทัพข้าศึกได้เกือบทั้งหมด ตอนนี้ท่านสั่งให้เราและกำลังเสริมเฝ้าพวกเชลยศึกเอาไว้"

    อคินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก... เขาไม่เคยพบเพทายตัวจริง 

    แต่ชื่อเสียงของชายคนนั้นในฐานะ ผู้บงการธรรมชาติและสร้าง 'อาณาจักรมหาพฤกษา' ขึ้นมา 

    เขาคือตำนานที่ยังมีลมหายใจ ไม่ใช่แค่ผู้สร้างที่เมตตา แต่คือเทพสงครามที่พร้อมจะบดขยี้ใครก็ตามที่บังอาจก้าวล่วงอาณาเขตพฤกษา

    ติ๊ง!

     

    [ภารกิจใหม่: ผู้คุมกฎแห่งรัตติกาล]

    [รายละเอียด: เฝ้าระวังค่ายกักกันเชลยศึกชั่วคราว จนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง]

    [เงื่อนไขพิเศษ: ห้ามสังหารหากไม่จำเป็น เว้นแต่จะมีการขัดขืนที่รุนแรง]

     

    อคินพ่นลมหายใจยาว ความสับสนยังไม่จางหายไปหมดสิ้น 

    แต่หน้าที่ 'อัศวิน' ที่ระบบมอบหมายให้นั้นชัดเจนเสมอ 

    "เข้าใจแล้ว... สระแก้วก็สระแก้ว ไปกันเถอะโบ้ บัวลอย"

    ...

    [20:00 น.]

    ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเมื่ออคินเดินพ้นแนวป่าทำเอาความฮึกเหิมที่เคยมีมอดดับลงทันตา

    ภายใต้แสงสปอตไลต์พลังงานพลังเวทที่ส่องสว่างดุจกลางวัน 

    วงล้อมลวดหนามเวทมนตร์สีเขียวเข้มแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่โล่งกว้าง 

    ภายในนั้นมีมนุษย์นับร้อยคนนั่งเบียดเสียดกันอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยกรวดแหลม 

    พวกเขาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากต่างมิติ ไม่ใช่พวกเมิร์กกระหายเลือด 

    แต่เป็นมนุษย์... ผู้ชายในชุดลายพรางที่ขาดรุ่งริ่ง ผู้หญิงที่นั่งกอดเข่าร้องไห้เงียบๆ 

    บางคนมีแผลฉกรรจ์ที่ถูกพันไว้ด้วยใบไม้เวทมนตร์อย่างลวกๆ

    เสียงพึมพำด้วยภาษาเขมรที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วค่าย 

    อคินกระชับด้ามดาบในมือแน่นขึ้น ทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่านไปตามแนวรั้วพร้อมกับหมาป่าเหล็กไหลที่ดูน่าเกรงขาม 

    กลุ่มเชลยจะขยับตัวหนีด้วยความหวาดระแวงราวกับเห็นมัจจุราช

    "นี่เหรอ... ศัตรูที่เราต้องปกป้องบ้านเมืองจากพวกเขา" 

    อคินพึมพำกับตัวเองเบาๆ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจเริ่มตีรวน

     

    [มันคือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด อคิน... ที่บ้านเขาไม่มี 'พฤกษาแห่งชีวิต' คอยผลิตทรัพยากรให้เหมือนที่นี่ ความหิวโหยและคำสั่งของผู้นำที่โลภโมโทสันขับเคลื่อนให้พวกเขากลายเป็นผู้รุกราน]

    [คำเตือน: อย่าให้ความสงสารบดบังภารกิจ... หากพวกมันหลุดไปได้ ชาวบ้านที่สระแก้วที่ตั้งตารอคอยความหวังจะเป็นฝ่ายถูกพรากชีวิตแทน]

     

    "ฉันรู้... ฉันรู้ดีระบบ" 

    อคินตอบในใจ เขาพยายามทำใจให้แข็งดุจหินผา 

    แต่แววตาของเด็กน้อยคนหนึ่งที่นั่งซุกอยู่ข้างแม่กลับทำให้มือที่ถือดาบของเขาสั่นไหว

    ทันใดนั้น ความเงียบก็ถูกทำลายลงเมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มเชลยทนความกดดันไม่ไหว 

    เขาผุดลุกขึ้นแล้วพุ่งตัววิ่งหนีไปทางแนวป่าที่มืดมิดที่สุด

    "เฮ้ย! มีคนหนี!" 

    ทหารยามฝั่งไทยที่ยืนคุมอยู่ใกล้ๆ ตะโกนลั่นพลางยกปืนไรเฟิลพลังเวทขึ้นเล็ง

    "หยุดนะ! อย่าเพิ่งยิง!" 

    อคินตะโกนสั่งเสียงหลง เขาไม่อาจยอมให้เกิดการนองเลือดต่อหน้าต่อตาได้ 

    "โบ้! ขู่เฉยๆ ห้ามกัดเด็ดขาด!"

    โฮก!

    ร่างของหมาป่าเหล็กไหลพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรสีเงิน 

    มันกระโจนข้ามรั้วลวดหนามไปดักหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นในพริบตาเดียว 

    แรงกระแทกของลมจากตัวมันทำให้เด็กหนุ่มเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้า 

    โบ้ยืนตระหง่านคร่อมร่างเขาไว้ แยกเขี้ยวสีขาวโพลนพลางคำรามเสียงต่ำที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ

    เด็กหนุ่มตัวสั่นงันงก ยกมือไหว้ท่วมหัวพลางร้องขอชีวิตเป็นภาษาที่อคินฟังไม่ออก 

    แต่หยาดน้ำตาที่ไหลนองหน้าคือภาษาสากลที่เข้าใจได้ดีที่สุด

    อคินเดินเข้าไปใกล้ รั้วลวดหนามเวทมนตร์แหวกออกตามการอนุญาตของระบบ 

    เขาก้มลงมองเด็กหนุ่มคนนั้น... สภาพของเขาดูเหมือนคนไม่ได้กินอิ่มมานานหลายวัน 

    อคินไม่ได้ชักดาบ แต่กลับล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้ 

    หยิบ 'เนื้อแห้ง' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสบียงฉุกเฉินระดับสูงที่ระบบมอบให้ ยื่นให้คนตรงหน้า

    "กินซะ... แล้วกลับไปนั่งที่เดิม อย่าคิดหนีอีก ถ้าไม่อยากถูกฆ่า" 

    อคินพูดด้วยภาษาไทยที่เน้นช้าๆ พร้อมทำท่าทางประกอบ

    เด็กหนุ่มรับชิ้นเนื้อไปอย่างงงๆ ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้ากลุ่มเชลยไป 

    ทหารยามที่ยืนเล็งปืนอยู่เมื่อครู่เดินเข้ามาหาอคินพลางขมวดคิ้ว 

    "นายทำอะไรน่ะอคิน? นายใจดีเกินไปหรือเปล่า? พวกนี้บุกมาฆ่าพี่น้องเรานะ"

    อคินยืนนิ่ง สายตายังคงจับจ้องไปที่กลุ่มคนที่น่าสงสารเหล่านั้น 

    "พวกเขาแพ้แล้วครับพี่... หน้าที่ของอัศวินคือการเฝ้าระวัง ไม่ใช่การทารุณกรรมเชลยที่ไร้ทางสู้ ถ้าใครคิดจะหยิบอาวุธขึ้นมาสู้ ผมจะเป็นคนเด็ดหัวเขาเอง แต่ตราบใดที่เขานั่งอยู่นิ่งๆ ... เขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามเหมือนกับพวกเรานั่นแหละ"

    คำพูดนั้นทำให้ทหารรอบข้างเงียบกริบ 

    บรรยากาศในค่ายที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความแค้น

    พลันเปลี่ยนเป็นความเคารพยำเกรงที่มีต่อหัวหน้าชุดยามคนใหม่ผู้มีความเมตตาภายใต้เกราะเหล็กที่เย็นเฉียบ

    ...

    [02:30 น.]

    เสียงเครื่องยนต์ดัดแปลงจากรถจี๊ปดังแว่วมาตามถนนลูกรัง 

    พร้อมกับร่างท้วมๆ ในชุดสนามที่ดู 'เยอะ' กว่าคนทั่วไป แมวสีเทาลายสลิดกระโดดลงมาจากเบาะหน้าด้วยท่าทางมาดมั่น

    "ไง! พ่อพระเอกชื่อดังประจำรัตติกาล!" 

    ปลาเผาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงยียวนอันเป็นเอกลักษณ์ 

    "ได้ข่าวว่าคุมสถานการณ์ที่นี่ได้นิ่งสนิทเลยนี่นา ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อแม้แต่หยดเดียว มามาเลดตาถึงจริงๆ ที่เลือกนายมาคุมโซนนี้"

    อคินยิ้มบางๆ เขาเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณเตือนจากร่างกาย... 

    ความอ่อนล้าสะสมเริ่มดึงเรี่ยวแรงออกจากกล้ามเนื้อทีละน้อย ราวกับมีใครมาถอดปลั๊กพลังงานในร่างเขา 

    "ฝากต่อด้วยครับพี่ปลาเผา... ผมรู้สึกเหมือนเครื่องยนต์จะดับแล้ว"

    "เออ ไปพักเถอะ นายทำมามากพอแล้ว" 

    ปลาเผาตบที่ขาอคินเบาๆ

    "พวกแมวจรของฉันจะรับช่วงต่อเอง ส่วนมามาเลด อัคคี ทองดี แล้วก็จูเลีย... พวกนั้นเขาข้ามชายแดนไปสำรวจกัมพูชาแล้วล่ะ"

    อคินขมวดคิ้วด้วยความตกใจ 

    "อ้าว! ทำไมเขาไม่บอกผม? ผมยังพอไหวนะพี่..."

    "ไหวบ้านนายน่ะสิ!" 

    ปลาเผาหัวเราะร่าพลางโบกมือ 

    "พวกนั้นเขาทำงานกัน 'ตอนกลางวัน' จะให้นายไปเป็นภาระให้เขาหามร่างที่นอนขี้เซาของนายเดินป่าไปมาหรือไง? ไปๆ ... เต็นท์นายอยู่ทางโน้น คราวนี้ฉันจัดเต็นท์สนามเกรดเอไว้ให้ ไม่ใช่พุ่มไม้หรือยอดยางนาเหมือนเมื่อคืนหรอกนะ"

    อคินหัวเราะขืนๆ ในใจก็นึกสงสัย... 

    'ทำไมฉันถึงต้องมานอนสลบทุกครั้งในช่วงเช้า? หรือระบบมีการจำกัดเวลาใช้พลังงานที่รุนแรงขนาดนั้น?' 

    เขาเดินลากขาที่เริ่มหนักอึ้งไปยังเต็นท์พัก ทันทีที่เขาทิ้งตัวลงบนเตียงสนาม ความมืดที่แสนสงบก็เริ่มโอบล้อมเขาไว้

    "พรุ่งนี้... จะตื่นที่ไหนอีกไหมเนี่ย..." 

    เขากระซิบถามความมืด โดยมีโบ้และบัวลอยนอนขนาบข้าง ราวกับกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย

    ติ๊ง!

     

    [ไม่รับประกันเรื่องพิกัด... แต่รับประกันความปลอดภัย ฝันดีนะอัศวินของข้า]

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

     

    วินาทีที่ตัวเลขสีแดงกะพริบเป็นครั้งสุดท้าย สติของอคินก็ดับวูบลง 

    ร่างของเขาที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆ โปร่งแสงและจางหายไป เหลือเพียงกองเสื้อผ้าและอาวุธที่พับวางไว้อย่างเป็นระเบียบ... 

    ภายใต้นิทรานั้น มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมพัดผ่านเทือกเขาหินปูนที่คอยเป็นพยานถึงการมีอยู่ของเขาในค่ำคืนนี้

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน