ตอนที่20 สอบวันที่สอง
ซ่งจูหว่านที่ได้ยินคำพูดของซ่งเย่เธอกำมือแน่นและใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโมโห
“แหม! อย่าทำหน้าแบบนั้นสิเดี๋ยวอดเป็ดอกไม้ประจำโรงเรียนนะ”
ซ่งเย่ได้ทีกล่าวประชดประชันซ่งจูหว่านโดยตรง
“ฮึ!” ซ่งจูหว่านสะบัดหน้าแล้วไปนั่งทานอาหารเช้าที่อีกโต๊ะหนึ่ง
ซ่งเย่มีแววตาเยาะเย้ยซ่งจูหว่าน
หากเป็เวลาที่มีผู้คนในห้องอาหารเป็จำนวนมาก
ซ่งจูหว่านจะไม่กล้าแสดงออกกับซ่งเย่ตรงไปตรงมาเช่นนี้
แต่เผอิญเช้านี้มีคนน้อยและยังเช้าเกินไป
ซ่งเย่ส่ายหัวเบาๆให้กับท่าทีเหมือนคนปัญญาอ่อนของซ่งจูหว่าน
จากนั้นซ่งเย่เดินกลับห้องพักและเก็บของให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมฝากกับทางโรงแรมและรอให้ลุงโจวมารับไป
เธอสบายใจที่ไม่ได้นอนพักด้วยกันกับซ่งจูหว่าน
เป็เพราะว่าเธออาจสะกดกลั้นอารมณ์ของตนเองไม่ได้และอาจเผลอทำร้ายซ่งจูหว่าน
นั่นจะไม่เป็ผลดีสำหรับเธอ
เนื่องจากซ่งเย่ได้จัดเตรียมบทลงโทษสำหรับซ่งจูหว่านไว้อีกมาก
รอก่อนนะซ่งจูหว่าน
เวลา 08.30 น.มีรถมินิบัสของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีนจอดรอรับส่งนักเรียนไปยังสนามสอบแข่งขัน
แต่ซ่งเย่เดินทางไปยังโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองเหอเป่ยล่วงหน้าแล้ว
ซ่งเย่เดินตรงไปยังห้องสอบวิชาเคมีที่อยู่อาคารอีกหลังหนึ่ง
เมื่อนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีนมองเห็นซ่งเย่
พวกเขาทักทายเธออย่างเป็มิตร
“สวัสดีซ่งเย่”
ซ่งเย่เห็นท่าทางที่เป็มิตรนั้นจึงทักทายกลับเช่นกัน“สวัสดี”
หลังจากนั้นเธอเดินตรงไปยังเก้าอี้ซึ่งระบุตำแหน่งตามแผนผัง
เมื่อนั่งและกวาดสายตามองรอบด้านพบว่าไม่มีนักเรียนคุ้นตาจากเมื่อวานเลยแม้แต่คนเดียว
ซ่งเย่พยักหน้าเบาๆอย่างเข้าใจว่าคงไม่มีคนเข้าร่วมสอบแข่งขันมากกว่าสองวิชา
กรรมการคุมห้องสอบวิชาเคมีเป็ชายหนุ่มท่าทางเหมือนนักวิชาการใส่แว่นตาดูท่าทางเคร่งเครียด
เมื่อกรรมการคุมห้องสอบแจกเอกสารให้กับนักเรียนครบทุกคนแล้ว
เวลา 09.00 น.กรรมการส่งสัญญาณให้นักเรียนเริ่มทำข้อสอบได้
ซ่งเย่ก้มลงดูเอกสารคำถามวิชาเคมี
เธอคิดถึงสมัยชีวิตก่อนที่ตนเองเป็คนโง่เขลาเบาปัญญาจนถูกซ่งจูหว่านล่อลวง
ทั้งยังเป็คนที่เรียนไม่เก่งพูดน้อย ไม่สามารถเข้ากับญาติพี่น้องได้
เพื่อนสนิทของเธอมีแค่ซูฉี
สุดท้ายซ่งเย่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แค่มหาวิทยาลัยชั้นสองในเมืองเหอเป่ยเท่านั้น
แต่ในเวลานี้เมื่อเธอมีความสามารถพิเศษและเป็มนุษย์กลายพันธุ์จากดาวเอเอส
ปรากฏว่าบทเรียนสำหรับมัธยมต้น-มัธยมปลาย-มหาวิทยาลัย
ล้วนแต่เป็เื่ง่ายดายสำหรับเธอ
ตอนนี้ซ่งเย่ก้มหน้าลงขีดเขียนคำตอบอย่างตั้งใจและผ่อนคลาย
เนื่องจากข้อสอบง่ายเกินไปสำหรับเธอ
เวลา 09.50 น. ซ่งเย่เงยหน้าจากการขีดเขียนและรอเวลาส่งเอกสารกับกรรมการคุมห้องสอบ
อันที่จริงเธอ้าลุกขึ้นไปส่งเอกสารทันที
แต่เงื่อนไขของการสอบคือต้องผ่านเวลามาอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจึงจะสามารถยื่นเอกสารข้อสอบได้
ดังนั้นซ่งเย่จึงนั่งนิ่งหลับตาลงอย่างผ่อนคลายรอเวลาอีกสิบนาที
กรรมการคุมห้องสอบชายหนุ่มใส่แว่นซึ่งเดินตรวจตราแต่ละแถวและกวาดสายตามองรอบห้อง
พลันมองเห็นซ่งเย่นั่งหลับตาลงเขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางคิดในใจว่า
“สงสัยข้อสอบจะยากเกินไปถึงต้องนั่งทำสมาธิก่อน”
จากนั้นเขาเดินต่อไปอย่างไม่สนใจซ่งเย่อีก
เมื่อเวลา 10.00น. ซ่งเย่ลืมตาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
แล้วหยิบเอกสารและเลื่อนเก้าอี้เพื่อลุกขึ้นยืนไปส่งเอกสาร“ครื้ด”
กรรมการคุมห้องสอบพลันหันกลับมามองซ่งเย่และขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
“เสร็จแล้ว?”เขาถามเมื่อซ่งเย่มายื่นเอกสารข้อสอบ
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่ตอบเสียงเรียบ
กรรมการไม่มั่นใจกับคำตอบของซ่งเย่เขาจึงพลิกดูกระดาษคำตอบทุกหน้าและพบว่าถูกขีดเขียนทั้งหมดแล้ว
จึงพยักหน้าอนุญาตให้ซ่งเย่ออกจากห้องสอบได้
หวางสือสิ่วเป็อาจารย์สอนวิชาเคมีประจำโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองเหอเป่ย
เขาแปลกใจที่พบว่าซ่งเย่ส่งเอกสารข้อสอบอย่างรวดเร็ว
ความอยากรู้ทำให้เขาสุ่มตรวจคำตอบของซ่งเย่
พลันพบว่าข้อ 1ถูกต้อง ข้อ 5 ถูกต้อง ข้อ 12 ถูกต้อง ข้อ 26 ถูกต้อง ข้อ 44 ถูกต้อง ข้อ 75ถูกต้อง ข้อ 90 ถูกต้อง และข้อ 100
ถูกต้อง
เขาตกตะลึงกับคำตอบของซ่งเย่ทันที
นี่นักเรียนอัจฉริยะจริงหรือ?!
โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีนมีเด็กอัจฉริยะใช่ไหม?!
นี่คือพร์!
น่าทึ่งมาก!
ทันทีที่ซ่งเย่ส่งเอกสารข้อสอบกับกรรมการคุมห้องสอบ
ทำให้เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆในห้องรู้สึกกดดันและหลายคนมีท่าทางเคร่งเครียดเป็อย่างมาก
ซ่งเย่เดินเล่นรอบๆโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองเหอเป่ย
พลันมีนักเรียนชายหลายคนกำลังเล่นบาสเก็ตบอลอยู่และบังเอิญมีลูกบาสเก็ตบอลพุ่งตรงมาทางซ่งเย่
“ระวัง!” เสียงร้องะโของนักเรียนบอกกับซ่งเย่
ซ่งเย่ที่เหล่ตามองเห็นลูกบาสเก็ตบอลพุ่งตรงเข้ามา
เธอไม่ได้กังวลใจแต่อย่างใดและยื่นมือออกไปรับลูกที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วและแรงได้อย่างนุ่มนวล
นักเรียนชายต่างตกตะลึงที่พบว่าซ่งเย่จับลูกบาสเก็ตบอลได้อย่างง่ายดาย
พวกเขาไม่คิดว่าสาวสวยและบอบบางอย่างเธอจะแข็งแกร่งขนาดนี้
“ขอโทษครับ” นักเรียนชายคนหนึ่งเอ่ยขอโทษกับซ่งเย่ที่โยนลูกบาสเก็ตบอลพลาดไปจนเกือบทำร้ายเธอ
“เพื่อนนักเรียนสนใจมาเล่นด้วยกันไหมครับ?” มีเสียงนักเรียนชายคนหนึ่งเอ่ยชวนซ่งเย่ทีเล่นทีจริง
ซ่งเย่ที่กำลังเบื่อๆและรอเวลาทานอาหารกลางวันอยู่จึงพยักหน้าตกลงและเดินตรงเข้าไปหาพวกเขา
“โอ้! วันนี้มีสาวสวยมาเล่นกับพวกเรา”
“เฮ้! อาเสิ่น เล่นออมแรงหน่อยนะเพื่อน”
เสียงนักเรียนชายแซวล้อเลียนกันเองดังขึ้น
“เล่นทีมไหน?”ซ่งเย่เดินถือลูกบาสเก็ตบอลถามขึ้นเมื่อเดินมาถึงขอบสนามแล้ว
“ทีมเสื้อแดง”เด็กหนุ่มชื่อ อาเสิ่น ที่เพื่อนๆแซว เขาบอกกับซ่งเย่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยคล้ายไม่พอใจเล็กน้อย
“อืม”ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจ
เวลานี้มีนักเรียนสวมเสื้อสีแดงอยู่4 คน
ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามสวมเสื้อสีน้ำเงิน5 คน
และบังเอิญที่วันนี้ซ่งเย่สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีชมพู
ดังนั้นจึงดูกลมกลืนไปกับทีมเสื้อสีแดง
เด็กชายสวมเสื้อสีน้ำเงินคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ซ่งเย่โดยที่ยังไม่มีสัญญาณเริ่มเกมการเล่นแต่อย่างใด!
ซ่งเย่เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยแล้วขว้างลูกบอลลงแป้นที่อยู่ห่างไกลออกไปทันที
“ปั้ง”ลูกบอลกระแทกแป้นและลงห่วงอย่างสวยงามในระยะ 3 แต้ม
เด็กชายทั้งหลายในสนามต่างพากันอึ้งตะลึงกับความแม่นยำของซ่งเย่
อาเสิ่นที่อยู่ทีมเสื้อสีน้ำเงินหรี่ตามองซ่งเย่อย่างวิเคราะห์
จากนั้นเขาะโขึ้นมาว่า“จัดทีมแข่งใหม่ ลูกตะกี้ไม่นับ”
“.....”ซ่งเย่เหลือบมองใบหน้าของอาเสิ่นครู่หนึ่ง แต่เธอไม่ได้ว่ากล่าวอะไร
จากนั้นแต่ละคนยืนประจำตำแหน่งก่อนที่กรรมการจะถือลูกบอลกลางสนามระหว่างตัวแทนของทั้งสองทีม
“ปรี๊ด”เสียงนกหวีดดังขึ้นพร้อมกับลูกบอลที่ถูกโยนขึ้นกลางอากาศ
ซ่งเย่ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งหลังสุดมองลูกบอลด้วยความสนใจ
เนื่องจากเธอมองเห็นเด็กชายวิ่งเข้าแย่งลูกบอลอย่างรวดเร็ว
แต่นั่นกลับช้าในการรับรู้ของเธอ
ซ่งเย่นึกสนุกจึงวิ่งตัดหน้ารับลูกบอลระหว่างที่ทีมเสื้อแดงกำลังส่งลูกบอลให้กัน
“ฟึ้บ ปั๊งตุ๊บ”
ซ่งเย่แย่งลูกบอลมาพร้อมชู้ทลงห่วงโดยกระแทกแป้นบาสเล็กน้อยในระยะ3 แต้มอีกครั้ง
“โอ๊ะ!”เด็กชายสามคนในทีมเสื้อสีน้ำเงินอุทานด้วยความใที่พบว่าฝีมือยิงลูกระยะไกลของซ่งเย่ไม่ธรรมดา
อาเสิ่นมีใบหน้าบูดบึ้งมากกว่าเดิม
จากนั้นเขาส่งสัญญาณให้เพื่อนในทีมตามประกบซ่งเย่มากกว่าหนึ่งคน
แต่อนิจจา!!!
ความเร็วและว่องไวของพวกเขาไม่สามารถต่อกรกับซ่งเย่ได้เลย
และเธอสามารถโยนลูกลงห่วงได้ทั้งในระยะ2 แต้มและ 3 แต้ม
“เยี่ยม สาวสวยเอาอีกลูก!”
ทีมเสื้อสีแดงฮึกเหิมมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นฝีมือความแม่นยำในการโยนลูกลงห่วงของซ่งเย่
พวกเขามักจะโยนลูกให้กับซ่งเย่เมื่อเห็นว่าเธอสามารถหลบหลีกทีมสีน้ำเงินได้อย่างคล่องแคล่ว
ปรากฏว่าทีมเสื้อสีน้ำเงินสามคนวิ่งตามประกบซ่งเย่
แต่พวกเขาไม่สามารถสกัดเธอเอาไว้ได้
สุดท้ายเมื่อเสียงนกหวีดจากกรรมการเป่าขึ้น“ปรี๊ด ปรี๊ด ปรี๊ด”
หมดเวลาครึ่งแรกคะแนนของทีมเสื้อสีแดงคือ 32 และคะแนนของทีมเสื้อสีน้ำเงินคือ 20
อาเสิ่นหน้าดำและไม่พอใจมากยิ่งขึ้น!
ซ่งเย่พูดขึ้นมาระหว่างพักครึ่ง“ฉันไปก่อน”
เด็กชายที่เป็คนชวนซ่งเย่มาเล่นบาสเก็ตบอลด้วยกันพลันถามชื่อเธอขึ้นมา“เพื่อนนักเรียน เธอชื่ออะไรครับ?”
ซ่งเย่ตอบตามตรงอย่างไม่กังวลว่า“ซ่งเย่”
“ซ่งเย่ไม่เล่นด้วยกันอีกครึ่งหลังหรือครับ?”เด็กชายคนเดิมถามเธออีกครั้งอย่างมีความหวัง
“ไม่ค่ะจะไปทานข้าว” เธอตอบแล้วเดินออกจากสนามไปทันที
เด็กชายหลายคนต่างงุนงงกับท่าทีของซ่งเย่
“เธอเป็อะไรน่ะ?”
“แต่ดูเหมือนเธอไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนเรานะ”
“นั่นสิไม่คุ้นหน้าเลย สวยขนาดนี้พวกเราต้องจำได้สิ”
“อาจเป็นักเรียนโอนย้ายใหม่ก็ได้”
เด็กชายหลายคนแสดงความคิดเห็นแต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับซ่งเย่อีกต่อไป
ที่เธอตัดสินใจเล่นบาสเก็ตบอลกับพวกเขาเนื่องจากเช้านี้เธอไม่ได้ระบายพละกำลังส่วนเกินออกจากร่างกาย
นั่นทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
นี่คือผลกระทบจากการฝึกวิชาต่อสู้“ซาเซิน”
ซ่งเย่หยิบถาดอาหารที่แม่ครัวจัดเตรียมไว้แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ที่ว่าง
วันนี้ไม่มีสาวน้อยน่ารักมาชวนซ่งเย่คุย
เธอจึงทานอาหารเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
จากนั้นไปนั่งอ่านหนังสือรออยู่หน้าห้องสอบวิชาชีววิทยา
เวลานี้ได้มีเด็กสาวอีกคนจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีนที่เป็หนึ่งในห้าคนของตัวแทนนักเรียน
หวางอี้ได้เดินเข้ามาทักทายกับซ่งเย่อย่างเป็มิตร“เพื่อนนักเรียนซ่งเย่ ทานข้าวเสร็จแล้วหรือคะ?”
ซ่งเย่ที่กำลังอ่านหนังสือแพทย์แผนจีนอยู่ได้เงยหน้าขึ้นมาและตอบเสียงเรียบว่า“ทานเสร็จแล้วค่ะ”
เมื่อซ่งเย่เห็นว่าหวางอี้ไม่คิดจะถามอะไรอีก?!
เธอจึงก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไป
แต่หวางอี้กลับทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจที่ซ่งเย่ไม่ถามเธอกลับคืนหรือถามอะไรอย่างอื่น
หวางอี้จึงนั่งลงข้างๆซ่งเย่และเหลือบมองหนังสือที่ซ่งเย่กำลังอ่าน
หวางอี้ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจที่ซ่งเย่อ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียน
แต่เธอไม่กล้าตำหนิซ่งเย่ตรงๆเนื่องจากซ่งเย่เป็ตัวแทนนักเรียนคนเดียวของโรงเรียนที่ได้คะแนนเต็ม 4 วิชา
เมื่อกรรมการคุมห้องสอบหญิงวัยกลางคนส่งสัญญาณให้นักเรียนเข้าห้องสอบได้แล้ว
ซ่งเย่เก็บหนังสือแพทย์แผนจีนเข้าไว้ในกระเป๋าเป้และหันไปเห็นหวางอี้ที่กำลังมองตนเองอย่างสนใจ
“ไม่เข้าห้องสอบหรือคะ?” ซ่งเย่ถามอย่างงุนงง
“เข้าสิคะ”หวางอี้แปลกใจที่ซ่งเย่ไม่ได้เ็าเหมือนกับที่ใครๆหลายคนในโรงเรียนเคยพูดถึงเธอ
หวางอี้จึงยิ้มให้กับซ่งเย่อย่างอารมณ์ดี
“ไปกันเถอะค่ะ”ซ่งเย่เห็นหวางอี้ยิ้มให้จึงเอ่ยชวนอย่างมีน้ำใจ
ทั้งคู่เดินเข้าห้องสอบและแยกกันไปตามตำแหน่งที่ถูกระบุไว้บนผังที่นั่งหน้าห้องสอบ
กรรมการหญิงวัยกลางคนเริ่มแจกเอกสารการสอบให้กับนักเรียนในห้อง
เวลา 13.30 น.กรรมการส่งสัญญาณให้นักเรียนเริ่มลงมือทำข้อสอบ
วิชาชีววิทยาเป็วิชาที่อาศัยความจำทั้งหมดแต่ถ้าคำถามมีความลึกซึ้งมากกว่าในบทเรียนทั่วไป
และถ้านักเรียนอ่านหรือศึกษาวิชาชีววิทยาไม่ครอบคลุมก็จะทำข้อสอบไม่ได้
ดังนั้นมีนักเรียนหลายคนขมวดคิ้วเมื่อพบว่าข้อสอบยาก
นั่นเป็เพราะว่าเนื้อหาข้อสอบมีบางส่วนที่กรรมการกลางได้สอดแทรกเนื้อหาระดับอุดมศึกษาเข้ามาด้วย
แต่ซ่งเย่ไม่มีปัญหาในเื่ความยากของวิชาชีววิทยาแต่อย่างใด
เธอก้มหน้าลงมือขีดเขียนอย่างผ่อนคลาย
เวลา 14.20 น.ซ่งเย่ทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เธอยังไม่สามารถส่งได้
จึงหลับตานั่งทบทวนเนื้อหาแพทย์แผนจีนที่อ่านเพิ่มเติมและการรักษาคนป่วยเมื่อวานนี้
..........
ทางด้านโรงพยาบาลประชาชน
ปรากฏว่ามีแพทย์หลายคนมาร้องขอกับทางแผนกตรวจสอบและเฝ้าระวังความปลอดภัยเพื่อขอดูกล้องวงจรปิด
ทำให้คณบดีของโรงพยาบาลได้เข้ามาตรวจสอบความวุ่นวายนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น?!
เมื่อคณบดีได้รับทราบเื่ราวของแพทย์ลึกลับที่ช่วยทำการรักษาคนป่วยสองคน
นั่นคือ ชายชราที่ป่วยเป็ไมเกรนและเด็กหญิงที่มีเืคั่งในทรวงอกจากอุบัติเหตุ
ทำให้คณบดีเข้าร่วมค้นหาความจริงในเื่นี้
เนื่องจากหากเป็แพทย์ที่มีทักษะความสามารถสูง
โรงพยาบาลประชาชนควรที่จะว่าจ้างเธอให้มาทำงานประจำที่นี่
นั่นจะช่วยให้คนป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับทางโรงพยาบาลได้
แต่แล้วผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิด
ปรากฏว่าไม่พบแพทย์ลึกลับเข้ามาให้การรักษาคนป่วยทั้งสองคนแต่อย่างใด
คนป่วยทั้งสองคนยืนยันหนักแน่นตรงกันในลักษณะของแพทย์สาวลึกลับ
นั่นคือแพทย์หญิง สาวสวย อายุน้อย ทักษะการรักษาแผนจีนโดยการฝังเข็มและนวดทุยนา
นี่คือใครกันแน่?!
สาวสวยลึกลับที่มารักษาคนป่วย!
……….
ทางด้านซ่งเย่ที่นั่งหลับตาทบทวนความรู้ด้านแพทย์แผนจีนอยู่ในห้องสอบ
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบว่ามีบางจุดที่ควรทำในการรักษาเด็กหญิงคนนั้น
นั่นคือหากเธอฝังเข็มเพิ่มอีก 2 จุดจะทำให้ก้อนเืสามารถฝ่อเล็กลงได้มากกว่านั้น
ซึ่งจะเป็ผลดีต่อเด็กหญิงมากขึ้น
ซ่งเย่พึมพำเบาๆกับตัวเองว่า“ต้องหาเวลาไปทดสอบความคิดนี้”
พลันซ่งเย่ลืมตาขึ้นมาเมื่อได้เวลาส่งเอกสารสอบแล้ว
“ครื้ด”เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังแ่เบาแต่ในห้องเรียนที่เงียบสงัดกลับทำให้นักเรียนทั้งหลายสนใจที่มาของเสียง
เมื่อนักเรียนหลายคนหันมามองต้นเสียง
พวกเขาประหลาดใจที่พบว่ามีนักเรียนส่งเอกสารข้อสอบวิชาชีววิทยาให้กับกรรมการคุมห้องสอบแล้ว
นี่มันแค่หนึ่งชั่วโมงเองนะ!
ข้อสอบมีหนึ่งร้อยข้อ!
ใช้เวลาทำแค่หนึ่งชั่วโมง!
นี่มันบ้ามาก!
นักเรียนหลายคนขมวดคิ้วและพึมพำด้วยความประหลาดใจ!
กรรมการหญิงวัยกลางคนมองซ่งเย่อย่างแปลกใจที่ส่งก่อนเวลา
“นักเรียนเกิดอะไรขึ้น ข้อสอบยากเกินไปหรือคะ?”
“ไม่ค่ะเสร็จแล้ว” ซ่งเย่ปฏิเสธคำถามของกรรมการ
“โอ้ จริงหรือไหนดูสิ?” กรรมการหญิงยังไม่เชื่อคำตอบของซ่งเย่
เธอหยิบเอกสารกระดาษคำตอบของซ่งเย่ไปพลิกดูอย่างละเอียด
และพบว่าทุกข้อมีคำตอบครบทั้ง100 ข้อ
“ตกลง ส่งได้ค่ะ”กรรมการพยักหน้ายอมรับเมื่อเห็นว่าซ่งเย่ทำครบทุกข้อแล้ว
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่กล่าวขอบคุณกรรมการอย่างสุภาพ
เมื่อซ่งเย่ออกมาจากห้องสอบเธอเดินไปหยิบกระเป๋าเป้จากนั้นโทรศัพท์หาลุงโจวให้มารับที่สนามสอบแห่งนี้
“ลุงโจวคะ มารับหนูได้เลยค่ะ”
“ครับคุณหนูอีกสิบนาทีผมจะไปถึงครับ” ลุงโจวรับคำอย่างสุภาพ
ลุงโจวเร่งเดินทางจากเมืองกรีนและคิดว่าซ่งเย่จะสอบเสร็จราว15.00 น.
แต่เขาไม่คิดว่าเธอจะสอบเสร็จก่อนเวลามากขนาดนี้
ซ่งเย่เดินรอลุงโจวมาเรื่อยๆจนถึงหน้าประตูโรงเรียน
พลันมีรถฮัมเมอร์สีเขียวเข้มมาจอดหน้าซ่งเย่พอดิบพอดี
กระจกรถด้านข้างคนขับหมุนลงและปรากฏใบหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้างของหลิวเย่
เขายื่นห่อผ้าขนาดยาวหนึ่งคืบให้กับซ่งเย่
“เข็ม?”ซ่งเย่ถามเพื่อความแน่ใจกับสิ่งของที่เขายื่นมาให้
“ใช่ครับผมรักษาสัญญาเสมอ” หลิวเย่พยักหน้ายอมรับ
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่กล่าวขอบคุณเสียงอ่อนโยน
ทำให้หลิวเย่มีความสุขมากขึ้นกับน้ำเสียงของสาวน้อย
“ไม่เป็ไรครับ ผมไม่ได้พาไปส่งบ้านนะผมมีงานทำต่อที่นี่” เขาอธิบายกับสาวน้อยด้วยความอ่อนเพลียเล็กน้อย
“เข้าใจแล้วค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้เพราะจำได้ว่าเมื่อวานนี้หลิวเย่บอกกับเธอว่ามีงานที่เมืองเหอเป่ย
“แล้วค่อยเจอกันใหม่นะครับสาวน้อย”หลิวเย่กดปุ่มปิดกระจกรถพลางพูดอย่างรวดเร็วและขับรถออกไปทันที
หลังจากหลิวเย่ออกไปได้ครู่หนึ่ง
ลุงโจวขับรถมาถึงหน้าประตูโรงเรียนพอดี
“ลุงคะไปเอากระเป๋าเดินทางที่โรงแรมด้วยค่ะ” ซ่งเย่ก้าวขึ้นนั่งบนรถและสั่งลุงโจวให้กลับไปโรงแรม
“ครับคุณหนู”ลุงโจวตอบรับอย่างสุภาพ
ลุงโจวและแม่ครัวหลี่รู้สึกสบายใจและมีความสุขมากขึ้นั้แ่มาทำงานกับซ่งซ่านจิง
เนื่องจากซ่งซ่านจิงและซ่งเย่ล้วนแต่มีน้ำใจและให้เกียรติพวกเขา
ทั้งที่ลุงโจวและแม่ครัวหลี่เป็แค่ลูกจ้างเท่านั้น