ตอนที่สิบเจ็ด คนธรรมดาต้องโด๊ปยาถึงจะเป็กัปตันอเมริกา
“หากอัจฉริยะยังพยายามหามรุ่งหามค่ำกันขนาดนี้ จะให้คนธรรมดาอย่างพวกชั้นทำอย่างไร?” ซากุราบะกล่าวกับชิน เซจูโร่ในอายชิลด์ 21
คนธรรมดาจะต้องทำตัวอย่างไร หากเห็นกระทั่งอัจฉริยะ พยายามฝึกวิชาและมีวินัยยิ่งกว่าตนเอง?
บ้าคลั่งวิชายุทธยิ่งกว่าเราเองหลายเท่า?
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ไม่ควรตอบในการ์ตูน โชวเน็น
“โด๊ปยา”
การบ่มเพาะพลังต้องปรับพื้นฐานให้หนักแน่น ไม่มีวิธีลัด..เว้นแต่คุณจะเป็อัจฉริยะ ได้ยาวิเศษหรือไอเท็มของวิเศษต่างๆหรือมีคนที่พลังขั้นสูงกว่าช่วยเหลือคุณให้เพิ่มพลังสูงขึ้น
แม้เอี้ยก้วยจะฉลาด แต่กิมย้งก็ต้องเขียนให้มีฉากกินดีงูเพื่ออธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงมีลมปราณสู้ยอดฝีอมือแห่งยุคคนอื่นๆได้
ผมเปิดเคล็ดวิชาประจำตระกูลที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดและให้อี้จิงช่วยตีความให้ว่าแต่ละคำมันแปลว่าการเดินปราณไปที่จุดไหนอย่างไร
ถึงแม้ว่าปราณธาตุหยางที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดจะไม่เหมาะกับคนที่มีร่างกายเก้าหยินอย่างอี้จิงก็ตาม
สะสมพลังปราณร้อน ธาตุหยางไปให้มากที่สุดเพื่อที่อี้จิงจะได้ใช้ปราณหยินปรับสมดุลย์เป็ปราณบริสุทธิ์ช่วยให้ผมมีขั้นพลังสูงขึ้น
เมื่อยามที่เราคิดอะไรไม่ออก ผมจะใช้่นั้นเพิ่มพลังให้สูงขึ้นไว้ก่อน
และพยายามหาอาหารที่ช่วยในเื่ของการเติบโตของกล้ามเนื้อและธาตุหยางตามตำรา
เมื่อยังไม่สามารถมีของดีอย่างพวกยาวิเศษต่างๆ ผมคิดว่าจะเริ่มจากวิทยาศาสตร์โภชนาการ การทานอาหารตามธาตุ
และผมเลียนแบบการเดินเคล็ดวิชาะโดยการเดินลมปราณในขณะที่นอนอยู่
ลมหายใจกลายเป็ร้อนระอุ ข้างในร่างกายเหมือนกับมีดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งอยู่ในร่างกาย
วิชานี้ดีมากๆ แต่มีข้อเสียที่ต้องซ่อนไว้เพราะขั้นสุดท้ายจะทำให้ร่างกายเผาไหม้จนตายไป แต่แน่นอนพวกขี้โม้ในเื่แก้ข้อเสียเช่นว่านั้นได้
อีกอย่างที่เป็ผลประโยชน์ที่คิดว่าโชคดีมากๆคือมันบอกการบรรลุไว้จนถึงขั้นเซียนยุทธแน่ะ...เพราะเกินกว่าเซียนยุทธคนฝึกจะเส้นลมปราณเผาไหม้ โดนเผาจนตาย
วิชาที่ชอบซ่อนเอาไว้มันก็มีข้อเสียประมาณนี้นั่นล่ะนะ
ดังนั้นนับเป็วิชาที่เหมาะมากสำหรับผมที่พยายามจะเร่งการผลิตปราณธาตุหยาง
ที่ใช้คำว่า”ผลิต” อาจจะเพราะผมมองการบ่มเพาะพลังเป็อุตสาหกรรมและคนที่สามารถมีกำลังการผลิตสูงสุดได้คือสิ่งที่คนในโลกนี้มองว่าเป็อัจฉริยะ
คืนนั้นผมนอนไปโดยมีดวงไฟเล็กๆดวงหนึ่งระอุในช่องท้อง
วิธีเดียวที่จะรอดจากการเผาตัวตายคือยอมเสียพลังหรือถ่ายทอดให้ผู้อื่น
สำหรับคนที่บ้าคลั่งฝึกยุทธปรกติ แนวการยอมสลายพลังของตนเองเพื่อส่งเสริมผู้อื่น คงเป็สิ่งที่ใครแทบจะคิดไม่ถึง
แน่นอน มันมีแนวทางที่คนที่พลังขั้นสูงกว่าเป็ิญญาเข้าสิงแหวนหรือหยกของคนพลังต่ำกว่าและถ่ายทอดพลังให้ แต่นั่นคือหนทางของยามที่ไม่มีหนทางของผู้มีวรยุทธสูง
ว่าการที่ช่วยเด็กที่มีพร์ฝึกวิชาคือหนทางเดียวที่ตนจะได้ร่างกายและพลังคืนมา..อันนี้น่าสนใจในการวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วย แสดงว่าิญญาคือส่วนสำคัญกว่าร่างกาย
ส่วนผมยอมเสียพลังและเวลาไปเพื่อเป้าหมายเดียว
การทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่าพลังปราณคืออะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรกันแน่?
ถึงผมจะไม่มีพร์อย่างอี้จิง แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่อ้าปากค้างเฉยๆมองความสามารถของพระเอกนางเอกหรอกนะ
...
อาจจะเป็เื่บังเอิญหรือโชคดีหรือแค่ตามสามัญสำนึก
การหาธาตุร้อนนั้นค่อนข้างง่ายกว่าธาตุเย็น
แม้อำมาตย์หวังจะรวยแต่การจะเอาน้ำแข็งมาช่วยฝึกนั้นก็เป็เื่ลำบาก
ต้องโชคดีจริงๆถึงจะมีของวิเศษในการช่วยฝึกคนที่ร่างกายธาตุหยิน...ซึ่งอี้จิงก็มีนั่นล่ะ
หยกเย็นเก้า์ คือของที่อี้จิงว่าของดูต่างหน้าท่านแม่ที่เก็บไว้ไม่ห่างกาย ช่วยในการฝึกวิชาในสายธาตุหยินมาก
ดีกว่าแนวความคิดอาหารเพิ่มพูนธาตุหยินหรือการเอาน้ำแข็งมาล้อมรอบตัวเพื่อฝึกในห้องเย็นเสียอีก
กลายมาเป็ว่าของที่หาง่ายอย่างกองไฟที่จะเอามาล้อมตัวผมในขณะที่ฝึกเพิ่มพูนธาตุหยางอาหารเช่นเพิ่มธาตุหยางหรือกล่าวอีกอย่างว่าเพิ่มฮอร์โมนเพศชายนั้น
มีประสิทธิผลน้อยกว่า หยกเย็นเก้า์ของอี้จิงนั่นเอง
โชคดีที่ดูจากผลลัพธ์ผมไม่ได้เป็ตัวถ่วงเธอมากเท่าที่ผมคิด
เพราะธาตุหยางที่ผมผลิตได้จากร่างกายของเด็กสิบขวบที่ยังเป็พรหมจรรย์อยู่นี้ก็เรียกว่าช่วยเธอในการฝึกวิชาได้อย่างว่องไวมากกว่าการที่เธอจะฝึกคนเดียวจริงๆ
ผมลองเอาคบไฟมาตั้งไว้ในห้องและจ้องมองเพื่อให้มีจิติญญาแห่งไฟและเต๋าแห่งไฟให้ทรงพลังมากขึ้น
หรือการเอากองไฟมาล้อมรอบแบบการบำเพ็ญทุกขกิริยา
หากโลกเก่าผมเอาไฟมาล้อมรอบผมขนาดนี้ผมคงไฟไหม้เกรียมไปแล้ว
แต่ผิวหลังจากที่ผมฝึกวิชาเมื่อได้พบกับธาตุไฟก็รูขุมขนเปิดกว้าง ดูดความร้อนเข้าไปอย่างกระหายจากกองไฟรอบข้าง
ร่างกายกระปรี้กระเป่ามากขึ้นยิ่งกว่าการทานกาแฟหรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังใดใดที่เคยเป็มา
ท่าทางการบำเพ็ญตนในที่ร้อนนั้นจะได้ผลต่อความก้าวหน้าในการฝึกจริงๆ
แปลว่ามุก
“บำเพ็ญทุกขกิริยาเดินร้อยวันในทะเลทราย”ก็น่าจะได้ผลกับการฝึกฝีมือจริงๆ
ดังนั้นแม้ผมจะค่อยๆให้อี้จิงตีความหลักการและเคล็ดวิชาต่างๆ
ผมเองก็ลงมือเพ่งไปในสิ่งเดียวที่ผมทำได้ดีกว่าอี้จิงคือการฝึกวิชาธาตุหยางนั่นเอง
แนวทางการฝึกของเราคือจะปล่อยให้ผมรวบรวมพลังได้พักหนึ่ง
อี้จิงจะใช้เวลานั้นตีความเคล็ดวิชาและเราจะมาเดินลมปราณบำเพ็ญคู่ประสานพลังในการฝึกวิชาจากการตีความและการแก้ไขให้ลึกล้ำมากขึ้นในการเดินลมปราณฝึกวิชา
ผมรู้สึกว่าพวกเราจะมีพวกของเหลวสีดำคล้ำหรือลมหายใจสีดำออกมาจำนวนมาก
ตามที่ชอบบรรยายในเื่แนวนี้ มันคือสัญลักษณ์ของการที่ขับของเสียออกจากร่าง
เป็มุกที่ว่าเมื่อมีเคล็ดวิชาใหม่ๆที่ลึกล้ำกว่าเดิม มากกว่าวิชาเดิมที่เคยใช้อยู่
ก็จะแสดงให้เห็นถึงของเสียที่ยังคงค้างอยู่ในร่างกาย
แสดงถึงเคล็ดวิชาใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น
และด้วยการฝึกของพวกเราที่ผมเอาแนวความคิด คับบาล่าห์และแนวพรหมศาสตร์ของชมพูทวีปมาให้อี้จิงตีความ
ทำให้การฝึกของพวกเรามีของเหลวสีดำขับออกมาอยู่เสมอโดยยังไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว
จนผมคิดว่า
หรือมุกที่ว่ามีอะไรกับนางเอกในธาตุเก้าหยินร่างพรหมจรรย์จะเป็แิที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพที่สุดจริงๆ
อย่างที่ตัวร้ายทำกันหรือพระเอก
การมีอะไรกันจะทำให้เคล็ดวิชารุดหน้าได้อีกขั้นภายในครั้งเดียว
แต่ต่อจากนั้นก็จะพัฒนาพลังจากร่างกายของเธอไม่ได้แบบนั้นอีกแล้ว
พอมาตอนนี้น่าจะเพราะพวกเราทั้งสองยังเป็หนุ่มสาวบริสุทธิ์อยู่
แต่ประสิทธิภาพของร่างกายนั้น แม้จะด้อยกว่าการบำเพ็ญคู่เวอร์ชั่น 18+
ที่เพิ่มพลังได้มหาศาล
การบำเพ็ญคู่แบบสม่ำเสมอทุกวันทีละเล็กทีละน้อยจะได้ผลมากกว่า
การบำเพ็ญคู่เวอร์ชั่นเด็กไม่ดีกับนางเอกทำให้เสียร่างกายบริสุทธิ์ไป
แบบเดียวกับฆ่าห่านที่ออกไข่ทองคำมาให้เราเพราะหวังว่าจะได้ไข่ทองคำมาก
ก็ได้ไข่มาจริงๆแต่ห่านก็ไม่ออกไข่ทองคำให้อีกแล้ว
และอาจจะเป็เื่ของการเมือง และความระแวงด้วย
ในเื่ของการที่ยอดยุทธฝีมือสูง ย่อมไม่ไว้ใจอี้จิงในการที่จะให้ช่วยเดินลมปราณในร่างกายของตนเอง
เพราะสำหรับยอดยุทธแล้ว อาจจะทำให้ตนเองตาย พิการ สูญเสียวรยุทธไปได้เลย
สำหรับยอดยุทธ เสียวรยุทธนั้นทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็
ดังนั้นอาจจะมีคนคิดวิธีที่ผมกำลังทำอยู่นี้ได้ แต่ไม่มีใครกล้าทำเพราะหวาดระแวงนั่นเอง
บางครั้งวิทยาการและวิทยาศาสตร์ก็ถึงพร้อม แต่เราก็ไม่สามารถสร้างจรวดไปดวงจันทร์ได้ทุกประเทศ เพราะปัญหาด้านการบริหารนั่นเอง
ผู้คนในโลกนี้ไม่ใช่ไม่ฉลาด แต่วิธีที่ผมใช้อยู่น่าจะเรียกได้ว่าต้องไว้ใจในตัวอี้จิงเอามากๆนั่นล่ะนะ หากมองตามสายตาคนภายนอกก็คือฝากชีวิตไว้กับเธอนั่นเอง
ผมไม่คิดมากเื่นั้น เพราะมองในระยะยาว แผนการของผมก่อนหนีออกนอกแดนจงหยวนก็ฝากชีวิตไว้กับเธอเป็ส่วนใหญ่อยู่แล้ว หากยังอยู่ในสถานที่สำคัญตามท้องเื่อยู่อย่างนี้
ผิวผมจากที่ขาวนวล กลายเป็เริ่มเปล่งแสงถ้ากระทบกับแสงอาทิตย์จริงๆ
ความรู้สึกที่ตนเองกลายเป็แบบภาพโฟโต้ช็อปนี่ทำเอาผมค่อนข้างกังวลไปเหมือนกัน
และผมก็ระบายลมหายใจเต็มไปด้วยควันสำดำออกมาอีกครั้งในตอนที่ปรับสมดุลย์ร่างกายตอนเช้ากับอี้จิง
ความก้าวหน้านั้นมีเป็ทวีคูณ ไม่สิเรียกว่าเป็ทวีคุณก็คงจะดูถูกความพยายามของคนธรรมดาที่พยายามฝึกขั้นสะสมลมปราณหรือปราณยุทธไปหน่อย
หากคนธรรมดาวิ่งได้ไม่เกินสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงและไม่สามารถติดต่อกันได้นาน
พวกผมสองคนที่ช่วยกันฝึกเหมือนนั่งจรวดที่เคลื่อนที่เพื่อหนีแรงโน้มถ่วงของโลกและออกไปสู่ห้วงอวกาศ ที่ตามทฤษฎีพวกเราจะสามารถบ่มเพาะพลังได้ดีและเร็วขึ้นเรื่อยๆแต่นั่นก็ต้องดูว่าในโลกความเป็จริงจะมีขีดจำกัดแค่ไหน
ตอนนี้น่าจะทะลวงผ่านเป็นักยุทธได้แล้วแต่
“ท่านพี่คะ”อี้จิงเรียกใช้ตาสีน้ำเงินจ้องมองผม
“ทำไมหนูรู้สึกเหมือนว่าท่านพี่ไม่รู้เื่อะไรเลยและเหมือนกับทดลองทำอะไรอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ คะ..”
ทันใดนั้นเธอก็รีบส่ายหัวและรีบพูด
“มะ ไม่ใช่หนูสงสัยอะไรพี่นะคะ แค่อยากรู้น่ะค่ะ”
ฮืม สมกับเป็นางเอก เื่ระแวงคนที่หวังดีกับตนเองนั้นค่อนข้างจะรู้ตัวเร็ว แต่คนที่หวังร้ายกับตนรู้ตัวช้า
ส่วนผมนี่น่าจะเป็กรณีก้ำกึ่งเธอเลยลังเล
“อืม ถามได้ดีอี้จิง”
แต่ผมมีคำตอบไว้ก่อนแล้ว